ผมหันไปมองไผ่น้ำ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันมาสบตากับผมโดยตรง แล้วขยับริมฝีปากพูดออกมาโดยไม่มีเสียง
“จริงเหรอคะ”
ผมอ่านปากเธอได้ชัดเจน ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ตอบกลับไป ราวกับเป็นการยืนยัน
จากนั้นไผ่น้ำก็หันไปพูดกับเพื่อนของเธอ เสียงเบาเกินกว่าจะได้ยินชัด แต่ผมจับใจความได้ว่าเธอบอกกับเพื่อนว่า มีธุระที่บ้านต่อ คงไม่ได้ไปแล้ว
เพื่อนของไผ่น้ำพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
ไม่กี่นาทีต่อมา เครื่องดื่มก็ถูกนำไปเสิร์ฟที่โต๊ะของไผ่น้ำและเพื่อน โดยพนักงานในร้าน ไม่ใช่โฟร์ท เมื่อเพื่อนของไผ่น้ำรับแก้วเครื่องดื่มเรียบร้อย เธอก็หันไปบอกลาไผ่น้ำทันทีด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วเดินออกจากร้านไปอย่างไม่รีบร้อน
ผมนั่งยิ้มอยู่คนเดียวราวกับคนบ้า ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะตอนนี้แผนที่วางไว้กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี จากนั้นผมก็ลุกเดินออกไปยังโต๊ะนอกร้านตามแผน โต๊ะเดียวกับที่ผมเคยไปนั่งกับโฟร์ทเมื่อวันนั้น
ทันทีที่ผมนั่งลง เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้นมา ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู รายชื่อที่ปรากฏคือ ไผ่น้ำ
เธอส่งข้อความมาว่า “คุณออกไปนั่งด้านนอกทำไม”
ผมอ่านแล้วเผลอยิ้มมุมปากอีกครั้ง เธอกำลังจับตามองผมอยู่
“ตอนนี้เพื่อนของคุณหมอไม่อยู่แล้วนะครับ มานั่งกับผมได้แล้ว ผมรออยู่” ผมพิมพ์ข้อความส่งไปด้วยรอยยิ้ม
ไผ่น้ำรีบก้มลงอ่านทันที แววตาเธอสะดุดเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่รีบร้อน แล้วเดินออกมานั่งที่โต๊ะอีกตัวข้าง ๆ โต๊ะของผม มันไม่ไกลมาก พอที่จะสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง
ทันทีที่ไผ่น้ำนั่งลง เธอก็รีบถามเสียงเบาราวกับกระซิบ “ที่คุณว่า...เรื่องจริงเหรอคะ”
ผมเอนตัวเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ใช่ครับ...คงจะอีกวันหรือสองวันนี่แหละครับ”
คำตอบนั้นทำให้ไผ่น้ำชะงักไปทันที เธอนิ่งเงียบ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย
ในขณะเดียวกันนั้น ผมก็เหลือบสายตาไปยังเคาน์เตอร์ พยายามจะสบตากับโฟร์ทอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดเธอก็หันมาสบตากับผม
ผมยกโทรศัพท์ขึ้นเล็กน้อย แล้วชี้ไปที่หน้าจอเพื่อส่งสัญญาณให้เธอดูโทรศัพท์ของตัวเอง
เพราะผมได้ส่งข้อความไปหาเธอว่า “เมื่อกี้นี่ผมได้คุยกับคุณหมอ เธอบอกว่าอีกไม่กี่วันก็จะได้ย้ายโรงพยาบาลแล้ว แต่ผมไม่ได้ถามว่าทำไมถึงต้องย้าย”
ทันทีที่โฟร์ทอ่านข้อความนั้น สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองผมอยู่นานราวกับกำลังประเมินว่าคำพูดนั้นจริงหรือไม่
จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลงไปพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งกลับมา “เรื่องจริงใช่ไหม นายไม่โกหกฉันใช่ไหม”
ใบหน้าของโฟร์ทเต็มไปด้วยความตกใจและไม่มั่นใจ เธอส่งข้อความเสร็จแล้วก็เงยหน้ามามองผมทันที สายตาที่จับจ้องนั้นเหมือนกำลังรอคำตอบจากผม
ผมตีหน้าเศร้าเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเบา ๆ เพื่อให้โฟร์ทเชื่อในสิ่งที่ผมบอก แต่ผมยังคงไม่ตอบข้อความของเธอ จนกระทั่งข้อความใหม่ปรากฏขึ้นมา
“ฉันจะทำยังไงดี นายช่วยคิดหน่อยสิ”
ใบหน้าของโฟร์ทเต็มไปด้วยความกังวล ดวงตาสั่นไหวราวกับกำลังหาทางออก
ผมจึงพิมพ์ข้อความกลับไป “ทำชาเขียวให้ผมแก้วนึงสิ แล้วเดินเอามาให้ผมที่โต๊ะ”
จากนั้นผมก็เก็บโทรศัพท์ลงทันที
เพียงไม่กี่วินาที โทรศัพท์ของผมก็สั่นขึ้นเพราะมีข้อความเข้า แต่ผมตั้งใจว่าจะไม่อ่านมัน เพราะรู้ดีว่าโฟร์ทเป็นคนส่งมา และคงถามอะไรต่ออีกแน่
เธอพยายามส่งข้อความมาอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงไม่สนใจ ทั้งเธอและโทรศัพท์ ปล่อยให้ความเงียบและความกดดันค่อยก่อตัวขึ้น จนในที่สุดโฟร์ทก็ต้องยอมทำตามที่ผมบอกไป
