พรานโชติยกมือขึ้นลูบคางสีหน้าใช้ความคิดก่อนจะกล่าวต่อ
"ข้าขอไปพบกับสาวใช้คนนั้นได้ไหมเพื่อจะได้อะไรเพิ่มเติม"
"ได้สิถ้ามันทำให้เราได้ตัวคนร้ายเร็วขึ้น"
พันตำรวจเอกประจักรกล่าว
เล่ามาถึงตรงนี้คุณตาโชติหรือพรานโชติก็ยกน้ำชาร้อนๆมาจิบแก้อาการคอแห้งและมองมาที่ผมพร้อมกับพูดขึ้น
"หน้าตาเอ็งนี่มันดูมีความสุขนะที่ได้ฟังเื่แบบนี้"
ผมคิดในใจมันแน่นอนอยู่แล้วครับก็คนมันชอบนี่นา แล้วผมก็ตอบคุณตาโชติไปว่า
"ใช่แล้วครับคุณตาเล่าต่อเลยครับกำลังสนุกเชียว"
คุณตาโชติยิ้มแล้วเล่าต่อว่าหลังจากนั้นแกกับพันตำรวจเอกประจักรก็นั่งรถจี๊ปเข้าไปที่คฤหาสน์หลังนั้นเพื่อไปพบกับสาวใช้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นแกกับพันตำรวจเอกประจักรได้เข้าไปสำรวจร่องรอยของโจรผู้มีวิชาอาคมคนนี้ ซึ่งก็คือห้องที่เก็บของมีค่าเอาไว้ลักษณะห้องนี้เป็ห้องที่ใหญ่พอสมควรมีหน้าต่างบานเดียวและทางเข้าก็มีอยู่ทางเดียวเช่นกัน
ด้านหน้าต่างเป็กระจกอย่างดีพรานโชติกับพันเอกประจักรจึงแยกกันเดินสำรวจครู่ใหญ่พรานโชติก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง ในตาเพ่งมองที่หน้าต่างก่อนที่พรานโชติจะหลับตาเพ่งกระแสจิตพร้อมกับปากที่บริกรรมคาถาอยู่เงียบๆทันทีนั้นสิ่งที่พรานโชติเห็นก็คือรอยเท้าของผู้ชายที่ใหญ่กว่าปกติอยู่บริเวณขอบหน้าต่างซึ่งถ้าเป็คนที่ไม่มีวิชาอาคมก็จะมองไม่เห็น และประมาณรอยเท้านี้ได้ว่าคนๆนี้ต้องตัวใหญ่อย่างมาก
ในขณะที่กำลังจ้องมองอยู่นั้นพันตำรวจเอกประจักษ์ก็ได้พาสาวใช้คนนั้นเข้ามาที่ห้อง ทันทีที่สาวใช้คนนี้ก้าวเข้ามาพรานโชติก็มองไปที่หล่อนและเพ่งพิจารณาสาวใช้คนนี้หน้าตาของหล่อนดูซีดเซียวดวงตาดู
ตื่นตระหนกพรานโชติเห็นดังนั้นก็ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เ้าหล่อนกลับตัวสั่นสีหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว พรานโชติเห็นดังนั้นจึงรู้สึกแปลกๆเลยเดินเข้าไปหาสาวใช้คนนั้นชนิดที่ว่าใกล้กันแค่ฝ่ามือ พันตำรวจเอกประจักรสังเกตุเห็นปากของพรานโชติเกลอสนิทขยับไปมาก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังท่องมนต์อาคมอะไรสักอย่างอยู่ทันทีนั้นพรานโชติก็เป่าปากไปที่กระหม่อมของสาวใช้คนนั้น เพี้ยง!! สิ้นเสียงเป่าลมที่ปากสาวใช้คนนี้ถึงกับสะดุ้งเฮือกเหมือนหลุดพ้นจากอะไรบางอย่าง และหันมองคนนั้นทีคนโน้นทีพร้อมกับเอ่ยว่า
"นี่..นี่..ฉันเป็อะไรไป"
พันตำรวจเอกประจักรเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้และกล่าวออกไปว่า
"ก็พรานเขาถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นช่วยเล่าอย่างละเอียดให้ทีได้ไหม"
สาวใช้มีสีหน้ากระอักกระอ่วนพรานโชติเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้น
"ไม่เป็ไรครับเล่ามาให้หมดไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นผมจะคอยคุ้มครองคุณเอง"
สาวใช้ได้ยินแบบนั้นก็มีสีหน้าผ่อนคลายลงและเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและบอกว่าหลังจากที่โจรได้ฆ่าคุณหญิง ก็ได้เข้าไปที่ห้องเก็บเครื่องเพชรและทองคำทั้งๆ ที่ห้องก็ล็อคประตูอย่างดีพร้อมทั้งเอาสิ่งของมีค่าไปจนเกลี้ยงและกระโจนออกทางหน้าต่างไปพรานโชติเอามือลูบคางและถามสาวใช้
"คุณอาศัยอยู่ที่นี่หรือเปล่า?"
