02
ชายหนุ่มค่อย ๆดันสองแม่ลูกให้ถอยหลังไปตามทางเดินของบ้านโดยมีโจรตามเข้ามาทีละนิดพวกมันดูสนุกสนานกับการต้อนเหยื่อให้จนมุมแค่เห็นหนึ่งในนั้นเลียริมฝีปากมองพวกเขาเหมือนอาหารอันโอชะก็กระตุ้นความโกรธที่อยากจะตั๊นหน้ามันสักครั้ง
ในจังหวะที่ถอยผ่านตู้เย็นหลังใหญ่ดวงตาสีทับทิมก็สว่างวาบ
นี่ไงล่ะ...โอกาส!
มือเรียวรีบคว้าขอบบนตู้เย็นไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีแล้วกระชากมันล้มลงจากนั้นก็คว้าเอาตู้กับข้าวอีกฝั่งหนึ่งให้ล้มทับปิดทางด้วยสบโอกาสก็รีบจูงมือสองแม่ลูกเข้าไปในห้องเก็บของใช้ขาที่มีพละกำลังมากขึ้นถีบประตูบานเก่าสนิมเขรอะจนมันกระเด็นหลุดออกไป
โครม!!
ตึก ตึก!
“จับมัน!อย่าให้มันหนีไปได้!!” ชายที่เป็หัวหน้าะโกร้าวสั่งให้ลูกน้องที่มีความแข็งแรงด้านพละกำลังยกตู้เย็นขึ้น ในนี้มีเสบียงอาหารอยู่จะปล่อยให้เสียหายไม่ได้ จากนั้นะโสั่งคนที่อยู่นอกบ้านอย่างเดือดดาล
ชายที่มีใบหูคล้ายหนูตามมาได้ทันแต่ก็ช้าไปเฉินเฟิงอุ้มดาริณีและเด็กชายดลไว้ด้วยมือทั้งสองข้างก่อนะโข้ามรั้วบ้านที่มีความสูง2 เมตรวิ่งหนีเข้าป่าไป
โจรปล้นบ้านมองไปทางป่าที่ไม่คุ้นเคยอย่างชั่งใจมันไม่ใช่คนในพื้นที่ การตามเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าอาจทำให้หลงป่าแย่สุดก็คือการโดนซอมบี้รุมทึ้งกลายเป็ศพโดยไม่มีใครรู้เพื่อนที่ตามมาสมทบมองหน้ากันเล็กน้อย ตันสินใจหันหลังกลับไปไม่คิดตามต่อ
กลับไปโดนลูกพี่ตบดีกว่าหลงป่าอย่างน้อยคืนนี้พวกเขาก็มีบ้านนอน มีผ้าห่มอุ่นและมีอาหารดี ๆ กินแล้ว
…
“แฮ่ก ๆ”วิ่งไปได้เกือบชั่วโมงเฉินเฟิงก็ทรุดลงกับพื้น ปล่อยสองแม่ลูกที่หิ้วกระเตงมาด้วยไม่รู้ว่ายังมีอันตรายอีกไหม
แต่ขาเขาไม่ไหวแล้ว...วิ่งมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
อากาศ
ปอดเขา้าอากาศ
ดาริณีไม่กล้าเป็ตัวถ่วงเธอรีบมองซ้ายมองขวาเพื่อสอดส่องหาอันตราย ฟากเด็กชายดลก็ช่วยแม่มองหาอย่างเต็มที่ไม่มีใครกล้าปล่อยวางหรือผ่อนคลายเลยสักคนแม้ว่าจะวิ่งมาไกลมากแล้วก็ตามแต่คนพวกนั้นก็ดูไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะประมาทไม่ได้
“พี่ลากผมไปทีแฮ่ก ๆ อีกสองกิโลจะมีบ้านของผมอยู่”เฉินเฟิงไม่ได้พาทั้งคู่หนีมาอย่างไม่มีการเตรียมตัวเขาคิดจะไปยังูเาหลังหมู่บ้านที่ตนเคยสร้างบ้านต้นไม้เอาไว้ใช้พักผ่อนยามว่าง
“น้องดลคอยดูด้านหลังไว้นะลูกแม่จะลากอาเฟิงไป” พวกเขาชักช้าไม่ได้ จะมัวแต่รอให้คนที่พึ่งพาได้อย่างเฉินเฟิงฟื้นตัวก็ไม่ไหวไปได้ทีละนิดก็ยังดีกว่าหยุดอยู่กับที่
ดาริณีถอดฮู้ดของชายหนุ่มออกแล้วใช้ส่วนของแขนเสื้อมัดตรง่อกเพื่อให้มีที่ยืดจึบหากให้เธอแบกฝ่ายชายขึ้นหลังคงเดินได้ไม่กี่ก้าว ลากไปเร็วกว่า
“แฮ่ก ๆขอโทษนะครับพี่ดา” อีกแค่นิดเดียวก็ถึงแล้วแท้ ๆ
“ไม่ค่ะพี่ต่างหากที่ต้องขอโทษ” ถ้าไม่มีพวกเธอ ชายหนุ่มคงหนีออกไปได้ตั้งนานแล้ว
เพราะเธออ่อนแอพละกำลังก็เล็กน้อย เป็แค่มนุษย์ธรรมดาเดินดินไม่ได้กลายพันธุ์อย่างพวกที่บุกเข้ามาหากเธอมีพลังสักนิดคงช่วยสู้หรือไม่ก็คงหนีได้เร็วกว่านี้
กรรร
เฮือก!
