ฟอร์เล่ย์กวาดสายตาไปยังผู้ฟังที่นั่งอยู่รอบ ๆ อีกครั้งหนึ่งเสียงของเขาที่เอ่ยถึงท่านประธานาธิบดีนั้นดูเคารพรักใคร่อย่างลึกซึ้ง
“ถ้าเรามอบให้ท่านเป็ผู้มีสิทธิในการตัดสินใจในเื่ใดก็ตามแต่เพียงผู้เดียวแล้วในตอนแรก ท่านจะนั่งคิดเงียบ ๆ ...คิด...แล้วท่านก็จะลุกขึ้นเดินไปหยิบไม้ตีกอล์ฟค่อย ๆ เขี่ยลูกกอล์ฟเล่นเบา ๆ ไปรอบ ๆ ห้อง เราก็จะเฝ้ามองกันว่าเ้าลูกกอล์ฟนั้นจะกลิ้งไปทางไหน อันนี้เป็ตรรก คุณคงเข้าใจนะ เพราะหลังจากนั้นเราก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าลูกกอล์ฟนั้นคือสัญลักษณ์หรือสัญญาณแห่งโชคชะตาของประเทศชาติไม่จําเป็จะต้องเป็ประเทศใหญ่ ไม่จําเป็จะต้องเป็ประเทศของเราแต่มันหมายถึงประเทศชาติ และเมื่อลูกกอล์ฟกลึงไปลงหลุม ท่านก็จะบอกว่า “โอเค เราจะแก้ปัญหานี้ให้ตก” คุณเชื่อไหมว่า...ไม่มีใครเหมือนท่านเลย”
ซิบิลหันไปทางคริสโตเฟอร์
“ปอลคุณเองก็เพิ่งได้พบกับประธานาธิบดีของเวียดนามไม่ใช่หรือคะ?”
“เออนั่นสิ” เป๊กกี้สอดขึ้นมาทันที“ชื่อเซียมหรือเดียมห์นะคะ? .” .เฮ้อ...แต่ชื่ออะไรก็ไม่สําคัญนักหรอกนะคะมันก็น่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น ถ้าลองเขาได้เป็ถึงประธานาธิบดีละก้อ”
“ผมสนใจเื่นี้นะ”
“ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องเล่าเลย” คริสโตเฟอร์ว่า “ผมเพียงแต่ยืนข้าง ๆตอนที่เขากําลังคุยอยู่กับคนอื่น ๆ ก็ได้แต่ฟังเท่านั้นดูเหมือนคนคนนั้นจะเป็อเมริกัน”
“ใครน่ะ” ฟอร์เล่ย์ถามทันที
“คาร์สัน เวนเดล เป็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครีปับลิกัน จากแคลิฟอร์เนีย”
“อ๋อ ผมรู้แล้ว” ฟอร์เล่ย์ทําท่ายิ้มๆ “ไปคายพิษอะไรเข้าไว้บ้างล่ะ”
“ผมว่าคุณคงไม่อยากได้ยินมากกว่าคุณฟอร์เล่ย์ว่า เขาพูดกันยังไง”
“ตอนนี้อยาก”
“แต่...คุณอาจจะไม่ชอบฟังก็ได้นะ” คริสโตเฟอร์พยายามเลี่ยง “เพราะว่าเวนเดลเขาไม่ค่อยจะชอบพวกคุณนักเขาบอกว่า...เอาละ ถ้าคุณอยากจะรู้ ผมก็จะบอกให้เคนเนดี้เล่นการเมืองอย่างไม่ซื่อตรง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 1960เอาเื่เกี่ยวกับซีปนาวุธมาเป็เครื่องมือในการหาเสียงเพื่อแสดงถึงศักดิ์ศรีของอเมริกันว่ายิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ความเป็จริงแล้วมันไม่ได้เป็อย่างนั้น”
“ไอ้คนที่แพ้มันก็ต้องหาเื่แก้ตัวกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละน่า”ฟอร์เล่ย์ถอนฉุน “แล้วยังไงอีก”