"ใช้ค่ะดิฉันอยู่ที่นี่"
สาวใช้ตอบกลับพรานโชติสีหน้าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามต่อ
"แล้ว่นี้ได้ออกไปไหนมาบ้างครับ?"
"ั้แ่เกิดเื่ดิฉันก็ไม่เคยออกไปไหนเลยค่ะ"
สาวใช้คนนั้นตอบกลับก่อนที่พรานโชติจะบอกต่อว่า
"ดีแล้วครับ่นี้ก็อยู่แต่ในคฤหาสน์ก็พอจะได้ปลอดภัย"
พอกล่าวจบพรานโชติจึงบ่ายหน้าไปทางพันตำรวจเอกประจักรพร้อมทั้งกระซิบบอกว่าสิ่งที่เข้ามาปล้นน่าจะเป็หุ่นพยนต์ที่ถูกผู้ทรงวิทยาคมปลุกเสกให้มีชีวิตขึ้น มันสามารถจำแลงกายได้ไม่ว่าจะเป็คนสัตว์ เทวดา ั์ หรืออะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ หรือไม่ไอ้โจรคนนี้ก็มีอาคมที่สูงนักถึงกับจำแลงกายได้พันตำรวจเอกประจักรได้ฟังก็ตาโตคิ้วขมวดเป็ปมขึ้นมาทันที พร้อมทั้งถามพรานโชติว่า
“ะุยิงมันได้ไหม”
พรานโชติหน้านิ่งส่ายหัวและบอกต่อเกลอสนิทว่า
“ะุธรรมดาทำอะไรมันไม่ได้หรอกเอาเป็ว่าวันนี้เรากลับกันก่อน”
พันตำรวจเอกประจักรได้ยินดังนั้น ก็พาพรานโชตินั่งรถจี๊บกลับระหว่างทางพรานโชติบอกกับพันตำรวจเอกประจักรว่า
“ไอ้จักรข้าเจอร่องรอยที่ขอบหน้าต่างเป็รอยตีนที่ใหญ่มากเหมือนกับคนโบราณร่างั์
น่าจะสูงซักแปดศอกได้และที่ขอบหน้าต่างก็มีเศษหินลูกรังติดอยู่แต่มีหินอยู่ก้อนหนึ่งซึ่ง
เป็หินผาคล้ายหินที่อยู่ในถ้ำที่มาจากูเาและมันต่างจากหินทั่วไป”
พันตำรวจเอกประจักรได้ฟังก็มีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วกล่าวต่อ
“ไอ้โชติข้าว่าคนร้ายน่าจะอยู่ไม่ไกลพระนครเท่าไหร่หรอกแต่มันก็ยากอยู่ที่จะหาเจอ
ูเาหินที่เอ็งว่ามันก็มีอยู่หลายที่ เฮ้อ..ข้าละกลุ้มใจจริงๆ”
พันตำรวจเอกประจักรเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก่อนที่พรานโชติจะกล่าวต่อว่า
“วันนี้ข้าจะลองทำพิธีบางอย่างดูเพื่อจะรู้ต้นตอของมันบ้าง”
พันเอกประจักรพยักหน้าเป็การเข้าใจ ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้ารถจี๊ปแล่นมาถึงหน้าบ้านของ
พันตำรวจเอกประจักรทั้งสองลงรถและเข้าไปในบ้านซึ่งผู้เป็เกลอสนิทก็ได้จัดห้องไว้ให้พรานโชติ
เป็ที่เรียบร้อยแล้วหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ พรานโชติบอกพันตำรวจเอกประจักรให้หาพานดอกไม้
ธูปเทียนแล้วเอาเข้าไปที่ห้องเพื่อจะทำพิธีเรียกโหงพราย