ดาริณีหันขวับไปทางด้านซ้ายทันทีที่ได้ยินเสียงคำรามในลำคอ
เสียงนี้!
ซอมบี้!!
เป็ชายหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านเธอเองก็เคยเห็นเขาแต่ไม่ได้ทักทายกันบ่อยนักและคงจะดีกว่านี้ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้ตาขาวโพลนเหมือนคุณแม่ของเธอ
หญิงสาวใช้แรงที่มีเหวี่ยงเฉินเฟิงให้เข้าไปอยู่ในพุ่มไม้และผลักลูกชายให้ไปอยู่ด้วยกันมือก็คว้าเอาท่อนไม้แถวนั้นอุดปากเ้าซอมบี้ไว้
ขอแค่ให้มันกัดเธอไม่ได้เท่านั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว…
ฟึ่บ
“อึก!ใช้เล็บข่วนงั้นเหรอ” เพราะความยาวของไม้ไม่ได้ยาวมากนักยามเ้าปิศาจตรงหน้าใช้มือซีดไขว่คว้ามาทางเธอจึงทำให้โดนข่วนไปเล็กน้อยแต่แล้วยังไงล่ะ ไม่โดนกัดก็ไม่ตายแล้ว “แรงเยอะชะมัด” เธอดันมากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว
“อย่ามายุ่งกับแม่เรานะ”เด็กชายดลที่ได้สติรีบคว้าไม้อีกท่อนวิ่งไปตีมือของซอมบี้ตรงหน้าพอเห็นเ้าซอมบี้ย้ายมาจดจ้องที่ตนก็รีบะโ “ตอนนี้แหละแม่ ผลักมันออกแล้วตีหัวมันเลย”
“ตะ ตีหัว”จะให้เธอตีหัวคนงั้นเหรอ
“แม่! ทำเลย!”เด็กชายดลร้อนใจเมื่อเห็นผู้ให้กำเนิดลังเลทันใดนั้นเ้าปิศาจก็หันเหความสนใจไปที่เด็กชายเต็มที่มันเอื้อมมือมาหมายจะคว้าร่างเล็กไปแทนคนเป็แม่เห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าดันไม้ออกไปสุดแรงจนปากของมันหลุดออก
จากนั้นหญิงสาวก็ไม่ออมแรงฟาดไปที่กะโหลกศีรษะอย่างไม่ยั้งมือ ฟาดจนขาดสติแม้จะรับรู้ว่าร่างตรงหน้านั้นล้มไปกับพื้นแล้วแต่เธอก็ยังตามไปฟาดจนเละเทะไม่มีชิ้นดี
พลั่ก!
“แม่ครับพวกเราปลอดภัยแล้ว”เด็กชายเห็นแม่ไม่หยุดมือทั้งที่ซอมบี้ก็ไร้การตอบสนองไปนานแล้วรีบตรงเข้าไปกอดแม่จากทางด้านหลัง “แม่ครับ พอเถอะ ดลกับพี่เฟิงปลอดภัยแล้ว”
“ปละปลอดภัยแล้ว” ดาริณีทรุดลงกับพื้น มือบอบบางปล่อยท่อนไม้หลุดร่วงอย่างไร้เรี่ยวแรงแต่เมื่อมองไปยังซากศพตรงหน้าน้ำตาก็ไหลออกมา
เธอฆ่าคน
เธอฆ่าคนไปแล้ว
ฆ่าคนไปแล้ว!!
“...” คนคนนี้เธอเคยเจอเขาเป็ครั้งคราวตอนมีประชุมหมู่บ้านเขามีอาชีพรับจ้างทั่วไป ใครในหมู่บ้านจ้างอะไร ขอแค่ให้เงินเขาก็ไปทำทั้งนั้นแต่มาตอนนี้…
“แม่!”เห็นแม่นิ่งเงียบไปก็ใจไม่ดี ไหนจะการร้องไห้แบบไม่มีเสียงสะอื้นนี่อีก
“ผมว่าพวกเราไปต่อเถอะ”เฉินเฟิงที่พอมีแรงขึ้นมาบ้างเล็กน้อยรีบกล่าวทำลายบรรยากาศพวกเขาเสียเวลาอยู่ตรงนี้มากไปแล้วดวงตาสีแดงเลือกที่จะไม่มองสภาพศพเละเทะตรงนั้นป้องกันไม่ให้สำรอกเอาเศษอาหารออกมาปลอบใจตัวเองว่าพอถึงคราวจวนตัวมนุษย์ก็ต้องสู้
แม้ว่าคนที่สู้ด้วยจะเคยเป็คนรู้จักก็ตาม…
“แม่ครับไปเถอะ” เด็กชายเองก็อยากอาเจียนกับภาพตรงหน้า แต่แม่กำลังไม่ได้สติเด็กน้อยจึงยื่นมือไปดึงมือแม่ให้ลุกขึ้นเดินตามตน
“น้องดล!”ดาริณีราวกับหลุดจากภวังค์ฝันหญิงสาวคว้าร่างลูกชายหมุนซ้ายขวามองหาร่องรอยาเ็
ตอนที่เธอเห็นซอมบี้เบนเป้าหมายไปที่ลูกชายเธอก็เหมือนสติขาดผึง กระหน่ำฟาดอะไรก็ตามที่กำลังจะทำอันตรายเด็กชาย
“ผมไม่เป็อะไรครับเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ”มือเล็กจับมือแม่แล้วดึงให้ไปทางพี่ชายเฉินเฟิงที่ยืนรออยู่
“อะ อืม”ดาริณีเองก็เหมือนจะได้สติขึ้นมาบ้าง กึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแรงลากจูงของลูกชาย ทิ้งศพของคนในหมู่บ้านไว้ตรงนั้น
