ตอนที่ 10 พากันส่งเสียงชื่นชม
บนเวที ถงเชียนตื่นตระหนก เมื่อได้ทราบข่าวว่าสามีตายในสนามรบ ใบหน้างดงามมีหยาดน้ำตาไหลริน นางทรุดตัวนั่งบนพื้นอย่างเหม่อลอย สายตาเปล่าเปลี่ยวและสิ้นหวังนั้นแทรกซึมลึกลงในจิตใจของผู้คนทั้งหลาย
ผู้คนต่างส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาเบาๆ แม้แต่หัวหน้าคณะละครก็ยังขอบตาแดง จมดิ่งอยู่ในภวังค์ หันไปมองถงเชียนด้วยสายตาที่เลื่อมใสมากขึ้น
ถงเชียนเช็ดน้ำตาเบาๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงตัวเองกลับมา แล้วเดินลงเวทีเคียงคู่กับจี้ซิวผิง
“ทุกท่านมีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”
ผู้คนทั้งหลายยังไม่ทันได้สติคืนกลับมา คนที่อยู่บนเวทีก็เดินมาอยู่ข้างกายเสียแล้ว สิ่งที่นางถามนี้ แทบไม่ต้องถามเลยด้วยซ้ำ
ถงเชียนกวาดสายตามองอย่างวิเคราะห์ “อย่างนั้นพวกท่านก็แสดงตามแบบที่ข้าเพิ่งทำเมื่อสักครู่”
“ตกลง” หัวหน้าคณะละครเป็ผู้ตัดสินใจ
“พวกท่านเองก็ต้องเปลี่ยนชื่อด้วยเช่นกัน” ถงเชียนพูดต่อ “ให้เรียกว่าคณะละครพื้นบ้าน เพราะหากเรียกเหมือนแต่ก่อนคงจะไม่สอดคล้องเท่าใดนัก”
ผู้คนทั้งหลายที่ได้ชมฉากะเืใจเมื่อสักครู่ ยังคงจมดิ่งอยู่ในภวังค์ เมื่อได้ยินก็พยักหน้าอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
พระอาทิตย์ใกล้ตกดิน จี้ซิวผิงจึงให้ถงเชียนอยู่ในร้านรอเขา ส่วนตนเองจะไปเอารถลา
ในขณะกำลังจะหันไป จู่ๆ ก็ถูกรั้งชายเสื้อไว้
“มีอันใดรึ?” เขาถาม
ถงเชียนยิ้ม “ข้าอยากพาท่านไปที่แห่งหนึ่ง”
ยามนี้ก็สายมากแล้ว หากไม่รีบกลับเกรงว่าจะมืดค่ำเอาได้ แต่ก็หาได้ยากนักที่จะเห็นนางมีความสุขเช่นนี้ จี้ซิวผิงจึงมิกล้าเอ่ยคำปฏิเสธออกมา
“นี่คือ?” จี้ซิวผิงเงยหน้ามองป้ายที่แขวนอยู่้า มีคำว่า “ตำรา” ขนาดใหญ่ติดอยู่
“ตามมาเถอะ เข้าไปดูกัน” ถงเชียนลากเขาเข้าไปข้างใน
กลิ่นของน้ำหมึกโชยมาจากชั้นวางตำราหลายชั้น ถงเชียนมองอักษรตัวเต็มเหล่านี้แล้วรู้สึกเปลืองแรง จึงถือโอกาสให้เขามาเลือกดูด้วยตนเอง
เมื่อวานนี้เถ้าแก่โรงน้ำชาได้นำเงินปันผลจำนวนมากมามอบให้ จี้ซิวผิงเป็คนประหยัดมัธยัสถ์มาั้แ่ไหนแต่ไร ถึงกระนั้นก็หยิบตำราเพียงเล่มเดียว
เมื่อกลับถึงบ้าน เขาอาศัยแสงจันทร์นั่งอ่านหนังสืออย่างละเอียด
ถงเชียนเดินออกมาจากห้อง เห็นเขานั่งอยู่ที่ม้านั่งด้านนอก ในมือถือตำราอยู่
ส่วนห้องด้านข้างนั้นมืดสนิท
“เข้าไปในห้องข้ากันเถอะ” ถงเชียนเอ่ย เม้มปากแล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “ข้ามีเื่จะปรึกษาท่าน”
ประโยคครึ่งแรกทำเอาจี้ซิวผิงหูแดง แต่ทันทีที่เอ่ยประโยคหลังจบ เขาจึงหยิบตำราแล้วเดินเข้าไป
ไฟจากตะเกียงสว่างสลัวๆ ทั้งสองนั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะ บดบังแสงสว่างเสียส่วนใหญ่
ถงเชียนคิดไตร่ตรองอยู่สักพักจึงเอ่ย “ท่านอ่านตำราเถอะ”
จี้ซิวผิงเงียบไม่พูดไม่จา
“ข้ารู้ว่าท่านอยากช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว แต่ซิวผิง ท่านเต็มใจเช่นนี้มาตลอดเลยรึ?” ใบหน้าถงเชียนสั่นไหวท่ามกลางแสงไฟ “ลูกชายของครอบครัวที่ยากจน มีเพียงแค่การได้เรียนหนังสือ แล้วไปสอบขุนนางเท่านั้น จึงจะสามารถสลัดความทะเยอทะยานที่มีอยู่เต็มอกของท่านออกไปได้ แต่ถ้าหากท่านยังจมปลักอยู่ที่นี่ ก็คงต้องอยู่อย่างสมถะครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ไปตลอดชีวิต”
ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ถงเชียนจึงค่อยๆ พูดต่อ “ข้าเป็ภาระท่าน หากไม่เป็เช่นนี้ ท่านคงจะประสบความสำเร็จไปตั้งนานแล้ว แต่กลับยอมให้ข้าถ่วงความเจริญอยู่ได้”
ใบหน้าหล่อเหลาของจี้ซิวผิงเงยขึ้นทันที “เชียนเอ๋อร์...”
เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่หลังจากััได้ถึงสายตาของถงเชียนเลยหยุดชะงักไป ผ่านไปนานถึงครึ่งก้านธูป จึงได้เอ่ยปากขึ้นว่า “ข้าเต็มใจทำทุกอย่างเอง ไม่มีผู้ใดบังคับทั้งนั้น เ้าก็อย่าได้โทษตนเองจนเกินไป”
“แต่ข้าอยากให้ท่านอยู่เหนือคนอื่นๆ”
คำพูดแ่เบานั้นราวกับจะหยุดเปลวไฟสั่นไหวนั่นเอาไว้ สายตาถงเชียนแน่วแน่ จี้ซิวผิงละสายตาจากเทียนไข สูดลมหายใจช้าๆ แล้วเอ่ยว่า “ได้”
หลังจากที่วิ่งเต้นติดต่อกันนานหลายวัน ในที่สุดถงเชียนก็นอนหลับฝันดีเสียที
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ถงเชียนหยิบถุงเงินออกมาจากใต้หมอน นับดูอย่างละเอียด ยัดเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
เมื่อวานจี้ซิวผิงรับปากแล้วว่าจะไปเรียนหนังสือ ส่วนถงเชียนก็ได้ใคร่ครวญเื่นี้ด้วยเช่นกัน ปัจจุบันมีเงินสำรองอยู่เพียงเล็กน้อย จึงคิดว่าควรเชิญอาจารย์สักคนจะดีกว่า อย่างน้อยก็ประหยัดแรงแล้วยังได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
ในเมืองมีอาจารย์เก่งๆ หลายคน นางจึงคิดว่าควรลองเข้าไปหาดูเสียหน่อย
นางพยายามเลือกเดินถนนเส้นเล็กๆ เพราะี้เีรับมือกับความสงสัยใคร่รู้ของพวกชาวบ้าน พูดประโยคหนึ่งก็มีคนหนึ่งนำไปบอกเล่าให้กับสิบคน สิบคนนั้นก็ไปบอกต่ออีกร้อยคน รังแต่จะเพิ่มปัญหาเสียเปล่าๆ
บนคันนาที่ทอดยาวไกล ถงเชียนใช้มือบังที่เบื้องหน้าแล้วมองไปยังทางเข้าหมู่บ้าน
วันนี้จี้ซิวผิงไม่อยู่บ้าน ส่วนนางก็ขี่รถลาไม่เป็ ทำได้เพียงนั่งรถลาของผู้อื่นไปแทน
ข้างหน้าเป็เนินเขาลูกเล็กๆ โดยเบื้องล่างของเชิงเขานั้นเป็ถนนคดเคี้ยว ถงเชียนเหยียบลงบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่มอย่างไม่ค่อยสะดวกสบายนัก
“เอ๋ นั่นใครน่ะ?”
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหนวกหูน่ารำคาญดังขึ้นที่ข้างหู
ถงเชียนรู้สึกแค่ว่าอารมณ์ดีๆ ของตนนั้นดับวูบไป ไม่อยากมองหน้านางเลยสักนิด จึงคิดที่จะเดินอ้อมไป
แต่เมื่อไปทางซ้ายหรูเยียนก็จะไปทางซ้าย พอนางไปทางขวาหรูเยียนก็จะตามไปทางขวาด้วย
วกไปวนมาอยู่หลายรอบ ถงเชียนยิ้มเบาๆ อดกลั้นไม่ให้หุนหันพันแล่นพุ่งเข้าไปฟาดนางเสียก่อน “สุนัขดีย่อมไม่ขวางทาง”
หรูเยียนยืนยกมือขึ้นเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้านาง ท่าทางเหมือนคนถ่อยที่มีเจตนาร้าย พอได้ยินประโยคนี้เข้าไป ก็ดิ้นเหมือนตั๊กแตนถูกเหยียบเท้า แทบจะะโขึ้นมา “เ้าหมายถึงใครฮะ!”
