มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 35 เรียนรู้โอสถ

            "เห็นทีต้องหันมาเรียนรู้ด้านโอสถอย่างจริงจังแล้วจากความรู้ที่ท่านอาจารย์ได้ทิ้งไว้ บ่งบอกว่ายาเสริมปราณ

    ที่มีมูลค่าสำหรับผู้ฝึกยุทธ  เป็นโอสถระดับสามระดับสูงขึ้นไป"



           โอสถระดับสามขั้นต่ำบางที่นักปรุงโอสถระดับสองที่มีพรสวรรค์บางคนอาจสามารถปรุงขึ้นมาได้

    แต่โอสถระดับสามระดับกลางต้องเป็นนักปรุงโอสถระดับสามขึ้นไปเท่านั้นจึงจะสามารถปรุงขึ้นมาสำเร็จ



            ครานี้กังหลงใช้เวลาอยู่ในห้องโอสถถึงเจ็ดวันเพื่อเรียนรู้เทคนิคการปรุงโอสถระดับต่างๆเพิ่มเติม

    จนคิดว่าลำพังความรู้ด้านโอสถนั้นตนพอจะรอบรู้ไม่ด้อยกว่าผู้อื่นส่วนการปรุงโอสถนั้นต้องเพียรฝึกฝนอีกมาก 



           การจะเป็นนักปรุงโอสถที่ได้นั้นต้องประกอบด้วยความรู้การปรุงโอสถ มีไฟที่ใช้ในการปรุงโอสถ

    และมีความสามารถในการบังคับเปลวไฟได้อย่างดี



            ไฟสามารถเกิดจากบังคับพลังปราณยุทธกลั่นเป็นเปลวไฟ

    และอีกวิธีคือการดูดซับไฟธรรมชาติให้มาผสมกับพลังลมปราณในกายเป็นเปลวไฟไฟชนิดหลังจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

    ไฟที่เกิดจากบังคับพลังปราณยุทธกลั่นเป็นเปลวไฟในกาย

     

            การที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นนักปรุงโอสถอย่างจริงแท้นั้นต้องได้รับการรับรองจากหอโอสถ

    แต่สิ่งที่รับรู้มาเกี่ยวกับการจะเป็นนักปรุงที่ได้รับการยอมรับหรือไม่นั้นกังหลงหาสนใจไม่ ขณะนี้ตนเพียงต้องการฝึกฝน

    เพื่อจะสามารถปรุงยาเสริมปราณที่จะช่วยให้ตนยกระดับพลังฝีมือไปสู่จุดที่คาดหวังไว้เท่านั้น



           "ข้ากังหลงจะลองทุ่มเทเป็นนักปรุงโอสถให้สุดความสามารถดูหน่อยแล้วกัน"



           กังหลงจึงตั้งใจเข้าไปฝึกฝนในห้องโอสถอย่างจริงจังอีกครั้ง  สำหรับความรู้ด้านโอสถ การปรุงโอสถก่อนที่จะพบเจอเฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ กังหลงเคยได้รับการสั่งสอนจากกังหยางผู้เป็นบิดา



           ตอนนั้นหลังจากที่กังหลงรับรู้ว่าตนไม่สามารถยกระดับปราณยุทธให้สูงเกินกว่าปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุดได้อีกเขาก็หันมาสนใจการเรียนรู้ด้านโอสถจากบิดาซึ่งเป็นนักปรุงโอสถสมัครเล่นระดับต้น



            เวลาเกือบห้าปีสามารถทำให้กังหลงมีความรู้พื้นฐานด้านโอสถพอสมควร  แต่หลังจากได้ย่อยสลายเม็ดพลังความรู้ของเฒ่าเทียนคงก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านวิชาโอสถของเฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์เพิ่มเติมมาอย่างมากมาย 


            เฒ่าเทียนคงผู้เป็นอาจารย์ที่เคยบอกว่าเป็นถึงนักปรุงโอสถระดับเจ็ดกังหลงไม่ทราบว่าอาจารย์ลึกลับของตนเป็นยอดคนจากแห่งหนใดเพราะดินแดนแห่งนี้อาณาจักรเนตรอสูรตนไม่เคยทราบหรือมีใครกล่าวถึงว่ามีนักปรุงโอสถระดับเจ็ดและผู้ฝึกยุทธที่มีระดับปราณยุทธสูงกว่าระดับปราณจักรพรรดิสงครามมาก่อน