“แม่เจ็บไหมครับ”เด็กชายมองรอยข่วนตรงข้อมือ
“ไม่ครับไม่เจ็บเลย” เทียบกับลูกเธอยังปลอดภัยแผลแค่นี้นับเป็อะไรได้
“พี่ดาทนอีกนิดนะครับ”ชายหนุ่มเหลือบมองแผลตรงข้อมือของหญิงสาวเล็กน้อยจากหนังสือและภาพยนตร์ที่เคยผ่านตามา าแที่เกิดจากซอมบี้มักมีเชื้อไวรัสอยู่ด้วยและจะทำให้คนคนนั้นกลายเป็ซอมบี้เหมือนกับมัน
เฉินเฟิงมองเลยไปยังเด็กชายดลที่คอยลากจูงแม่ให้เดินตามมา
ขอให้เื่แต่งพวกนั้นไม่เป็จริงทีเถอะ
แต่คำภาวนาของเขาดูเหมือนจะคาดหวังมากเกินไป
เมื่อเฉินเฟิงพาสองแม่ลูกมาถึงบ้านต้นไม้หลังไม่เล็กไม่ใหญ่บนูเาที่สร้างไว้สำหรับพักผ่อนดาริณีก็ล้มลงกับพื้นทันที ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความทรมาน
“แม่!”เด็กชายดลเดินไปเขย่าตัวมารดาไม่หยุดก่อนรีบปล่อยมือเมื่อเนื้อตัวแม่มีอุณหภูมิสูงมากเหมือนคนเป็ไข้
เหมือนที่พี่ชายเป็…
“แม่จะเป็อย่างพี่ชายเหรอครับ”
“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”เฉินเฟิงตอบไม่เต็มเสียงนัก ตามหลักซอมบี้ที่เคยเห็นมาถ้าคนปกติถูกโจมตีแล้วเกิดาแ อย่างดีก็คงได้พลังพิเศษมาส่วนถ้าเลวร้ายก็กลายเป็พวกมัน…
ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เป็อย่างหลัง
ชายหนุ่มให้หญิงสาวพักอยู่ในห้องของเขาไปก่อนเพราะมีเตียงนอนและฟูกถึงจะมีกลิ่นอับแต่ก็ยังดีกว่าให้นอนบนพื้นที่ยังไม่ถูกทำความสะอาด
“ดลเช็ดตัวให้แม่ไปก่อนนะเดี๋ยวพี่ขอไปดูรอบ ๆ ก่อน” กลัวว่าจะมีซอมบี้โผล่มาอีก
“ครับพี่เฟิงระวังตัวด้วยนะ” เพราะเหตุการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กชายซุกซนเริ่มสุขุมและนิ่งสงบขึ้นมากเขารู้สึกว่าตัวเองควรดูแลปกป้องแม่แทนบิดาที่ไร้ความรับผิดชอบทิ้งพวกเขาในยามที่กำลังลำบาก
“อืม”คราวนี้เฉินเฟิงไม่กล้าประมาทอีกเขาต้องดึงเอาความสามารถพิเศษที่ได้มาใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านครู่หนึ่งก่อนหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสมาธิทั้งหมดไปยังประสาทััการฟัง ทั้งเสียงลม เสียงสัตว์หรือแม้แต่เสียงใบไม้เสียดสีกันก็สามารถรับรู้ได้
ดูเหมือนไม่ใช่แค่เป็กระต่ายแต่ความสามารถทุกอย่างที่มนุษย์มีก็ถูกอัปเกรดขึ้นจนเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาและสัตว์บางชนิด
เฉินเฟิงพาลนึกไปถึงโจรที่บุกบ้านเขาในวันนี้พวกมันมีกัน 4 คนแต่ละคนล้วนแล้วแต่มีการกลายพันธุ์จนคุ้นชินกับร่างกายเป็อย่างดีแม้จะมีอยู่หนึ่งคนที่ไม่มีหูหรือหางให้สังเกตแต่เขารู้ว่ามันเป็คนทำลายรั้วหน้าบ้านทั้งที่มีสิ่งกีดขวางมากมายซึ่งอาจจะเป็พลังอะไรบางอย่างนอกจากการเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก
“พี่เฟิง!”ชายหนุ่มเดินวนรอบบ้านจนแน่ใจว่าไม่มีซอมบี้อยู่ในระยะ 2กิโลเมตรโดยมีบ้านต้นไม้เป็จุดศูนย์กลาง พอกลับมาถึงบ้านเด็กชายดลกลับวิ่งหน้าตาตื่นมาหา
“แม่!แม่แย่แล้ว” เด็กน้อยร้อนใจจนต้องออกมาตามอาการของแม่เขาไม่เหมือนกับที่เฉินเฟิงเป็
ชายหนุ่มไม่ชักช้ารีบเดินเข้าไปในบ้านระหว่างก่อนเข้าบ้านก็ลอบใช้หูฟังความเคลื่อนไหวภายในไปด้วยนอกจากเสียงเสียดสีกันของผ้าปูที่นอน เขาก็ยังได้ยินเสียงของไม้ปริแตก
เกิดอะไรขึ้นกับดาริณีกันแน่!