“เวนเดลบอกกับโงดินนูห์ว่า ที่จริงแล้วเคนเนดี้ไม่ใช่คนที่จะได้รับการคัดเลือกให้เป็ประธานาธิบดี เพราะตัวจริงคือนิกสัน เขาบอกว่านิกสันถูกขโมยคะแนนเสียงในอิลลินิยส์และรัฐใกล้เคียงอีก 2-3 รัฐเพราะคะแนนเสียงของสองคนนี่แตกต่างกันนิดเดียวเท่านั้น การที่พรรคเดโมแครทได้ครองทําเนียบขาวนั้น เพราะโกงเขามา และเวนเดลก็ยืนยันเื่นี้กับนูห์”
เป๊กกี้ตบมือลงบนโต๊ะอาหารอย่างไม่เกรงใจ
“ฉันไม่คิดว่าจะได้ยินเื่บ้า ๆ อย่างนี้เลย”เธอร้องอย่างโกรธเคือง “ไอ้คนอย่างนี้มันน่าจะยึดหนังสือเดินทางเสียเลย ถึงจะสมน้ำหน้า...ฉันว่า...โอ...พระเ้า...”เป๊กกี้ร้องอะไรออกมาอีกคําสองคําแล้วก็เงียบเสียงไปแววตาเท่านั้นที่แสดงว่ายังโกรธจัดอยู่
ฟอร์เล่ย์ถือซิการ์ที่ยังไม่ได้จุดค้างอยู่อย่างนั้นหน้าเครียด พูดเสียงกระชาก ๆ ว่า
“แล้วไอ้นูห์ห่...นั่นแสดงความเห็นในเื่นี้ว่าอย่างไร?”
“เปล่าเลย” เสียงของคริสโตเฟอร์ราบเรียบ“ผมคิดว่าเขารู้เื่นี้ดีก่อนหน้าที่เวนเดลจะเล่าให้ฟังเสียด้วยซ้ำ”
เป๊กกี้ทําท่าเหมือนจะร้องะโออกมา ยกมือขึ้นทาบลําคอไว้ฟอร์เล่ย์ทําท่าเหมือนจะปลุกปลอบเ้าหล่อน แต่ก็ยั้งมือไว้
“คนอย่างเวนเดลหรือนูห์ไม่มีค่าหรอก” ฟอร์เล่ย์เอ่ยเสียงต่ำ “ไม่มีแม้แต่ค่าของอํานาจคนที่พูดถูกคิดถูกเท่านั้นจึงจะมีอํานาจ และผมคิดว่า ขณะนี้ พวกเราที่นั่งอยู่ด้วยกันที่นี่ยังมีค่ามากกว่าเ้า 2 คนนั้น” เขาถอนหายใจเบา ๆและยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ท่าทางเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
“ที่จริงแล้ว ถ้าผมสังเกตพรรครีปับลิกันผมก็จะกล่าวได้ว่า นิกสันจะต้องรออีกอย่างน้อย 20 ปี ถึงจะคิดล้มรัฐบาลได้”
“แล้วก็อย่าลืมเสียสิคะ...เขาหวังหรือคะว่าจะได้เข้าไปนั่งในทําเนียบขาว” เป๊กกี้เค้นหัวเราะดูเหมือนจะมีหยาดน้ำตาแห่งความขุ่นเคืองใจคลอหน่วยอยู่ในเบ้าตา “ถ้าอย่างนั้น ก็ดื่มให้เขาเสียหน่อยสิคะ พวกเรา”
ในห้องที่จัดไว้สําหรับดื่มกาแฟ เป๊กกี้ แม็กกินเน่ย์ยืนเคียงข้างฟอร์เล่ย์ ด้วยท่าทางของนางแบบ คืนนี้ ในชุดสีชมพูชาเนลประดับรอบคอด้วยไข่มุกข์ราคาแพง ข้อมือขวาสวมกําไลประดับเพชรงดงามแพรวพรายร่างของเธอดูระหงแบบบาง เหมือนนางแบบชาวฝรั่งเศสขณะที่โน้มกายเข้าไปกระซิบกระซาบกับฟอร์เล่ย์นั้นเสมือนบุคคลทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งต่อกัน เป๊กกี้ภูมิใจมานานนักหนาว่าประธานาธิบดีเคนเนดี้นั้นเป็รัฐบุรุษอเมริกันเพียงคนเดียวที่ทําให้เธอมีความ้าที่จะเป็ชาวอเมริกันอย่างแท้จริง