หลังจากคุยกันเสร็จแล้วพรานโชติจึงนั่งขัดสมาธิปากบริกรรมคาถาเพียงแค่อึดใจเดียวพรานโชติได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาเข้าจมูก พร้อมกับลมกรรโชกแรงพัดหน้าต่างกระทบกันดังลั่น
ทันทีนั้นพันตำรวจเอกประจักรเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบินเข้ามาทางหน้าต่างนายตำรวจแห่งพระนครตาเบิกโพรงขึ้น สิ่งที่เห็นคืนนกเหยี่ยวสีดำตัวใหญ่มากบินโฉบลงมาหมายเอากรงเล็บทำร้ายพรานโชติอย่างดุร้ายแต่พรานโชติก็ไวทันกันซัดข้าวสารเสกที่อยู่ในยามใสเหยี่ยวตัวนั้นข้าวสารเสกปะทะเข้าที่ร่างของเหยี่ยวดำอย่างจังมันร้องดัง แกว๊ก ๆ!!ลั่นห้องและกระเด็นตกลงไปที่พื้นพร้อมทั้งค่อยๆสลายกลายเป็กลุ่มควันและก่อร่างขึ้นมาใหม่เป็หมาดำตัวใหญ่เท่าวัวยืนจังก้าอยู่ต่อหน้าพรานโชติอย่างน่าสะพรึงกลัว
พันตำรวจเอกประจักรเห็นแบบนั้นก็อ้าปากค้างตาเบิกโพรงเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ พรานโชติเอามือล้วงลงไปในยามชักมีดหมอออกจากฝักเตรียมพร้อมเข้าต่อสู้กับไอ้หมาปีศาจตนนี้
คุณตาโชติเล่ามาถึงตอนนี้ก็เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือของผมซึ่งตอนนั้นเป็เวลาสามทุ่มกว่าแล้วแกยกน้ำชาขึ้นมาจิบพร้อมถามผมว่า
“พ่อหนุ่มนี่ก็ดึกแล้วอยากจะพักผ่อนก่อนมั้ยละพรุ่งนี้ตอนค่ำๆตาจะมาเล่าให้ฟังใหม่
เดี๋ยวพวกหลานๆตาเขาจะหาว่าตามารบกวนแขก”
“ผมยังไม่ง่วงหรอกครับและคุณตาก็ไม่ได้รบกวนอะไรผมสักหน่อย ผมต่างหากที่รบกวนคุณตา เล่าต่อเลยครับคุณตา”
ผมตอบคุณตากลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ด้วยความที่เื่กำลังสนุกผมก็เลยคะยั้นคะยอให้แกเล่าต่อคุณตายกแก้วชาขึ้นมาผมเองก็รู้งานรีบหยิบน้ำชาร้อนๆมาเติมให้ท่านคุณตาจิบชาลงคอไปโฮกใหญ่ และเล่าต่อว่า
ตอนนั้นแกคิดในใจว่าโหงพรายหายไปไหนทำไมเรียกแล้วยังไม่มาส่วนไอ้หมาดำตัวใหญ่นั้นก็แยกเขี้ยวพร้อมที่จะขย้ำคอแกอยู่ทุกเมื่อทันทีนั้นมันก็กระโจนเข้าหาพรานโชติพร้อมกับแยกเขี้ยวเตรียมจะขย้ำคอ
พรานโชติเห็นดังนั้นก็ร่ายคาถาพร้อมกับเอี้ยวตัวหลบการโจมตีของหมาดำปีศาจตนนี้และพรานโชติก็ใช้มีดหมอฟันสวนกลับไปกลางลำตัวของมันหมาดำปีศาจร้ายกระเด็นไปกระทบเข้ากับข้างฝาบ้านเสียงดังสนั่น เสียงร้องของมันดังโหยหวนดังไปทั่วทั้งบ้านด้วยความเ็ปทำเอานายตำรวจแห่งพระนครหน้าซีดเผือดด้วยตวามใ พรานโชติเห็นไอ้หมาปีศาจตนนั้นเสียท่าจึงปรี่เข้าไปหมายจะฟันซ้ำด้วยมีดหมออาคมแต่มันก็กระโจนหนีออกนอกหน้าต่างเสียก่อน