เมื่อเข้ามาในห้องก็เห็นร่างของหญิงสาวกำลังดิ้นทุรนทุรายอยู่บนเตียงโดยมีเอ่อ... เสาเตียงที่ถูกหักออกมาอยู่ในมืออีกฝ่ายแถมยังอยู่ในสภาพที่ถูกบีบจนเนื้อไม้ผิดรูปไปมากซึ่งเขาจำได้ดีว่ามันไม่มีส่วนเว้าส่วนโค้งแบบนี้
“แม่ครับ”เด็กชายดลเห็นผู้ให้กำเนิดไร้สติแบบนี้ก็เป็ห่วงนัก เขากำลังเช็ดตัวอยู่ดี ๆแม่ก็คว้าเอาเสาไม้ที่อยู่ใกล้มือไปจับแล้วบีบจนเป็อย่างที่เห็นเขาใทำอะไรไม่ถูกจนต้องไปตามพี่ชายมาช่วย
“พี่เฟิงแม่ผมเป็อะไร” ดวงตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาหรือว่าแม่เขาจะเป็เหมือนคุณยายไปแล้ว
“เราปล่อยคุณแม่ไว้อย่างนี้ก่อนเถอะ”ปล่อยในความหมายของชายหนุ่มคือให้หญิงสาวอยู่ภายในห้องคนเดียวหากเป็ซอมบี้ขึ้นมาจะได้ไม่ออกไปกัดคนอื่นที่ด้านนอกฝ่ามือใหญ่กว่าคว้าแขนของเด็กน้อยพาออกไปนอกประตู
“แต่แม่...”
“รอดูกันก่อนเถอะ”เฉินเฟิงปลอบ เขากลัวว่าถ้าหากดาริณีกลายเป็ซอมบี้ขึ้นมาเด็กชายดลจะถูกลูกหลงไปด้วย
“ครับ”สุดท้ายเด็กชายก็ยอมเดินตามพี่ชายออกมาจากบ้านแต่โดยดีเขาขอสัญญาว่าถ้าหากแม่กลับมาเป็ปกติจะเป็เด็กดีไม่ดื้อไม่ซนอีกต่อไป
เฉินเฟิงพาเด็กน้อยมายังห้องที่เขาทำขึ้นเพื่อใช้สำหรับเก็บของยังดีที่ในนี้พอจะมีอาหารกระป๋องและน้ำหลงเหลือจากคราวก่อนที่ตนขึ้นมาเที่ยวเล่น
ชายหนุ่มค่อนข้างชื่นชอบรายการสร้างบ้านในป่าของอินฟลูเอนเซอร์[1]ต่างประเทศพอถูกเลิกจ้างต้องกลับมาอยู่ชนบทก็หาทางสร้างบ้านหลังนี้ไว้พร้อมกับนำอาหารกระป๋องที่เก็บไว้ได้นานมากตุนไว้เล็กน้อยเผื่อวันไหนนึกครึ้มอยากนอนในป่าจะได้ไม่ต้องพกสัมภาระมาเยอะ
ไม่คิดว่าวันหนึ่งมันจะมีประโยชน์กับเขามากถึงเพียงนี้...
แม้จะกำลังขวัญเสียกับอาการของแม่แต่ร่างเล็กนี้ก็หิวมากเช่นกันจึงยอมกินเนื้อกระป๋องกับผักที่พี่ชายเก็บมาให้ในตอนลาดตระเวนด้านนอก
“พี่ก็กินด้วยสิ”ชายหนุ่มปฏิเสธเนื้อกระป๋องที่ยื่นมาถึงปากพลางชี้ไปที่พืชตระกูลหัวเป็นัยว่าเขาจะกินเ้าสิ่งนี้
“แบ่งกันนะครับ”กินแค่นี้จะอิ่มได้ยังไง
“พี่ไม่ค่อยอยากกินเนื้อน่ะแค่นี้ก็พอแล้ว” ว่าพลางเคี้ยวบีตรูตให้ดูอาจจะเป็เพราะเขากลายพันธุ์ไปแล้วจึงชอบกินผักมากกว่ากินเนื้อแต่เนื้อก็ยังกินได้นะไม่ได้เหม็นหรือไม่ชอบ แค่กินผักได้ง่ายกว่า
“ผมขอเก็บไว้ให้แม่ด้วยได้ไหม”อันที่จริงกระป๋องเนื้อของเด็กชายไม่ได้มีปริมาณมากมายนักแต่เด็กคนนี้ยอมกินเนื้อน้อยลงและกินผักให้มากขึ้นเพื่อหวังว่าจะเหลือไว้ให้มารดาได้กินหลังจากฟื้นสติ
“อืมแล้วแต่เราเถอะ”
ดาริณีนอนหลับไปสองวันเต็มเฉินเฟิงจึงพอโล่งใจได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่กลายเป็ซอมบี้ แต่มันก็เป็เพียงการคาดเดายังคงต้องรอจนกว่าจะฟื้น
“อืม...”หญิงสาวค่อย ๆ ปรือตาขึ้นมองเพดานไม้ตรงหน้าอย่างไม่คุ้นตาสมองยังไม่สามารถประมวลได้ว่าทำไมเธอถึงมานอนอยู่แบบนี้ความทรงจำสุดท้ายที่เหลืออยู่คือเธอล้มพับลงไปในตอนที่เดินมาถึงบ้านต้นไม้ตามที่ชายหนุ่มบอกหลังจากนั้นก็เหมือนเห็นโลกพลิกหมุนกลับด้านพร้อมกับความมืดมิดที่ถาโถมเข้ามาสติสัมปชัญญะ
“แม่!”เด็กชายดลเกาะเตียงมองแม่ที่ไข้หายไปั้แ่เมื่อคืนแต่ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาจนถึงตอนนี้
ในที่สุดแม่เขาก็ฟื้นแล้ว!!
