ตอนที่ 8 ป่าร้อยอสูร 2
หลังจากที่หลินเฟยใช้เวลากว่าสามวันก่อร่างสร้างผลึกธาตุลมขึ้นมาภายในแหล่งกำเนิดพลังได้สำเร็จในที่สุดผลึกธาตุลมสีเขียวกระจายกลิ่นอายความสงบเย็นสบายออกมาทำให้ร่างของเขาตอนนี้มีออร่าสีเขียวปกคลุมไปทั่วร่างกาย
“ในที่สุดข้าก็สามารถสร้างผลึกธาตุลมได้สำเร็จอีกเพียงก้าวเดียวเคล็ดัเหินก็จะบรรลุถึงขั้นที่สองความเร็วของข้าก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว...” หลินเฟยไม่รอช้าจมอยู่ในห้วงความคิดค่อยๆได้รับความรู้แจ้งจากเคล็ดวิชาัเหินขั้นที่สอง
สองชั่วยามต่อมา
“นี่มัน!”
หลินเฟยอุทานออกมาอย่างใตอนนี้เขาสามารถบรรลุขั้นที่สองของเคล็ดวิชา’ัเหิน’แล้วแต่สิ่งที่รับรู้ได้คือเคล็ดวิชาขั้นที่สองนั้นไม่ใช่แค่เพียงแค่เพิ่มความเร็วแต่ยังสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้ได้
“เคล็ดัเหินขั้นที่สองนี้มีชื่อว่าท่าเท้า ‘เงาั’ เป็การเพิ่มความเร็วชั่วขณะหากนำไปใช้ในการต่อสู้เมื่อใช้ออกด้วยความรวดเร็วสูงสุดจะเกิดภาพติดตาไว้ให้ศัตรูเกิดความสับสนหากฝึกฝนจนเข้าถึงระดับแก่นแท้ของมันแม้ตบะจะด้อยกว่าหลายขั้นแต่หากคิดจะหลบหนีก็สามารถหลบหนีจากไปได้โดยไม่ยากเย็น...”
หลินเฟยพึงพอใจกับเคล็ดัเหินขั้นที่สองนี้มากเขาใช้เวลาอีกหลายวันในการฝึกฝนทำความเข้าใจเคล็ดัเหินขั้นที่สองถึงตอนแรกจะบอกว่าบรรลุแล้ว
แต่การที่จะใช้ออกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้นย่อมขึ้นกับการมุ่งมั่นฝึกฝนจนถึงตอนนี้เขายังทำได้เพียงแค่แตะชายขอบทำความเข้าใจไปได้เพียงสองในสิบเท่านั้นแต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมานั้นมากกว่าเดิมประมาณสามเท่า
เมื่อเห็นว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้วเขาจึงหันมาศึกษาวิชาลับประจำตระกูลวิชาหมัดทะลวงเมฆาขั้นที่สามต่อทันทีหลังจากลองผิดลองถูกอีกห้าวันก็ได้ผ่านพ้นไประหว่างการฝึกนั้นความเ็ปของกล้ามเนื้อแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายอยู่บ่อยครั้ง
ถึงแม้ร่างกายเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากจากสายเืัและการผลัดเส้นเอ็นเปลี่ยนกระดูกแต่ถึงกระนั้นการฝึกวิชาหมัดทะลวงเมฆาขั้นที่สามนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเ็ปไปทั่วทั้งร่างกายจนแทบจะลุกไม่ขึ้น
“ไม่แปลกใจเลยที่วิชาลับนี้จะไม่มีคนในตระกูลข้าฝึกสำเร็จมาหลายชั่วคนกระบวนท่าที่หนึ่งและสองนั้นความเ็ปของกล้ามเนื้อสำหรับข้าที่มีร่างกายแข็งแกร่งยังพอรับได้
แต่เพียงฝึกกระบวนท่าที่สามกลับทำให้ร่างกายรับภาระหนักเ็ปมากมายถึงเพียงนี้การจะฝึกสำเร็จได้นั้นนอกจากจะต้องมีความมุ่งมั่นแล้วร่างกายและพลังลมปราณต้องแข็งแกร่งในระดับนึงหากไม่แล้วเส้นชีพจรลมปราณคงจะแตกออกเป็เสี่ยงๆกลายเป็คนพิการได้โดยง่าย…”
หลินเฟยกัดฟันทนไปอีกหลายวันเพียงชั่วพริบตาหลินเฟยก็ฝึกตบะและวิชาต่างๆของเขาอยู่ที่ป่าร้อยอสูรได้ครึ่งเดือนแล้วและในที่สุดวิชา ‘หมัดทะลวงเมฆา’ กระบวนท่าที่สาม ‘พายุหมัดเมฆาคลั่ง’ ก็สามารถฝึกฝนจนใช้ออกได้แล้ว
‘ตู้ม!!’