     

           ดังนั้นเรื่องความรู้ทางทฤษฎีด้านวิชาโอสถนั้นถือว่ามีพร้อมเพียงขาดเพียงการปฏิบัติเท่านั้นที่ยังไม่ชำนาญในสี่สิบเจ็ดวันก่อนหน้านี้กังหลงเพียงได้ฝึกฝนในห้องโอสถจนสามารถปรุงโอสถระดับสองขึ้นต่ำได้



            แต่โอสถยกระดับปราณยุทธจากความรู้ที่ย่อยสลายจากเม็ดพลังของอาจารย์ของตน เป็นโอสถระดับสามขึ้นไปซึ่งผู้ที่สามารถปรุงสำเร็จได้ต้องเป็นนักปรุงโอสถระดับสามขึ้นไปเท่านั้น



            ตัวยาจะมีประสิทธิผลสำหรับผู้ที่มีช่วงระดับปราณขุนพลระดับแปดขั้นแปดถึงระดับปราณขุนพลขั้นครึ่งก้าวสู่ราชันย์เท่านั้นหากระดับปราณยุทธต่ำกว่าหรือสูงกว่าช่วงนี้ก็จะไม่เกิดผลใด ๆ



            ส่วนการจะยกระดับปราณจากปราณขุนพลขั้นครึ่งก้าวสู่ราชันย์ไปสู่ระดับปราณราชันย์โดยใช้โอสถนั้นต้องใช้โอสถระดับสี่ และโอสถระดับสี่ก็สามารถปรุงโดยนักปรุงโอสถระดับสี่ขึ้นไปเช่นกัน



           กังหลงอยู่ในห้องปรุงโอสถใช้เวลาส่วนใหญ่กระทำสองประการเท่านั้นประการแรกนั่งในห้องจิตวิญญาณฝึกฝนพลังจิตวิญญาณประการที่สองนั่งหน้าเตากลั่นโอสถฝึกการปรุงโอสถที่สูงขึ้นไปเพื่อต้องการเลื่อนระดับการเป็นนักปรุงโอสถ  ฝึกอยู่นานเจ็ดวันความรุดหน้าเล็กน้อยมากไม่มีท่าทีแสดงให้เห็นว่าจะมีการเลื่อนระดับ 



           กังหลงลองคำนวนดูเวลาแล้วต้องใช้เวลาในการฝึกฝนมากมายกว่าจะเลื่อนระดับนักปรุงโอสถแต่ละระดับได้และต้องใช้พลังจิตวิญญาณในปริมาณมากเช่นกัน ครุ่นคิดครู่นึงแล้วรำพึงขึ้น

     

           "กำหนดเวลาที่จะฝึกฝนที่นี่มีเวลาเพียงห้าเดือนข้าใช้เวลาไปแล้วสามเดือนกว่า หากฝืนฝึกฝนในห้องปรุงโอสถต่อไปด้านวิชาโอสถคงไม่อาจยกระดับไปถึงนักปรุงโอสถระดับสี่ได้แน่และระดับปราณยุทธเองก็คงไม่อาจไปถึงระดับราชันย์ได้เช่นกัน



            เวลาภายนอกตอนนี้เหลือแค่ประมาณยี่สิบวันเห็นทีคงต้องขนเอาเตากลั่นโอสถไปฝึกฝนในห้องกาลเวลาดินแดนในห้องกาลเวลาเต็มไปด้วยสมุนไพรและสัตว์อสูร คงหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่น เพื่อฝึกวิชาโอสถให้รุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว "     



           ครุ่นคิดดังนั้นกังหลงเริ่มเก็บสิ่งของที่ต้องใช้ในการฝึกฝนไม่ว่าจะเป็น เตากลั่นโอสถ สมุนไพร ต่างเก็บเข้าในถุงมิติทองคำแล้วนำเข้าห้องการเวลา