ไม่นานนัก โฟร์ทก็เดินออกมาจากในร้าน มือของเธอถือแก้วชาเขียวมัจฉะที่ผมสั่งมาด้วย ผมยิ้มให้เธอเล็กน้อย ขณะที่เธอกำลังจะเดินมาถึงโต๊ะ
“ชาเขียวมัจฉะได้แล้วค่ะ” โฟร์ทเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะวางแก้วลงตรงหน้าผม
ในขณะนั้น ไผ่น้ำขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสงสัย พลางเหลือบตามาทางโต๊ะของผม
“โฟร์ท นั่งก่อนสิ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย” ผมเอ่ยพร้อมสบตาเธอ
“เอ่อ...” โฟร์ททำท่าจะพูดอะไร แต่ผมรีบพูดแทรก “ตอนนี้ก็ไม่มีลูกค้าอยู่พอดี นั่งลงสักครู่เถอะ”
โฟร์ทมองเข้าไปในร้านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาแล้วทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามผม
“นายมีเรื่องอะไรเหรอ” เธอถามเสียงเรียบ พยายามทำหน้าตาให้นิ่ง
ทันทีนั้น ผมก็หันไปทางไผ่น้ำที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ “คุณหมอครับ” ผมเอ่ยเรียกเธอด้วยน้ำเสียงสุภาพ “โฟร์ทมีเรื่องอยากคุยด้วยน่ะครับ”
ผมยกยิ้มนิด ๆ ที่มุมปาก
ทันทีที่ได้ยินประโยคของผม โฟร์ทก็เบิกตากว้าง เธอไม่คิดมาก่อนว่าผมจะเล่นแบบนี้
ขณะเดียวกัน ไผ่น้ำก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คล้ายสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
“ปะ…เปล่าค่ะ” โฟร์ทรีบเอ่ยออกมา พร้อมทั้งโบกมือปฏิเสธอย่างลนลาน ก่อนจะหันไปทางไผ่น้ำอย่างรวดเร็ว
“เอาล่ะครับ สองคนคุยกันได้แล้ว” ผมเอ่ยขึ้น พลางยิ้มกว้างราวกับคนที่ได้เห็นแผนของตัวเองเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
“ในเมื่อคุณสองคนต่างก็แอบชอบกัน… ก็คุยกันให้รู้เรื่องไปเลยดีกว่านะครับ”
คำพูดนั้นทำเอาโฟร์ทและไผ่น้ำหน้าแดงก่ำพร้อมกันราวกับถูกจับได้คาหนังคาเขา
“โฟร์ทเองก็รู้แล้วว่าคุณหมอรู้สึกยังไง” ผมพูดต่ออย่างสบายใจ “และคุณหมอก็รู้แล้วว่าโฟร์ทคิดยังไง ไม่จำเป็นต้องปิดบังกันอีกแล้วล่ะครับ”
ทันใดนั้น โฟร์ทก็หันมาทางผมอย่างไว
“นาย…บอกพี่ไผ่น้ำไปแล้วเหรอ” เธอถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนจนกลบความเขินไม่มิด
“ตั้งนานแล้วครับ” ผมตอบหน้าตาเฉย ราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย
ไผ่น้ำเอ่ยแทรกขึ้น ก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรต่อ “งั้นก็แปลว่า…น้องโฟร์ทก็รู้แล้วน่ะสิ” น้ำเสียงของเธอมีแววเขินชัดเจน
“ตั้งนานแล้วเหมือนกันครับ” ผมตอบพลางยิ้มบาง ๆ
จากนั้นผมก็เสริมต่ออย่างไม่รีรอ “แล้วก็…เรื่องที่ผมบอกคุณทั้งสองเมื่อครู่นั้น ผมโกหกครับ”
ทั้งสองคนอ้าปากเหมือนกำลังจะด่าผมพร้อมกัน แต่สุดท้ายก็ชะงักไปทั้งคู่ ราวกับไม่รู้จะเริ่มจัดการผมตรงไหนก่อนดี
ผมเลยเงียบและนั่งมองท่าทีของพวกเธอสองคนอย่างใจเย็น
ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที ไผ่น้ำก็หันไปมองโฟร์ทที่กำลังจ้องผมเขม็งอยู่ ก่อนเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องโฟร์ท…ชอบพี่จริง ๆ ใช่ไหม”
โฟร์ทหันไปสบตาไผ่น้ำแล้วหลุบตาลงต่ำ อย่างเขินอาย ก่อนตอบช้า ๆ ราวกับต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดในใจ
“ใช่ค่ะ…หนูชอบพี่”
ไผ่น้ำชะงักไปเสี้ยววินาทีแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
“พี่ก็ชอบน้อง…”
ผมนั่งมองทั้งสองคนที่ตอนนี้ต่างยิ้มให้กันอย่างไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไป และเริ่มคุยกันด้วยน้ำเสียงที่เปิดใจมากกว่าเดิม
ภาพนั้นทำเอาผมยิ้มไม่หุบ รู้สึกเหมือนทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางในที่สุด
แต่ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นมา ผมหยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็นดารินที่โทรมา ผมจึงหันไปบอกโฟร์ทกับไผ่น้ำว่า “ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ทั้งสองส่งรอยยิ้มมาให้ ราวกับอยากขอบคุณ และเหมือนจะเอ่ยอะไรต่อ แต่ผมรีบก้าวออกไปก่อน เพื่อรับสายโทรศัพท์