ระหว่างเวลาที่รับประทานอาหารค่ำในคืนวันนี้ ทอม เวบสเต้อร์ไม่ยอมพูดอะไร หรือร่วมในการสนทนาด้วยแม้แต่คำเดียว ที่เขาทำได้เพียงประการเดียวในฐานะของเ้าของบ้านก็คือฟัง เพราะค่ำคืนวันนี้ ในความรู้สึกของเขาแล้วเขาถูกหยาบหยามโดยบุคคลที่เขาเชิญเข้ามาเอง
ทอม เวบสเต้อร์เป็ห่วงอยู่อย่างเดียวก็เพียงว่าคริสโตเฟอร์เพื่อนรักได้สร้างศัตรูให้กับตัวเองเสียแล้ว ไม่มีใครรู้ว่า แขกที่ได้รับเชิญมาในวันนี้จะเป็อันตรายสําหรับเขาได้มากน้อยเพียงไหน อาจจะถึงกับสั่งสังหารเสียเลยก็ได้เวบสเต้อร์รู้ดีอีกว่า คําพูดของคริสโตเฟอร์ที่ได้กล่าวออกไป เป็ความจริงทั้งสิ้นแต่ก็เป็ความจริงที่แขกผู้ได้รับเชิญมาไม่ควรจะต้องได้รับฟัง เขารู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาเดินเข้าไปใกล้คริสโตเฟอร์วางมือลงบนไหล่ตั้งท่าจะชวนคุย...แต่ทันใดนั้นก่อนที่เขาจะเปิดปากพูดกริ่งที่หน้าประตูบ้านก็ดังรัวขึ้น เวบสเต้อร์จึงเดินไปเปิดประตูก้าวออกไปหาแขกผู้มาเยือนในยามวิกาล ไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าคริสโตเฟอร์ชายตาแวบหนึ่งตามหลังทอม เวบสเต้อร์ออกไป ขณะเดียวกันเขาก็จับสําเนียงที่กําลังพูดกันเป็ภาษาอังกฤษที่ห้องข้างนอกนั้นได้
เวบสเต้อร์เดินกลับเข้ามาถือซองจดหมายมีสัญลักษณ์ของสถานทูตอเมริกันไว้ในมือ เขาเปิดซองออกต่อหน้าทุกคนและอ่านโทรเลขในซองนั้น สักครู่ก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า
“วิเศษ” ทําท่าเหมือนจะยื่นซองในมือให้คริสโตเฟอร์“เกิดปฏิวัติขึ้นในไซง่อน ทหารยึดอํานาจไว้ได้สถานีวิทยุในไซง่อนแถลงแล้วว่า ปฏิวัติครั้งนี้ได้ผลสําเร็จสมตามความมุ่งหมาย”
“เดียมห์กับนูห์เป็ยังไงบ้าง” ฟอร์เล่ย์เอื้อมมือไปคว้าโทรเลขในมือของเวบสเต้อร์มาอ่านเอง เป๊กกี้แม๊กกินเน่ย์นั้น แม้จะไม่สันทัดในการอ่านโค๊ตนักแต่ก็ชะโงกหน้าเข้าไปจนแทบจะชิดใบหน้าของฟอร์เล่ย์ ทําท่าจะอ่านข้อความในโทรเลขดวงตาระยิบระยับขึ้นมาทันที
“ยังไม่มีใครรู้” เวบสเต้อร์ตอบ“ท่านทูตโทรศัพท์ไปหาเดียมห์แล้วอนุญาตให้เขาลี้ภัยในสหรัฐได้ แต่เขาไม่ยอมรับ”
“ก็คนมันตายแล้วนี่” เป็ครั้งแรกที่คริสโตเฟอร์เอ่ยขึ้นบ้าง
ฟอร์เล่ย์คืนโทรเลขฉบับนั้นให้เวบสเต้อร์สีหน้าของเขาสงบ...คริสโตเฟอร์หันไปหาซิบิล และเห็นว่าเธอกําลังค่อย ๆวางถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือลงบนโต๊ะ สีหน้าของเธอดูเฉยชาดวงตาเพ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง คริสโตเฟอร์ชำเลืองไปทางฟอร์เล่ย์แต่เลขานุการของท่านประธานาธิบดีกําลังอยู่ในภวังค์แห่งความคิดอย่างลึกซึ้งมีท่าทีเหมือนจะตรึกตรองอะไรบางอย่างอยู่