“น้องดล” หญิงสาวเอ่ยเรียกลูกชายเสียงแหบพร่าจนต้องไอออกมาสองสามครั้งจึงจะเรียกได้เต็มคำเด็กชายก็รีบเปิดขวดน้ำให้แม่ดื่ม
“แม่ฟื้นแล้ว!ดลใหมดเลย” นึกว่าแม่จะกลายเป็พวกซอมบี้ไปแล้ว
“แม่นอนหลับไปกี่วันแล้วอาเฟิงล่ะลูก” ก่อนหน้านี้มีชายหนุ่มเป็ตัวอย่าง เธอคิดว่าตัวเองก็คงเหมือนกันแต่พอลองยกมือขึ้นคลำบนศีรษะก็พบว่ายังปกติดีอยู่ ไม่มีของใหม่งอกออกมา
“แม่หลับไปสองวันครับส่วนพี่เฟิงออกไปดูรอบ ๆ” เด็กชายช่วยประคองแม่ขึ้นนั่ง “แม่เจ็บตรงไหนไหมครับ”ก่อนที่แม่จะฟื้น พี่ชายบอกให้เขาอยู่ห่างแม่ไว้ก่อน หากแม่มีแนวโน้มจะเป็พวกมันให้ปิดประตูแล้วออกมาอยู่นอกบ้าน
“เป็ยังไงบ้างครับ”เฉินเฟิงกลับมาทันพอดีกับที่สองแม่ลูกกำลังคุยกันเขาคาดไว้อยู่แล้วว่าหญิงสาวน่าจะไม่กลายเป็ซอมบี้เพราะอาการไข้ขึ้นของอีกฝ่ายเหมือนกับที่เขาเป็ตามคำบอกเล่าของเด็กชายขาดก็แต่การกลายพันธุ์ในเชิงรูปลักษณ์แบบเขา
“รู้สึกมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหมครับ”เผื่ออยากกินเนื้อ เขาจะได้พาน้องดลหลบไปก่อน
“ปวดตัว”ไม่สิปวดกล้ามเนื้อมากกว่า “พี่มีอะไรเปลี่ยนไปมากไหม”เดาได้จากที่ตัวเองฟื้นขึ้นมาก็คงอาจมีการเปลี่ยนแปลง
“ไม่ครับแต่ภายในก็ไม่แน่” ถ้าแฟนตาซีขึ้นมาอีกนิดก็คงจะมีพลังพิเศษ “พี่ดาหิวหรือยังครับที่นี่มีอาหารกระป๋องเก็บไว้”ชายหนุ่มชวนเปลี่ยนเื่เพื่อไม่ให้หญิงสาวเกิดความเครียด
“สักนิดก็ดีเหมือนกันจ้ะพี่หิวมากเลย” ดาริณีน้อมรับอย่างเต็มใจกระเพาะของเธอส่งเสียงร้องครวญครางออกมาราวกับจะขอชดเชยในส่วนของวันที่ไม่ได้กิน
โครกคราก…
“...”น่าอายจริง
“งั้นพี่รอสักครู่นะครับเดี๋ยวผมขอไปเอาอาหารที่ห้องเก็บของก่อน” หญิงสาวกล่าวขอบคุณอีกเล็กน้อยเฉินเฟิงพยักหน้ารับแล้วจึงออกไปทำตามที่พูด
หลังอิ่มหนำพวกเขาทั้งสามคนจึงมานั่งปรึกษากันอีกครั้งเวลานี้ไม่มีบ้านหลังใหญ่ให้นอนอุ่นเหมือนก่อนอีกแล้วทั้งอาหารที่มีก็เพียงพอให้คนคนเดียวอยู่ได้ประมาณ 10 วันเท่านั้น แต่พวกเขามีถึง3 คน...
ดาริณีเสนอว่าตัวเธอจะออกไปหาผักป่าในละแวกนี้มาปลูกด้วยความที่เธอเติบโตมาในหมู่บ้านชนบทและเคยตามบิดาขึ้นเขาลูกนี้อยู่บ่อยครั้งจึงพอคุ้นชินว่าผักชนิดไหนกินได้และมีหน้าตาเป็อย่างไร
“แล้วบ้านของอาเฟิงล่ะ”จะปล่อยให้คนเลวพวกนั้นได้อยู่อย่างสุขสบายหรือ
“ผม…”เขาอยากแก้แค้น แต่ตอนนี้คงยังไม่สามารถทำได้
“เอ่อ...เราอยู่กันแบบนี้ก็ได้เนอะ พี่เองก็มีพละกำลังเพิ่มขึ้นมาก เดี๋ยวจะเป็คนจัดการเื่ปลูกผักปลูกหญ้าเอง”หญิงสาวอยากจะตีปากตัวเองที่ถามเื่นี้ออกไปบ้านหลังนั้นเป็บ้านของเฉินเฟิงกับครอบครัวคราวที่ได้รู้ว่าชายหนุ่มสูญเสียบิดามารดาไปเพราะโรคร้ายคนในหมู่บ้านยังขนข้าวของมาเลี้ยงดูปูเสื่อเพื่อปลอบขวัญชายหนุ่มอยู่หลายวัน
“สักวันผมจะไปจัดการกับคนพวกนั้นให้ได้ครับ”แล้วทวงบ้านของเขาคืนมา
“ผมก็จะช่วยพี่ด้วย”เด็กชายดลเอ่ยอย่างหมายมาด ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เขาเป็เด็กละก็นะไม่อย่างนั้นจะอัดให้คลานกลับบ้านไม่ถูกเลย
“ขอบคุณครับ”เฉินเฟิงยิ้มตาปิด
พูดคุยกันแล้วก็ต้องลงมือทำดาริณีไม่ใช่แค่มีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นแต่มากจนสามารถทำสิ่งที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถทำได้
“อาเฟิงพี่ว่าจะเอาซุงท่อนนี้มาตัดทำเป็รั้วไม้ล่ะ อาเฟิงคิดว่ายังไง”ดาริณีแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่มาไว้ที่ลานบ้านเขาจำได้ว่าเ้าไม้ท่อนนี้เป็ต้นสนอายุหลายสิบปีขนาดสามคนโอบที่ถูกลมพายุเมื่อหลายเดือนก่อนพัดจนล้มทั้งราก...