เสียงต้นไม้กว่าสิบต้นะเิกระจายออกไปทุกทิศทางหลินเฟยใกับพลังทำลายในครั้งนี้มากแต่ก็ต้องแลกกับพลังลมปราณในร่างกว่าสามในสิบส่วนนับว่าเป็วิชาที่กินพลังลมปราณมากที่สุดในวิชาที่เขามีตอนนี้แต่ก็รุนแรงที่สุดเช่นกัน
“เคล็ดวิชาขั้นที่สามเป็โจมตีที่รุนแรงและยังมีความว่องไวมากหากหลอมรวมเข้ากับพลังธาตุลมย่อมต้องเพิ่มความรวดเร็วขึ้นไปอีกหลายเท่าเมื่อใช้ออกจะเกิดภาพเงาหมัดนับสิบขึ้น...และทุกหมัดนั้นล้วนเป็ของจริง!”
หลินเฟยยิ้มกว้างด้วยวิชาทะลวงเมฆากระบวนท่าที่สามนี้หากใช้ร่วมกับท่าเท้าเงาันับว่าร้ายกาจถึงขีดสุดด้วยความที่ทั้งสองวิชามีพื้นฐานของธาตุลมการนำมาผสานเข้าด้วยกันแล้วใช้ออกมั่นใจได้เลยว่าจะเรียกประสิทธิภาพสูงสุดของมันออกมาได้อย่างแน่นอน
“เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว” หลินเฟยคำนวณเวลาที่ตัวเองมาถึงป่าร้อยอสูรก็พบว่าเขาอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนแล้วหลังจากหาผลไม้ลมปราณแถวนั้นทานอย่างง่ายๆเขาจึงเริ่มออกสำรวจค้นหาสัตว์อสูรหมาป่าคลั่งเพื่อทำภารกิจที่รับมา
เขาส่งจิตััลมปราณหวนท้า์ออกไปรอบๆจึงพบว่ามันมีความก้าวหน้าไปอีกขั้นจากเดิมจิตััของเขาสามารถส่งไปได้ไกลครึ่งลี้แต่มาตอนนี้มันเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็หนึ่งลี้[ประมาณ500เมตร]นับว่ามีประโยชน์อย่างมากในหลายๆแง่มุม
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
“นี่ข้าเข้ามาลึกมากแล้วนะ...”
หลินเฟยขมวดคิ้วเขาใช้เวลากว่าหนี่งชั่วยามเพื่อสำรวจลึกเข้าป่าไปเรื่อยๆแต่กลับไม่พบอสูรหมาป่าคลั่งเลยสักตัวเดียวพบเจอแต่สัตว์อสูรอื่นๆที่ไม่ใช่เป้าหมายหากเขาเห็นว่ามันไม่เสียเวลามากจึงลงมือจัดการเพื่อเก็บซากของมันไปขายระหว่างทางมานี้เขาจัดการสัตว์อสูรไปนับสิบตัวแล้วแต่ก็ยังไร้วี่แววของอสูรหมาป่าคลั่ง
“นั่นไง!” จิตััของเขาที่ครอบคลุมรัศมีกว่าหนึ่งลี้บ่งบอกว่ามีสัตว์รูปร่างคล้ายหมาป่าแต่ตัวใหญ่กำลังกัดกินซากของสัตว์อสูรบางอย่างอยู่หลินเฟยะโพรวดกลายเป็เงาเลือนลางหายไปทันทีเพียงชั่วอึดใจก็มาถึง
“นั่นมัน! าาอสูรหมาป่าคลั่ง!”
หลินเฟยอุทานออกมาเขาจำมันได้ทันทีหลังจากเห็นหน้าตาอย่างชัดเจนสองปีที่ตบะไร้การพัฒนาอย่างที่เคยบอกเขาใช้เวลาศึกษาตำราพืชสมุนไพรและยังมีตำราวิชาความรู้ทั่วไปสัตว์อสูรก็เป็หนึ่งในนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยเมื่อเขาได้เห็นภาพของาโบราณในวันที่รับมรดกัเขาจะรู้ว่าเผ่าไหนคือเผ่าไหนนั่นเอง
ในตอนนี้หลินเฟยมีแต่ความยินดีหากสังหารมันได้มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับผลักอสูรระดับกลางและซากของมันยังขายได้ราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียวแม้ว่าระดับของมันจะอยู่ที่ขั้นปราณกำเนิดระดับเจ็ดแต่เขาคิดว่าด้วยความสามารถของเขาคงจะจัดการมันได้ไม่ยาก
‘ตู้ม!’