“ใครอยู่ตรงหน้าข้า ก็หมายถึงคนนั้นแหละ” ถงเชียนยังคงยิ้มแย้ม ต่างจากหรูเยียนที่โกรธจนเต้นร่ำ
“เ้า!” หรูเยียนโกรธจนทนไม่ไหว ขณะที่คิดจะลงมือ ก็ดันหันไปเจอเข้ากับเงาคน
นางแสร้งทำตัวอ่อนยวบล้มลงไปตรงหน้าถงเชียน ยกมือกุมลำคอของตนเอาไว้ แล้วพูดกระอึกกระอัก
หญิงชราถือตะกร้าผักเดินเข้ามา “เอ๊ะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ถงเชียนถอยไปด้านหลังหลายก้าว แต่ก็ยังสลัดสุนัขที่กำลังตบตาผู้อื่นตัวนี้ไม่ได้ จึงยิ้มอย่างเ็าในใจ
หรูเยียนเห็นคนเดินเข้ามา ก็ยิ่งทำท่าทางน่าสงสารเข้าไปใหญ่
“ป้าหวัง ข้าไม่เป็ไร โอ้ย~” หรูเหยียนขอบตาแดง กัดริมฝีปากแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร “ข้าไม่ทันระวังเอง ไม่เกี่ยวกับเชียนเชียน”
พอป้าหวังได้ยินเข้า ก็รีบวางตะกร้าลงบนพื้น คุกเข่าลงแล้วถาม “สรุปมันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ โธ่เอ้ย หากได้รับาเ็ขึ้นมามิใช่จะหายกันง่ายๆ นะ เ้าเป็แค่หญิงสาวร่างกายอ่อนแอ จะดีได้อย่างไร?”
“เป็ เป็ข้าที่ไม่ระวังเอง” หรูเยียนปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาๆ “ข้าเห็นสิ่งที่มิควรเห็น ล้วนเป็ข้าเองที่ผิด”
“เอ๋?” ป้าหวังััได้ถึงความไม่ชอบมาพากล จึงมิอาจปล่อยไปได้ เริ่มถามซักไซ้ไล่เลียง “เห็นสิ่งใดรึ?”
หรูเยียนเงยหน้ามองไปที่ถงเชียน แล้วรีบเบนสายตาหลบด้วยความหวาดกลัว
คนที่ไม่รู้ ย่อมคิดว่าถงเชียนรังแกนางเสียแล้ว
ป้าหวังที่เห็นเหตุการณ์ จึงใช้ร่างแกร่งบังไว้ ตบที่อกเบาๆ อย่างรับประกัน “เ้ามิต้องกลัวไป มีป้าหวังอยู่ ใครจะกล้าทำอันใดเ้า? เ้าเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียด ข้าจะให้ความเป็ธรรมเ้าเอง”
ถงเชียนยกมือขึ้นกอดอกเหมือนกำลังชมละครลิง มองคนหนึ่งร้องอีกคนหนึ่งรับ ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมีลูกไม้อันใดอีก?
จากในความทรงจำ หรูเยียนผู้นี้มักจะชอบโยนความผิดให้นางโดยที่ไม่มีหลักฐาน แล้วแสร้งทำท่าทางอ่อนแอ เอาแต่ร้องไห้อยู่ร่ำไป จากนั้นค่อยใส่ร้ายป้ายสีนาง
เพียงแต่ครั้งนี้ ถงเชียนถือเสียว่ามีละครให้ชมฟรี จึงไม่มีท่าทีที่ร้อนรนเพราะถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็ธรรม
“เชียนเชียน หากเ้ายอมขอโทษข้า ข้าจะไม่นำเื่นี้ไปบอกผู้อื่น เพราะพูดไปก็คงไม่มีอะไรน่าฟัง” หรูเยียนมองดูท่าทางของนาง ขอบตาสีแดงนั้นไม่มีน้ำตาไหลออกมาแล้ว ถงเชียนมองนางอย่างเ็า หรูเยียนจึงถอนหายใจ “ที่ผ่านมาเ้ารังแกข้า ข้าล้วนยอมอดทน แต่วันนี้ จะโทษข้าไม่ได้นะ”