โอเค
แฟนตาซีแล้วล่ะแฟนตาซีจริง ๆ!!
“พี่ดาแบกมาได้ไงครับเนี่ย!”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะตอนแรกแค่ลองจับ ๆ ดู เลยอยากลองยกมันเล่น แต่ดันยกขึ้นซะงั้นพี่ก็เลยถือโอกาสลองแบกมันมา หนักพอ ๆ กับกระสอบข้าวเลย” ฮะ! ท่อนไม้ั์เนี่ยนะหนักเท่ากระสอบข้าว!
“ผ่าใช้ได้หลายท่อนเลยครับ”ทั้งยังเอามาสร้างเป็กระท่อมชั่วคราวให้สองแม่ลูกได้ด้วย
“เนอะเดี๋ยวพี่ไปขนมาเพิ่มก่อน พี่เห็นในห้องเก็บอุปกรณ์มีขวานอยู่พี่จะจัดการผ่ามันเอง” หญิงสาวยิ้มกว้างรับงานแบกหามมาทำอย่างไม่เกี่ยงงอนเพราะในที่สุดเธอก็สามารถมีประโยชน์กับชายหนุ่มผู้มีพระคุณได้เสียที
“เดี๋ยวน้องดลไปเอาให้แม่เองครับ”เด็กชายตบอกรับหน้าที่แม่เขาเป็ยอดมนุษย์แล้วเขาเองก็ต้องทำประโยชน์ให้กับพี่ชายบ้าง
“ถือระวังนะคะ”ดาริณีป้องปากเตือนเมื่อลูกชายตัวจ้อยวิ่งหายเข้าไปในห้องเก็บอุปกรณ์
“ให้น้องดลไปหยิบแบบนั้นจะดีเหรอครับ”เกิดทำขวานหลุดปักเท้าตัวเอง อ่า… เขาไปดูสักหน่อยดีกว่า
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะน้องดลรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ พี่เองก็มีเื่อยากปรึกษาอาเฟิงอยู่พอดี”
“ครับ?”
“อาเฟิงก็เห็นพลังของพี่แล้วถ้าหากว่าเราไปบุกเอาบ้านคืนมา…”เสียงของหญิงสาวขาดห้วงเมื่อเห็นชายหนุ่มเ้าของบ้านส่ายศีรษะปฏิเสธ
“พี่ดาคงไม่ทันเห็นตอนพวกมันบุกเข้ามาจำได้ไหมครับว่าเราขนของไปขวางประตูเยอะมากเพราะกลัวซอมบี้แต่พวกนั้นก็สามารถทำลายเข้ามาได้ง่าย ๆแสดงว่าในหมู่พวกมันต้องมีคนที่มีพละกำลังไม่ต่างจากพี่เช่นกัน”อีกทั้งยังดูคุ้นเคยกับการใช้พลัง น่าจะผ่านสถานการณ์เฉียดตายมาพอสมควรกับพวกเขาที่หลายวันก่อนยังเป็เพียงปุถุชนคนธรรมดาแม้จะได้พลังมาแต่ก็ยังไม่สามารถใช้ได้คล่องแคล่ว
“เราควรศึกษาพลังของเราให้รู้ลิมิตว่าใช้ได้มากแค่ไหนและอีกอย่างหนึ่งพวกเราต้องเรียนรู้ที่จะ…” ชายหนุ่มเม้มปากพูดคำต่อไปไม่ออกเขาย่อมรู้ว่าโลกนี้เปลี่ยนไปแล้วในภาพยนตร์แนวซอมบี้จะกี่เื่ก็มีให้เห็นเป็ตัวอย่างตลอดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดหลังวันสิ้นโลกไม่ใช่สัตว์ประหลาดอะไรทั้งนั้นแต่เป็คนด้วยกันเองนี่แหละที่สามารถพรากชีวิตเราไปได้ง่ายที่สุด
ดูอย่างพวกเขาสิอยู่บ้านดี ๆ ก็มีคนเข้ามาหาเื่ถึงในบ้านถ้าไม่หนีออกมาก็ไม่อยากจะคิดสภาพเลยว่าตอนนี้จะเป็อย่างไร ตัวเขาอย่างมากก็คงตายส่วนสองแม่ลูกอาจกลายเป็ของเล่นให้กับเ้าพวกชั่วนั่น มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย
“นั่นสิขอโทษนะ พี่คิดน้อยเกินไป” แค่เห็นว่าตนมีพลังก็เผลอลืมไปว่าถ้าตนมีเ้าพวกนั้นก็คงมีเหมือนกัน “ว่าแต่ทำไมพี่ถึงไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์อย่างอาเฟิงล่ะมีแค่พลังที่เพิ่มขึ้นมา”
“เื่นี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ”ว่าทำไมถึงเป็แบบนี้ถ้าเลือกได้เขาก็อยากจะมีพลังที่มีประโยชน์มากกว่าหูกระต่ายนี่แม้จะรับเสียงได้ดีแต่ก็ยังไม่รู้ว่าในภายภาคหน้าจะสามารถทำประโยชน์อะไรได้อีกนอกจากหนีเร็ว