           เมื่อเข้ามาในห้องกาลเวลา กังหลงจึงเริ่มเดินทางค้นหาสถานที่ที่มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นเหมะกับการฝึกจิตวิญญาณ กังหลงใช้เวลาค้าหาถึงสามวันจึงเสาะพบเจอถ้ำแห่งหนึ่งบนเทือกเขาห่างไปจากทางออกของห้องกาลเวลาทางด้านเหนือประมาณห้าสิบลี้ด้านหลังถ้ำเป็นหุบเหวลึกมีพลังวิญญาณหนาแน่นแผ่กระจายออกมาเหมาะสำหรับการฝึกทางจิตวิญญาณยิ่ง



           อยู่ในห้องกาลเวลาคราวนี้กังหลงฝึกฝนพลังจิตวิญญาณฝึกฌาน ปรุงโอสถ ฝึกการใช้งานปีกฟ้าวายุคำรณ วนเวียนฝึกฝนไปเช่นนี้วันแล้ววันเล่า



          หนึ่งปีในห้องกาลเวลาผ่านไปในที่สุดกังหลงสามารถปรุงโอสถระดับสามได้สำเร็จ



            "ถึงเวลาที่ต้องทำการปรุงโอสถยกระดับปราณระดับสามแล้ว"

     

           กังหลงนำเตากลั่นโอสถออกมาพร้อมสมุนไพรสำหรับกลั่นโอสถระดับสาม  จากนั้นหลับตาโคจรปราณยุทธในกายถ่ายเทลงไปในเตากลั่น



            ลมปราณจากจุดตันเถียนไหลเวียนผ่านจักระทั้งเจ็ดปราณยุทธลักษณะสีน้ำเงินอ่อนลักษณะเป็นประกายแลบแปลบปลาบเริ่มปรากฎบนฝ่ามือเห็นลักษณะเปลวไฟบนฝ่ามือกังหลงฉงนใจ รำพึงขึ้น

     

           "ก่อนหน้านี้เปลวไฟในกายที่ข้ากลั่นออกมามีลักษณะสีเหลืองอ่อนไฉนตอนนี้เปลวไฟถึงมีสีสัมและลักษณะเปลี่ยนไปกลับกลายเป็นสีน้ำเงินอ่อนเป็นประกายแลบแปลบปลาบคล้ายลักษณะสายฟ้า  หรือจะเป็นเพราะข้าสามารถใช้งานปีกฟ้าวายุคำรณได้สมบูรณ์แบบเปลวไฟเลยเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ไม่ทราบว่าจะเพิ่มคุณค่าในการหลอมโอสถเพิ่มขึ้นหรือไม่"



           กังหลงลองทดสอบบังคับเปลวไฟบัดนี้สามารถบังคับได้ดังใจนึกเฉกเช่นการใช้งานปีกฟ้าวายุคำรณมิมีผิด ความร้อนแรงของเปลวไฟมีความรุนแรงกว่าก่อนนี้เกือบหนึ่งเท่าตัวนี่เท่ากับลดเวลาในการกลั่นโอสถลงเกือบครึ่งนึงของการกลั่นโอสถก่อนหน้านี้



            การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความพึงพอใจให้กับกังหลงยิ่ง กังหลงโคจรลมปราณตรวจสอบในร่างกายตนพบว่าตำแหน่งอื่น ๆ เป็นปกติเช่นเดิมที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นคือตำแหน่งจักระบริเวณหว่างคิ้วหรือตำแหน่งตาที่สามของตนบัดนี้ได้มีพลังสีน้ำเงินล้อมรอบด้วยประกายสายฟ้าอยู่ครึ่งหนึ่งของจุดจักระนี้พลังนี้แน่นอนว่าคือพลังจากเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุที่ตนเคยกลืนกินไปแล้วนั่นเอง 



           "น่าจะเป็นจักระตำแหน่งธาตุสายฟ้ามีส่วนช่วยในการทำให้เปลวไฟที่กลั่นจากพลังปราณเปลี่ยนไปตำแหน่งจักระของข้าล้วนเปิดออกหมดสิ้นหากสามารถเติมเต็มเม็ดพลังธาตุประจำจักระได้ทั้งหมดไม่ทราบจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง




    คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน