ดวงตากลมเล็กจ้องมองเข้าไปในม่านตาของพ่อแม่อย่างลึกซึ้งไม่นานเท่าไหร่ม่านหมอกแห่งกาลเวลาก็เปิดออกในห้วงจิตของอันเจียหลิน
ภาพอนาคตที่ยังมาไม่ถึงฉายชัดขึ้นมาเป็ฉากๆ อย่างกับภาพยนตร์ม้วนเก่าที่ถูกฉายซ้ำ
ภาพแรกที่ปรากฏชัดคือชะตากรรมของมารดา!
ในนิมิตนั้นเธอเห็นจ้าวเฟยเฟยในวัยสามสิบปีกว่าๆ รูปร่างผอมโซใบหน้าที่เคยงดงามในปัจจุบันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ดูน่าเกลียดน่ากลัวจมูกที่เคยคมโด่งและเชิดรั้น กลายเป็จมูกที่บิดเบี้ยวผิดรูปเป็ผลพวงมาจากการถูกทุบตี
จ้าวเฟยเฟยกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ข้างถนนที่มีผงละอองหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าไม่ขาดสายหล่อนสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น เนื้อตัวเปรอะเปื้อนคราบดำคราบไคลอ้าปากร้องขอเศษอาหารจากผู้คนที่เดินผ่านไปมา ดูแล้วก็ช่างน่าสมเพชเวทนานัก
‘นี่สินะจุดจบของมารดาสารเลว’ อันเจียหลินเพ่งมอง พลางครุ่นคิดในใจ
จ้าวเฟยเฟยทิ้งลูกทิ้งผัวหนีตามผู้ชายไปคิดว่าจะได้เป็คุณนาย สุดท้ายกลายเป็แค่เมียน้อยลับ ๆ พอเมียหลวงรู้เื่เข้าก็พาคนมารุมตบตี กรีดหน้าจนเสียโฉม ขาถูกตีจนหักพิการถูกโยนทิ้งไว้ข้างกองขยะท้ายเมือง สุดท้ายก็นอนหนาวตายอย่างโดดเดี่ยวร่างกายแข็งทื่อถูกสุนัขจรจัดแทะกินเล็มกินจนไม่เหลือชิ้นดี
ส่วนอันฉู่อี้ก็ใช่ว่าจะมีชีวิตที่ดีไปกว่ากัน!
ในนิมิตนั้นอันฉู่อี้ดูภูมิฐานขึ้นสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ราคาแพง แต่รอบกายรายล้อมไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันเขาไต่เต้าขึ้นเป็หัวหน้าแก๊งค้าของเถื่อนข้ามชาติ มือเปื้อนเืผู้คนมากมายเพื่อแลกกับอำนาจเงินตราแต่กลับกลายเป็ว่าภาพสุดท้ายในนิมิตดันไม่ใช่ความร่ำรวยอู้ฟู่ แต่เป็ ‘ลานปะา’
อันเจียหลินเห็นบิดาถูกจับกุมในสภาพสะบักสะบอมเขาถูกมัดมือไพล่หลัง นั่งคุกเข่าอยู่กลางลานกว้างรอบกายรายล้อมด้วยสายตาเกลียดชังของประชาชนนับร้อยนับพันชีวิตที่โห่ร้องะโสาปแช่ง
นายตำรวจคนหนึ่งยกปลายกระบอกปืนขึ้นจ่อที่ศีรษะของอันฉู่อี้ไม่นานเสียงปืนก็ดังสนั่นขึ้น ร่างของเขาล้มลงจมกองเือันฉู่อี้สิ้นชื่ออย่างน่าอดสู ไร้คนเก็บศพ ไร้คนเห็นใจ ไร้คนเมตตามีแต่เสียงด่าทอไล่หลังที่ส่งเขาไปสู่ประตูแห่งความตาย
ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจของทารกน้อยอันเจียหลินตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่า…
‘ถ้าข้าปล่อยให้พวกเขาดำเนินชีวิตไปตามสัญชาตญาณต่ำช้าแบบนี้ข้าเองก็จะพลอยซวยไปด้วย ไม่ถูกทิ้งให้หนาวตายในคืนนี้ก็ต้องโตมาเป็ลูกอาชญากรที่มีจุดจบไม่ต่างกัน แล้วแบบนั้นข้าจะหวนคืนสู่สรวง์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างไรกัน’
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเซียนหญิงพันปีตื่นขึ้นนับจากได้เห็นนิมิตทั้งหมดเธอรวบรวมพลังปราณวิเศษสายสุดท้ายที่ติดตัวมาเพ่งสมาธิส่งกระแสความคิดออกไปหาคนตรงหน้า
[แม่จ๋า…แม่คิดจะทิ้งหนูแล้วหนีไปกับผู้ชายคนอื่นใช่ไหม? แต่ก่อนจะจากไปหนูอยากให้แม่ลองคิดทบทวนดูให้ดี ๆ ว่าเขาคนนั้นจะดีกับแม่จริง ๆ หรือเปล่าและแม่คิดว่าเขาจะรักแม่จริง ๆ งั้นเหรอ?]
เสียงเด็กหญิงตัวน้อยดังกังวานขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่ใช่เสียงจากภายนอกแต่เป็เสียงที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะของจ้าวเฟยเฟยโดยตรงจ้าวเฟยเฟยที่กำลังเอนตัวพิงหัวเตียงพลางผ่อนลมหายใจรวยรินพลันสะดุ้งเฮือกจนตัวโยน เธอเบิกตากว้างหันซ้ายหันขวาด้วยความตื่นตระหนกใ
[ผู้ชายพวกนั้นไม่จริงใจกับแม่หรอกเขาจะหลอกแม่ไปตายนะ เขาจะเลี้ยงแม่ไว้เป็เมียน้อยรอวันทิ้งขว้าง อีก 3 ปีเมียหลวงของเขาจะตามมาเจอ ผู้หญิงคนนั้นเธอโหดมากนะแม่เธอจะเอาน้ำร้อนสาดหน้าแม่! หน้าสวย ๆ ของแม่จะเละเน่าพุพองกลายเป็หน้าผี!จมูกแม่จะแหว่งเบี้ยวผิดรูป! ขาของแม่จะหักสองข้าง!]
"นี่เสียงบ้าอะไรเนี่ยมะ...ไม่..." จ้าวเฟยเฟยยกมือขึ้นกุมใบหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติทั้งที่อากาศหนาวขนาดนี้ เหงื่อที่ไม่ควรไหล ดันไหลซึมเต็มแผ่นหลังของเธอ
"ฉันจะหน้าเละ?ฉันจะมีหน้าเหมือนผีงั้นเหรอ?"
[ถูกต้องแม่จะต้องนอนหนาวตายข้างกองขยะ แย่งข้าวหมากิน ไม่มีใครฝังศพให้สภาพน่าสมเพชที่สุด! สวยแต่โง่ก็มีจุดจบแบบนี้แหละ!]
ถ้อยคำตำหนิติเตียนที่เจ็บแสบราวโดนน้ำร้อนลวกทำให้จ้าวเฟยเฟยตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว เธอเป็คนรักสวยรักงามยิ่งชีพความตายยังไม่น่ากลัวเท่าความอัปลักษณ์
การที่จู่ ๆ ได้ยินเสียงในหัวบรรยายฉากจบที่น่าสยดสยองเช่นนี้ทำให้เธอเสียขวัญจนสติแทบหลุด ในขณะเดียวกันอันฉู่อี้ที่นั่งโง่ ๆ อยู่มุมห้องต่างก็ได้ยินเสียงแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในหัวเช่นเดียวกัน
[พ่อจ๋า…พ่อคิดว่าหนีไปคนเดียวแล้วจะรอดเหรอ? พ่อจะไปเข้าแก๊งค้าของเถื่อนสินะ]
อันฉู่อี้ที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับชะงักกึกแทบหยุดหายใจแผนการนี้เขาไม่เคยบอกใครมาก่อน แล้วเสียงเล็ก ๆนั่นรู้เท่าทันความคิดของเขาได้ยังไงกัน
‘นั่นใครพูด!เสียงของใคร?’ อันฉู่อี้ะโลั่นในใจอย่างไร้เสียงแต่ทว่าปลายทางกลับได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว
[นี่คือเสียงของอันเจียหลินลูกสาวของพ่อไง]
[ฟังนะพ่อ!หนีไปคราวนี้ พ่อจะได้เป็ใหญ่เป็โตแน่ แต่ก็แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น อีก 5ปี พ่อจะโดนล้อมจับ! ตำรวจร้อยนายล้อมูเา!พ่อจะถูกลากไปยิงเป้ากลางเมือง! ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างหัวเราะเยาะให้กับความตายของพ่อ]
เมื่อสิ้นเสียงพูดของเด็กทารกน้อยภาพนิมิตของการถูกปะา ความเ็ปของะุที่เจาะเข้ากะโหลกและเสียงด่ากราดสาปแช่งของผู้คน ต่างถูกส่งผ่านกระแสจิตของอันเจียหลินเข้าสู่โสตสมองของอันฉู่อี้โดยตรง
และสิ่งนี้มันก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลิ่นเขม่าดินปืนและได้กลิ่นคาวเืของตัวเองลอยคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูกจนฉุนกึกชวนอาเจียน
[ทันทีที่เสียงปืนดังปัง!พ่อจะสมองกระจาย! พ่อจะตายตกกลายเป็ผีไร้ญาติ!เพราะความี้เีและความเห็นแก่ตัวของพ่อในวันนี้แท้ ๆเลยนำพาให้พ่อมีจุดจบแบบนั้น ถ้าพ่อไม่ลุกไปหาฟืนตอนนี้พ่อก็เริ่มนับถอยหลังสู่วันปะาได้เลย!]
"ยิงเป้า…สมองกระจาย… ตายตกกลายเป็ผีไร้ญาติ…" อันฉู่อี้พึมพำเสียงสั่น ลำคอแห้งผากเบ้าตาเบิกโพลง เมื่อนึกถึงจุดจบอันน่าสังเวชของตัวเองเขาก็ออกอาการขนลุกขนชันไปทั้งตัว
สองสามีภรรยาลอบมองหน้ากันเลิ่กลั่กต่างฝ่ายต่างเห็นความหวาดผวาในแววตาของอีกฝ่าย พวกเขาไม่ได้ยินเสียงของกันและกันแต่ปฏิกิริยาตอบสนองนั้นเหมือนกันราวกับจับวาง
"ฉู่อี้...แก...แกก็ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม?"จ้าวเฟยเฟยถามเสียงสั่นเครือเธอมองไปที่ทารกน้อยที่นอนตาแป๋วอยู่ในห่อผ้าผืนเน่า ๆ
อันฉู่อี้ไม่ตอบแต่พยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาแข็งค้าง"ยิงเป้า...เสียงบ้านั่นมันบอกว่า… ฉันจะถูกยิงเป้า..."ชายหนุ่มเอ่ยกับภรรยาด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยนิด ๆ
"ส่วนของฉันมันข่มขู่ว่าฉันจะหน้าเละ… ฉันจะมีหน้าเหมือนผี… ฉันจะนอนหนาวตายข้างถนน"
จ้าวเฟยเฟยพึมพำซ้ำ ๆด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอยไม่ได้ต่างจากคนเป็สามีเธอหันมองลูกสาวตัวน้อยด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความรักไม่ใช่ความผูกพัน แต่เป็ความรู้สึกทึ่งระคนประหลาดใจ
‘ถ้าฉันทิ้งเด็กคนนี้ไปฉันจะมีจุดจบแบบนั้นจริง ๆ เหรอ?’
ความกลัวตายและกลัวความอัปลักษณ์ของหญิงสาวมีอานุภาพรุนแรงกว่าความเกลียดชังที่ฝังอยู่ในใจของหล่อนหลายสิบเท่าตัวจากที่จ้าวเฟยเฟยเคยรู้สึกเกลียดชังมารหัวขนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ลูกสาวของหล่อนเองตอนนี้กลับรู้สึกเหมือนว่าทารกน้อยตรงหน้าเป็เครื่องรางป้องกันภัยของหล่อนซะงั้น
จ้าวเฟยเฟยกัดฟันข่มความเ็ปเอื้อมมืออันสั่นเทาไปคว้าตัวอันเจียหลินเข้ามาสวมกอดแนบอก
"นั่นเสียงของแกใช่ไหม…บอกแม่มาเดี๋ยวนี้” จ้าวเฟยเฟยเอ่ยถามทารกน้อยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
[ใช่…เสียงของลูกเอง…] อันเจียหลินเอ่ยตอบผ่านกระแสจิตเสียงนั้นดังก้องอยู่ในหัวของจ้าวเฟยเฟย
“ไม่…ฉันจะไม่ยอมหน้าเละเด็ดขาด" เธอกระชับกอดลูกแน่นขึ้นพยายามถ่ายเทความอบอุ่นจากร่างกายอันผอมแห้งเข้าสู่ร่างน้อย ๆ ของทารก "ฉะ ฉันจะไม่หนีไปไหนฉันจะเลี้ยงแกไว้ก็ได้… แต่แกต้องช่วยฉันนะ อย่าให้ฉันมีจุดจบแบบนั้นเด็ดขาด"จ้าวเฟยเฟยเอ่ยกับลูกสาวในอ้อมอก
อันเจียหลินที่ถูกดึงเข้าไปซุกในอ้อมกอดอุ่นๆ ของแม่ แอบยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยต่อให้กลิ่นตัวของแม่จะไม่ได้หอมหวลเหมือนกลิ่นของดอกเถาฮวาบนสรวง์ก็ไม่เป็ไรขอแค่อันเจียหลินเปลี่ยนความคิดของพ่อแม่ได้สำเร็จ ไม่ว่าอะไรก็ดีทั้งนั้น!