คุณตาโชติหยุดพักยกชาขึ้นจิบดับความหนาวผมจึงถามท่านว่า
“แล้วคุณตาทำยังไงต่อครับ”
คุณตาโชติหรือพรานโชติในตอนนั้นบอกว่า
“ตาเองไม่ได้ตามไอ้หมาปีศาจตนนั้นออกไปเพราะได้ยินโหงพรายกระซิบบอกมาว่าไม่ต้องตามไปเ้าของมันมีวิชาอาคมแก่กล้าไม่แพ้พรานโชติเลยทีเดียว”
เมื่อพรานโชติได้ยินโหงพรายกระซิบบอกจึงนั่งลงที่พื้นและใช้กระแสจิตเพื่อสื่อสารกับโหงพรายซึ่งมันรู้ว่าหินก้อนนั้นมาจากที่ใดและไอ้โจรคนนี้ก็รู้เช่นกันว่ามีคนที่มีวิชาอาคมกำลังตามล่าตัวมันอยู่พรานโชติได้ยินดังนั้นก็ถามโหงพรายต่อ
“ไอ้พรายหินก่อนนั้นมาจากที่ไหน”
โหงพรายตอบกลับว่า
“มันอยู่ในเขาหินแถบกาญจนบุรีที่ข้าเห็นมันเป็หน้าผาและมีถ้ำพอข้าจะเข้าไปใกล้ก็โดนทำร้ายจากอาคมของไอ้โจรขมังเวทย์นั่น”
เมื่อพรานโชติได้ฟังเช่นนั้นจึงหันไปบอกกับพันตำรวจเอกประจักรว่า
“ไอ้จักรข้ารู้แล้วว่าขุนโจรผู้เรืองอาคมคนนี้อยู่ที่ใดเอ็งเตรียมตัวออกตามล่าขุนโจรรายนี้ได้เลย”
เช้าวันรุ่งขึ้นพันตำรวจเอกประจักษ์จึงระดมกำลังตำรวจสิบนายและขอความช่วยเหลือจากตำรวจในพื้นที่อีกห้านายในการออกตามหาแต่ก่อนจะออกไปตามล่าขุนโจรรายนี้พรานโชติได้นำลูกะุของพันตำรวจเอกประจักษ์สิบนัดไปปลุกเสกและให้ใช้ยามสู้กับภูตผีปีศาจเท่านั้นส่วนอาวุธของพรานโชติคือปืน
ลูกซองคู่กายและปืนคาบศิลาะุอาคมอีกหลายลูกเมื่อเตรียมตัวเสร็จแล้วทั้งหมดก็เดินทางไปยังจ.กาญจนบุรีเพื่อออกตามล่าขุนโจรผู้เรืองอาคมรายนี้
ตะวันบ่ายคล้อยรถจี๊ปสองคันแล่นมาจอดหน้าสถานีตำรวจเล็กๆในอำเภอแห่งหนึ่งใกล้กับชายแดนพม่าในจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งก็มีนายตำรวจท่านหนึ่งยศร้อยตำรวจเอกรอต้อนรับอยู่
พรานโชติพันตำรวจเอกประจักรและลูกน้องลงจากรถ เดินเข้ามาหาร้อยตำรวจเอกคนหนึ่งพร้อมกับทักทาย เมื่อร้อยตำรวจเอกท่านนั้นเห็นพันตำรวจเอกประจักรก็ทำความเคารพโดยการทำวันทยหัตถ์พร้อมทั้งรายงานตัว
“ผมร้อยเอกวิชัยรายงานตัวครับ”
พันตำรวจเอกประจักรก็ทำวันทยหัตถ์เช่นกันและถามถึงเื่ของสถานที่ที่เป็แหล่งกบดานของขุนโจรรายนี้