หลินเฟยไม่รอช้าใช้ท่าเท้าเงาัเพิ่มความเร็วพุ่งเข้าโจมตีด้วยวิชาลูกเตะเพลิงพิฆาตที่เขาคิดค้นขึ้นมาทันที
‘กรรร!’
าาอสูรหมาป่าคำรามลั่นมันถึงกับเซไปเล็กน้อยแต่ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของมันจึงทำได้แค่สร้างรอยแผลไว้บนหลังของมันเล็กน้อยเท่านั้นมันไม่ได้มึนงงอยู่นานขนสีเงินที่หลังตั้งชูชันราวกับหนามแหลมคมพุ่งออกจากตัวมันเข้าใส่หลินเฟยอย่างรวดเร็ว
‘ฟุบ! ฟั่บๆ!’
“เหวอ! อันตรายนะเนี่ย!”
หลินเฟยร้องออกมาด้วยความใก่อนจะะโหลบขนหนามของมันด้วยความทุลักทุเลในใจคิดก่นด่าสาปแช่งคนที่เขียนตำราความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูร
ในตำราที่เขาเคยเรียนรู้มาถึงจะมีบอกว่าสัตว์อสูรระดับสูงจะมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของมันแต่าาอสูรหมาป่าคลั่งนั้นไม่ได้บอกถึงรายละเอียดขนาดนั้นด้วยความที่มันพบเจอตัวได้ยากเช่นนั้นเอง
ยังมีสัตว์อสูรอีกมากมายที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ยังไม่รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของพวกมันเพราะส่วนมากสัตว์อสูรรับดับสูงมากๆจะมีกลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือเดียวที่มีความสามารถในการสังหารพวกมันลงได้
“เข้ามาเลยเ้าหมาน้อย”
หลินเฟยยิ้มน้อยๆตั้งท่ารับการโจมตีของาาอสูรหมาป่าเหมือนมันจะรู้ว่าถูกมนุษย์ตัวน้อยดูถูกมันคำรามดังลั่นอีกครั้งก่อนจะะโเข้ามาโรมรันกับหลินเฟย
‘ฟุบ!’ ‘ผวะ!’
มันกวาดกรงเล็บขนาดใหญ่ของมันเข้าหาหลินเฟยเพียงแค่เล็บของมันเล็บเดียวยังใหญ่กว่าหน้าของหลินเฟยทั้งใบหน้าเสียอีกแต่หากไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มสกุลหลินหวาดกลัวได้มากนักเขาใช้หมัดเข้าปะทะกับกรงเล็บของมันอย่างห้าวหาญ
เขาตั้งรับการโจมตีของมันไปหลายสิบลมหายใจมีทั้งป้องกันได้บ้างไม่ได้บ้างแต่กรงเล็บที่เขาป้องกันไม่ได้กลับทำได้เพียงฝากรอยแดงๆไว้บนผิวกายของเขาเท่านั้นไม่สามารถเรียกเืออกมาได้
ที่เป็เช่นนี้เหตุหนึ่งมาจากร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับลูกัน้อยและอีกทั้งการฝึกวิชาหมัดทะลวงเมฆานั้นก็ได้เพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและกระดูกไปอีกขั้นหลินเฟยยังไม่ใช้วิชาใดๆ
เขาเพียงใช้เคล็ดวิชาลมปราณหวนท้า์โคจรเพื่อปกป้องร่างกายและใช้มันเพิ่มพลังโจมตีของท่าร่างธรรมดาของเขาเท่านั้นที่ทำแบบนี้ก็เพื่อฝึกฝนประสาทััการต่อสู้ระยะประชิดให้เฉียบคมมากขึ้นและฝึกฝนท่าเท้าเงาัในการต่อสู้จริงเพื่อพลิกแพลงในหลายสถาการณ์
‘บรูว์!’
หลังจากเวลาผ่านไปอีกครึ่งก้านธูปเมื่อาาอสูรหมาป่าคลั่งไม่สามารถทำอะไรแก่หลินเฟยได้มันจึงกู่ร้องะโออกมาเพียงไม่นานพื้นที่รอบๆก็เต็มไปด้วยฝูงสัตว์อสูรหมาป่าคลั่งกว่ายี่สิบตัว!