“แม่ครับผมได้ขวานมาแล้ว” เด็กชายดลอุ้มด้ามขวานแนบอกดีที่ด้านคมมีปลอกหนังสีน้ำตาลครอบอยู่จึงไม่ต้องห่วงว่าความคมของมันจะบาดเด็กน้อยบทสนทนาจึงต้องหยุดลงเพียงเท่านี้ก่อน
“ขอบคุณมากเลยครับตอนที่แม่ผ่าไม้หนูก็ไปยืนอยู่ใกล้กับอาเฟิงนะครับ แม่กลัวเศษไม้จะโดนลูก”
“ครับ”เด็กชายรับคำอย่างเชื่อฟังส่งขวานเล่มโตให้มารดาเสร็จก็เดินมาหาพี่ชายที่กำลังเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำแปลงปลูกผัก
“ผมช่วยนะครับ”
“เดี๋ยวพี่สอนเรารดน้ำดีกว่าเนอะ” ไม่ค่อยไว้ใจให้จับจอบจับเสียมเท่าไหร่กลัวจะขุดโดนขาตัวเองเข้า
“ได้ครับ”
เสียงผ่าไม้ดังสนั่นลั่นเขาเป็สัญญาณบ่งบอกว่าหญิงสาวได้เริ่มงานของตนเองแล้วชายหนุ่มจึงพาเด็กน้อยไปยังด้านหลังที่เป็แปลงปลูกผักกลายเป็ว่าพวกเขาสลับบทบาทหน้าที่ในบ้านได้ทันทีหลังเห็นพละกำลังของกันและกัน
“ดีที่บนเขายังพอมีผักป่าให้เราเก็บไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้แล้วล่ะ ว่าจะกินอยู่กันยังไง”เฉินเฟิงลากพืชผักที่ไปหามากองไว้ตรงลานโล่งที่ถางจนเตียน
“เดี๋ยวน้องดลช่วยพี่โกยดินมากองรวมกันตรงนี้นะครับ”เริ่มจากปลูกหัวมันสำปะหลังให้รอดก่อน จากนั้นก็เป็เผือกและต้นหอมอย่างหลังนี่เขาน่าจะเป็คนนำขึ้นมา จำได้ว่าเคยหยิบเมล็ดผักโปรยไว้หวังให้มันขึ้นเองตามธรรมชาติดูเหมือนจะเหลือผู้ชนะแค่เพียงชนิดเดียวนั่นก็คือต้นหอม
อย่างนี้จะเรียกผักป่าได้อีกเหรอ?
“ผมไม่ชอบต้นหอมเลยอะ”น้องดลเบะปากเมื่อเห็นพี่ชายกำลังขุดหลุมปลูกต้นอะไรบางอย่างอีกมุมหนึ่งพอเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ก็คือต้นหอมที่เด็กชายชอบเขี่ยไว้ข้างจาน
“เวลานี้เลือกกินไม่ได้หรอกอีกหน่อยอาหารกระป๋องในบ้านก็จะหมดลง”ชายหนุ่มพูดสอนทั้งมือยังคงขุดปลูกไปเรื่อยจนเสร็จ
“จะไม่มีรถขายกับข้าวผ่านหน้าบ้านแล้วเหรอครับ”
“ถ้ามีก็ดีสิ”
“แล้วผักพวกนี้จะกินได้เมื่อไหร่เหรอครับ”เด็กชายดลมองดูกองดินที่ด้านในมีต้นมันสำปะหลัง ต้นเผือก และต้นหอมของพี่ชาย
“นั่นสินะ”กว่าจะได้กินคงเป็เดือน
อยากให้โตเร็วๆ กว่านี้จัง
พรึ่บ!
ต้นหอมที่เคยเหี่ยวแห้งเพราะถูกถอนออกมาจากจุดที่มันเกิดพลันชูใบขึ้นจนสุดราวกับกำลังฟื้นคืนชีวิตตรงลำต้นก็ปรากฏหน่อสีม่วงเข้ม
“หัวหอม!”เฉิงเฟิงดึงต้นหอมที่เพิ่งลงดินไม่ถึงนาทีขึ้นมาดูอย่างไม่เชื่อสายตาใบ้ายังเขียวและส่วนรากก็มีหัวหอมลูกอวบอยู่
“พี่เฟิง ๆลองกับเผือกด้วยสิ” เด็กชายดลรู้สึกอัศจรรย์ใจมากและอยากจะเห็นอีกสักครั้งชายหนุ่มเองอยากรู้เหมือนกัน รีบพาตัวเองไปยังต้นเผือกที่ถูกถอนมาจากริมน้ำตกทันทีความสูงเดิมของมันเพียงแค่หัวเข่า
เ้ากระต่ายขาวรวบรวมสมาธิหลับตาลงนึกถึงการกระทำเมื่อไม่กี่นาทีก่อนว่าตนได้ทำอะไรลงไปบ้างเขาวางมือเอาไว้ที่ใบต้นหอม จากนั้นก็คิดว่าอยากให้มันโตขึ้น
จงโตขึ้น
พรึ่บ!