‘ดีมาก!ดีมาก ๆ กลัวเข้าไว้ ยิ่งกลัว พวกเ้าก็ยิ่งต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองและยิ่งต้องฟังคำสั่งของข้า’
ด้านของอันฉู่อี้เอาแต่นั่งเหม่อ ลูกตาโหลเหลเลื่อนลอยเหมือนคนสติไม่สมประกอบเขามองไปที่เตาไฟที่เกือบจะดับสนิทแล้ว เหลือเพียงผงขี้เถ้าสีส้มอ่อน ๆให้ดูต่างหน้า
ในหัวของเขายังคงเต็มไปด้วยคำว่า‘ยิงเป้า’ ลอยวนไปวนมาไม่หยุดไม่หย่อนเขาไม่อาจสลัดคำพูดนั้นออกจากหัวได้จริง ๆ
ความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในห้องในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็ลางบอกเหตุของความตายที่คืบคลานใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ความตายในที่นี้ไม่ใช่การถูกยิงเป้า หรือการถูกทำให้ขาหักและเสียโฉมแต่มันคือการนอนหนาวตายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างหากล่ะ
[พ่อจ๋า…ถ้ายังไม่อยากหนาวตายอยู่ที่นี่ งั้นก็รีบไปหาฟืนเร็ว ๆ เข้า ถ้าพ่อปล่อยให้หนูกับแม่นอนหนาวตายอีกไม่นานพ่อก็ต้องตายไปกับพวกเราด้วย หนูรักพ่อ… หนูจะเอาพ่อไปอยู่ด้วย…จะไม่ทิ้งพ่อไว้ข้างหลังเด็ดขาด]
เสียงเด็กน้อยดังขึ้นในหัวของอันฉู่อี้อีกครั้งคราวนี้ไม่ใช่เสียงร่ายพรรณนาถึงจุดจบอันบัดซบของเขาแต่เป็การร้องขอด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่แฝงไปด้วยความอำมหิต!
เมื่อได้ยินเสียงนั้นอันฉู่อี้สะดุ้งโหยงรีบดีดตัวลุกขึ้นยืนทันทีความคิดที่จะทิ้งให้ลูกเมียนอนรอความตายอยู่ที่นี่หรือคิดจะหนีเอาตัวรอดเพียงคนเดียวพลันสลายหายวับไปกับตา ตอนนี้เขากลัวว่าถ้าเขาไม่เร่งมือทำอะไรสักอย่างจุดจบที่น่าสยดสยองอย่างการถูกยิงเป้านั่นจะกลายเป็จริงขึ้นมาเสียแล้ว!
"ฟืน…ต้องหาฟืน..." เขาพึมพำเหมือนคนเสียสติ "ฉันไม่อยากตายไม่อยากโดนยิงเป้า… ฉันจะไม่หนี ไม่หนีเอาตัวรอดคนเดียวเด็ดขาด"
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคว้าขวานเก่าบิ่นๆ ที่วางอยู่หน้าประตูทางเข้า แล้วสวมหมวกขนสัตว์ใบเก่งอย่างทะมัดทะแมงจากนั้นออกแรงผลักประตูบ้านอย่างรีบร้อน
เขาฝ่าพายุหิมะออกไปทันทีโดยไม่คิดชีวิตลมพายุด้านนอกกระโชกแรงจนร่างของเขาเซถลาเกือบล้มเสียหลัก แต่ทว่าอันฉู่อี้กัดฟันสู้เขาต้องรอด ต้องเปลี่ยนชะตาชีวิตบัดซบนี้ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อลูกเมียแต่เพื่อตัวเขาเองที่จะไม่ต้องไปคุกเข่ารอความตายอยู่กลางลานปะาตามเสียงในหัวนั่น!
เมื่ออันฉู่อี้จากไปแล้วภายในห้องเล็ก ๆ ก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจอ่อน ๆของจ้าวเฟยเฟยและเสียงหัวใจดวงเล็ก ๆ ของอันเจียหลินที่เต้นสลับกันไปมา
ทารกน้อยในอ้อมกอดแม่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายถึงจะเป็ความอบอุ่นที่เกิดจากความเห็นแก่ตัวและความหวาดกลัวของมารดาตัวร้ายแต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกมนุษย์แห่งนี้
อันเจียหลินคลี่ริมฝีปากยกยิ้มจางๆ และค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงด้วยความอ่อนเพลียจากการใช้พลังจิตมากเกินไปเธอพึงพอใจกับผลงานชิ้นแรกมากจริง ๆ
ครอบครัวนี้ขับเคลื่อนไม่ได้ด้วยความรักหรือศีลธรรมแต่ขับเคลื่อนได้ด้วยความกลัว
‘เอาเถอะ’ เธอคิดในใจก่อนจะดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ‘จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง ขอแค่พวกเ้ายอมขยับตัวทำมาหากิน ข้าก็พอใจแล้วส่วนเื่ดัดนิสัย ไว้ค่อย ๆ จัดการทีหลังก็ยังไม่สาย’