“เอาแล้วไงเล่นกับมันเพลินไปหน่อย”
หลินเฟยยิ้มแหยๆออกมาเขาไม่รอให้พวกมันได้กระจายกำลังกันโอบล้อมหมัดทะลวงเมฆากระบวนท่าแรกก็ถูกใช้ออกทันที
‘เมฆาปลิดปลิว’
‘เอ๋ง!’
หมัดเมฆาปลิดปลิวปล่อยคลื่นพลังสีแดงล้อมรอบด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้าสังหารอสูรหมาป่าคลั่งสี่ตัวที่อยู่ใกล้หลินเฟยตกตายไปทันทีและตัวที่ห้านั้นอยู่ไกลกว่าเพื่อนของมันจึงมีโอกาสส่งเสียงร้องและหลบออกด้านข้างไป
‘กรร!’
าาอสูรหมาป่ากู่ร้องด้วยความโกรธเมื่อมันเห็นลูกน้องของมันตกตายไปต่อหน้ามันะโเข้าใสหลินเฟยด้วยความเคียดแค้นแต่หลินเฟยที่รอจังหวะอยู่เผยยิ้มเย็นเยียบออกมา
่วินาทีนั้นเองที่าาสัตว์อสูรหมาป่าคลั่งราวกับถูกจับจ้องด้วยั์ตาของสัตว์อสูรโบราณภาพซ้อนของดวงตาโบราณในจิตสำนึกของมันนี้ทั้งยิงใหญ่และน่าเกรงขาม
อีกทั้งยังดูโบราณปล่อยกลิ่นอายเก่าแก่อันเยียบเย็นออกมาและแน่นอนมันคือจิตสังหารที่หลินเฟยปล่อยออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจดวงตาัในจิตสำนึกของาาอสูรหมาป่าทำให้ร่างกายมันลดความเร็วลงช้าๆด้วยความอึดอัดจนยากจะอธิบาย
‘พายุหมัดเมฆาคลั่ง!’
หลินเฟยชกออกไปด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการเงาหมัดนับสิบแฝงไปด้วยพลังแห่งธาตุลมราวกับจะฉีกกระชากอากาศรอบๆให้ขาดเป็เสี่ยงๆาาสัตว์อสูรหมาป่าคลั่งตาเหลือกลาน
แต่ขาของมันกลับแข็งค้างไม่สามารถก้าวออกไปได้จิตสังหารของันั้นมากมายเหลือคณาแม้หลินเฟยจะไม่ได้ฆ่าล้างมามากมายและจิตสังหารไม่สามารถส่งผ่านให้กันได้
แต่สายเืัของเขานี่เองที่เป็ตัวกระตุ้นให้จิตสังหารของหลินเฟยแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วหากจะนับจิตสังหารของหลินเฟยตอนนี้คงเทียบได้แค่หนึ่งในล้านของอาจารย์ของเขาเท่านั้นไม่นับเป็อันใดได้
ตู้มมม!
เสียงะเิของพลังหมดดังกึกก้องพื้นที่เบื้องหน้าของหลินเฟยกลายเป็พื้นที่โล่งเตียนซากไร้ชีวิตของาาอสูรหมาป่าและลูกน้องของมันกระจายไปทั่วบริเวณน้อยตัวนักที่จะเหลือซากศพที่ครบถ้วนสมบูรณ์...
หลินเฟยรีบเก็บซากของพวกมันอย่างรวดเร็วเพราะเขาััได้ว่ามีกลุ่มคนกำลังมุ่งตรงมาทางนี้อาจจะเป็เพราะเสียงะเิที่ดังอย่างมากหลินเฟยไม่อยากตอบคำถามอะไรมากมายไม่นานเขาก็พุ่งตัวกลายเป็เงาเลือนลางไปไกลกว่าหลายร้อยเมตรแล้ว
“ได้เวลากลับแล้ว...”
…กลุ่มคนจำนวนหลายสิบคนต่างงุนงงกับภาพเบื้องหน้าทั้งพื้นของป่ากว่าสิบเมตรกลายเป็พื้นที่โล่งเตียนโลหิตจำมากยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนเป็ที่น่าขนลุกขนพองต่อพวกมันทุกคนอย่างมาก
อีกทั้งยังไร้ซึ่งวี่แววใดๆของสิ่งมีชีวิตพวกมันลงความเห็นว่าอาจจะเป็สัตว์อสูรระดับที่สูงมากต่อสู้กันและเื่นี้ก็กระจายไปทั่วบริเวณป่าร้อยอสูรอย่างรวดเร็วถึงความลึกลับและพละกำลังของสัตว์อสูรระดับสูงปริศนา
.
.
.
.
ปล.ถ้าชอบถูกใจคอมเม้นได้คับรับฟังทุกคำติชม