ต้นเผือกที่เดิมมีความสูงแค่เข่ากลับค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเท่ากับเอวของชายหนุ่มในเวลาไม่กี่วินาที
“สุดยอด!!”เด็กชายดละโร้องลั่น นี่มัน! นี่มัน!
เวทมนตร์!
ไม่สิ!!พลังพิเศษ!
เขาเองก็มีพลังพิเศษเฉกเช่นเดียวกับดาริณี!!
“พี่เฟิงเหมือนตัวการ์ตูนที่ดลอ่านเลย!ใช้พลังไม้ได้ด้วย!!” เด็กชายร้องบอกด้วยดวงตาเป็ประกาย
“พี่ว่าเหมือนพลังพฤกษามากกว่านะ”ดูครอบคลุมแถมไม่เหมือนพวกตัวละครสายฮีโร่มากนัก
“จริงด้วยพี่ทำให้มันโตนี่นา พลังไม้ต้องควบคุมไม้ใช้โจมตี” เด็กชายพยักหน้าเห็นด้วยเขายังอ่อนหัดนัก
“ควบคุม...โจมตี” ั์ตาแดงสว่างวาบ
“พี่เฟิง ๆผมขอลองขุดเผือกเลยได้ไหมครับ” ต้นใหญ่ขนาดนี้ ต้องให้หัวเผือกใหญ่มากแน่ ๆ
“อะ อืมดลขุดเลยครับ” เฉินเฟิงปล่อยให้เด็กชายเป็คนดึงทึ้งต้นเผือกต้นนั้นด้วยตัวเองส่วนเขาก็ไปทดสอบกับต้นมันสำปะหลังต่อ
ต้นมันสำปะหลังที่ถูกตัดเป็ท่อนเสียบดินไว้ก็พลันสูงใหญ่เลยหัวชายหนุ่มไปเกือบเมตร
“อู้หูววสูงมากเลยพี่” สูงกว่าต้นมันสำปะหลังในไร่ของพ่อเขาอีก
เฉินเฟิงมองฝ่ามือตนเองอย่างเลื่อนลอยพลางนึกถึงเ้าพวกที่มาบุกบ้าน
คนพวกนั้นมีรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปเหมือนเขาและก็มีพลังทางกายภาพแต่บางคนก็ดูเหมือนจะไม่มี
ถ้าหากว่าเขาสามารถใช้พลังนี้โจมตีอีกฝ่ายได้ละก็…
แต่...ก่อนหน้านั้นก็ต้องรู้ลิมิตในการใช้ก่อนเขาไม่เชื่อหรอกว่าพลังจะสามารถใช้ได้แบบไม่มีหมดสิ้น คนธรรมดาวิ่งยังเหนื่อยแต่พลังที่ไม่รู้จักนี้ ถ้าไม่ใช้ให้คล่องเขาคงพลาดท่าเข้าสักวัน
คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็ทดสอบกับต้นไม้ใบหญ้ารอบๆ อีกหลายครั้งจนทำให้บริเวณนี้เหมือนป่าดงดิบขนาดย่อม มีทั้งต้นไม้สูงหลายคนโอบและพืชตระกูลเฟิร์นที่สูงเลยหัวมนุษย์โดยมีเด็กชายดลตามเก็บผลผลิตที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างขะมักเขม้น
ลองใช้พลังอีกหลายต่อหลายครั้งและครั้งสุดท้ายเขาใช้กับต้นไม้สักต้นหนึ่งให้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ใหญ่ประมาณท่อนขาผู้ชายก็ขยายแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วอาณาบริเวณลำต้นเองก็ต้องให้ผู้ชายกว่าสามถึงสี่คนโอบถึงจะได้รอบ เฉินเฟิงชื่นชมภาพสวยงามไม่รับรู้ได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยที่เริ่มมาเยือนทีละนิดความตื่นเต้นมากล้นทำให้หัวใจเต้นตึกตักจนลืมสิ่งที่้าจะพิสูจน์เ้ากระต่ายมองภาพตระการตานี้ด้วยอารมณ์ที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกับว่าเขาห่างไกลจากสามัญสำนึกที่เข้าใจมาตลอดชีวิต 25 ปีมากขึ้นทุกทีเขายังเรียกตัวเองว่าเป็มนุษย์ได้อยู่จริง ๆ น่ะหรือ?
“อึก”แต่ยังไม่ทันคิดอะไรอีกทั้งสมองและร่างกายต่างรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีใครใช้ค้อนทุบศีรษะความเ็ปแล่นริ้วไปั้แ่ท้ายทอยมาถึงขมับและทัศนวิสัยเองก็ถูกบีบให้แคบลงจนกระทั่งมืดสนิท
ตุบ
“พี่เฟิง!!”เด็กชายดลที่มัวแต่สนใจกับหัวเผือกที่ตนขุดขึ้นมาได้หันไปมองพี่ชายที่ล้มไปกับพื้นกรอบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งไปออกกำลังกายหนักมา พยายามปลุกก็แล้วะโเรียกก็แล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา
“พี่เฟิงเป็ลมครับแม่!”
[1] อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)คือผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล โดยเป็ผู้ที่ทำคอนเทนต์เผยแพร่ตามแพลตฟอร์มต่างๆเช่น Blog, Instagram, Facebook, YouTube แล้วมีคนสนใจติดตามยิ่งมีผู้ติดตามมากก็ยิ่งมีอิทธิพลมาก