“เป็ยังไงบ้างผู้กองเื่ที่ให้สืบหาที่กบดานของไอ้ขุนโจรรายนี้”
“ผมสืบหาตามเบาะแสที่ท่านส่งมาทางจดหมายแล้วครับูเาที่มีลักษณะตามเบาะแสที่ท่านให้มาก็มีอยู่สามที่ครับ”
ผู้กองวิชัยตอบ
พันตำรวจเอกประจักรได้ยินแบบนั้นคิ้วทั้งสองข้างขมวดเป็ปมทันทีเพราะรู้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานมากกว่าจะตามหาคนเจอในป่าในเขาตั้งสามที่เมื่อผู้กองวิชัยเห็นสีหน้าและคิ้วที่ขมวดเป็ปมของนายตำรวจแห่งพระนครก็พูดขึ้นมา
“เออ..ผู้กำกับไม่ต้องกังวลครับเราตามหาเจอแน่นอนเพราะผมถามชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับูเาทั้งสามที่แล้วมีอยู่ที่เดียวที่มีหินลักษณะแบบนี้ ผู้กำกับดูหินนี่ดีๆสิครับถ้ามันกระทบกับแสงไฟมันจะมีความระยิบระยับเหมือนกับหินงอกหินย้อยครับแต่ที่พิเศษกว่าคือมันจะมีเศษของพลอยสีดำติดมาด้วย”
พันตำรวจเอกประจักรได้ยินดังนั้นจึงให้ลูกน้องเอาไฟฉายมาส่องที่หินพร้อมกับแว่นขยายจึงเห็นเป็แสงระยิบระยับและเศษพลอยสีดำเล็กๆตามที่ผู้กองวิชัยบอกนายตำรวจแห่งพระนครบ่ายหน้าไปทางพรานโชติพร้อมกับยื่นหินให้ดูเมื่อพรานโชติมองดูหินนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าหินนี้มันต้องอยู่ในถ้ำแน่ ๆจึงเอ่ยขึ้น
“หินนี่น่าจะเป็หินที่อยู่ในถ้ำใช้ไหมครับ”
“ใช่ครับแต่ที่ผมเจาะจงเป็สถานที่ตรงนี้เพราะว่าเศษพลอยสีดำนี่เหละครับ เพราะมันมีมากมายในภูผาดำซึ่งเป็ชื่อที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกกันมีลักษณะเป็ูเามีหน้าผาหินและมีถ้ำอยู่ที่เดียวทางทิศตะวันตกใกล้ชายแดนมากๆ”
ผู้กองวิชัยตอบกลับพอได้ยินแบบนั้นพันตำรวจเอกประจักรจึงออกคำสั่งให้ตำรวจทุกนายที่เดินทางมาด้วยกันประชุมวางแผนการก่อนที่จะพักผ่อนหลับนอนเอาแรงในคืนนี้ให้เต็มที่และพรุ่งนี้เช้าจะเดินทางเข้าป่าไปที่ภูผาดำเพื่อจะจับขุนโจรรายนี้ให้ได้
เช้ารุ่งขึ้นทุกคนต่างเตรียมสัมภาระและอาวุธพร้อมออกเดินทางซึ่งก็มีพรานโชติพันตำรวจเอกประจักร ผู้กองวิชัยและตำรวจชั้นผู้น้อยอีกสิบสองคนโดยให้อีกสามคนเฝ้าสถานีตำรวจไว้
่แรกของการเดินทางไปนั้นราบรื่นดีเนื่องจากเดินทางด้วยรถจี๊ปผ่านทางลูกรังเพื่อที่จะเข้าหมู่บ้านและติดต่อหาพรานในพื้นที่ให้นำทางแก่คณะจากนั้นจะเดินผ่านหมู่บ้านตรงไปยังทางเข้าป่าทึบ