(จบ) พลิกตำนานสามก๊ก

    บทที่ 32 กองทัพศัตรูบุกมาอย่างฉับพลัน

    บทที่ 32 กองทัพศัตรูบุกมาอย่างฉับพลัน


    จากการต่อสู้ติดต่อกันเป็นระลอก เล่าเจี้ยงก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสงครามทีละน้อย


    แม้ผู้บัญชาการหนุ่มจะยังคงดูการต่อสู้อยู่ด้านนอก กระนั้นเขาก็ไม่รู้สึกพะอืดพะอมอีกแล้ว


    ภายใต้วีรกรรมอันกล้าหาญของฮองตงและไพร่พล กองทัพจึงได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า


    ขวัญกำลังใจของพวกทหารเพิ่มสูงขึ้น ไม่เหมือนทหารเหลือเดนเมื่อครู่อีกต่อไป! ในเวลาเดียวกันก็เกิดความเย้ยหยันต่อพวกกบฏ


    โจรโพกผ้าเหลืองก็ไม่เท่าไรนี่!


    เสียงนี้ดังก้องไปทั่วกองทัพ ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้น แม้แต่ฮองตงกับคนอื่น ๆ ก็เปล่งวาจาเช่นเดียวกัน


    สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ภายในใจของเล่าเจี้ยงมีความรู้สึกนี้อยู่ด้วย


    หนุ่มน้อยถึงขั้นนึกเกมสามก๊กในชาติก่อนขึ้นมา กองทัพโพกผ้าเหลืองก็อ่อนแอเช่นนี้เหมือนกัน


    ทหารหยิ่งทระนงคือภาพที่แท้จริงของกองทัพเล่าเจี้ยง


    ตำราพิชัยสงครามกล่าวว่า ทหารอวดเก่งจักต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!


    แล้ววิกฤตที่แท้จริงก็มาถึง…


    กองทัพของเล่าเจี้ยงกำลังต่อสู้กับโจรโพกผ้าเหลืองมากกว่าหนึ่งพันคน!


    ด้วยความกล้าหาญของพวกฮองตง กองทัพโพกผ้าเหลืองจึงถูกตีแตกพ่ายจนล่าถอยไปอย่างต่อเนื่อง


    หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น อย่างมากหนึ่งชั่วยาม การรบก็จะสิ้นสุดลง


    เล่าเจี้ยงดูการต่อสู้อยู่ข้างนอกอย่างอารมณ์ดี


    ดูเหมือนการสู้รบในวันนี้คงไม่มีความวิตกกังวลอะไรแล้ว


    ไม่รู้จริง ๆ ว่าในประวัติศาสตร์ จูฮี หนึ่งในสามแม่ทัพปราบกบฏพ่ายให้แก่โปไฉ แม่ทัพของกบฏโพกผ้าเหลืองได้อย่างไร!


    ทัพสองพันคนของข้ายังคงโจมตีอย่างราบรื่นอยู่เลย!


    อีกอย่างข้าก็ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในสนามรบได้แล้ว


    ศึกหน้า! ข้าจะเข้าร่วมการต่อสู้อย่างแน่นอน!


    เมื่อนึกถึงตัวเองก้าวออกมาจากความกลัวสงครามได้แล้วก็จะโด่งดังในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน!


    มุมปากของเล่าเจี้ยงยกขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ความพึงพอใจเขียนไว้เต็มบนใบหน้าเขาแล้ว


    “ฆ่ามัน…!”


    ทันใดนั้นมีเสียงตะโกนฆ่าดังมาจากด้านหลัง ซึ่งทำให้เล่าเจี้ยงตัวสั่นด้วยความตกใจ


    เขาหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ซึ่งด้านหลังปรากฏกองทัพโพกผ้าเหลืองเต็มไปหมด


    มีทหารโพกผ้าเหลืองจำนวนมากมาหนุนทัพ จนเสียงโห่ร้องดังก้องไปทั่วสนามรบ


    “ฆ่ามัน ย้า!!!”


    ตอนที่เล่าเจี้ยงอึ้งค้างอยู่นั้น คนโพกผ้าเหลืองจำนวนมากก็กรูกันเข้ามา


    คนเหล่านี้ติดอาวุธดิบดี แต่งกายแบบเดียวกัน ไม่เหมือนพวกโพกผ้าเหลืองที่ถูกกวาดล้างจนแตกพ่ายไปก่อนหน้านี้


    ผู้นำสวมชุดเกราะสีดำ ขี่ม้าสีดำ ถือขวานใหญ่อยู่ในมือ และสั่งการให้กองทัพโพกผ้าเหลืองจู่โจมไปข้างหน้า


    กลุ่มโพกผ้าเหลืองที่อ่อนแออยู่แล้ว เห็นการมาถึงของกองกำลังเสริม พลันทำให้ขวัญกำลังใจของพวกเขาเพิ่มขึ้น!


    “พี่น้องทั้งหลาย กองกำลังเสริมมาถึงแล้ว ยามนี้พวกทหารทางการถูกล้อมไว้แล้ว ฆ่าพวกมันซะ!”


    กองทัพโพกผ้าเหลืองที่ถูกปราบปราม ได้ยินคำว่ากองกำลังเสริม ก็ปลุกเร้าจิตวิญญาณขึ้นมาทันที และเริ่มโต้กลับอย่างดุดัน


    "แย่แล้ว!"


    ไทสูจู้ตกใจเมื่อเห็นกองทัพโพกผ้าเหลืองจำนวนมากกรูกันเข้ามาฆ่าเล่าเจี้ยงจากทางด้านหลัง


    “เอ้อร์ไหล ปกป้องนายท่าน!”


    เตียนอุยละทิ้งกองทัพโพกผ้าเหลืองที่อยู่ตรงหน้า แล้วรีบเข้าไปหาเล่าเจี้ยงพร้อมทหารใต้บังคับบัญชาทันที


    การล่าถอยของพยัคฆ์ทวนคู่ทำให้วงล้อมสลายไปทันใด กองทัพโพกผ้าเหลืองหลั่งไหลกรูกันเข้ามาปิดช่องว่างของเตียนอุย


    กองทัพโพกผ้าเหลืองที่มีขวัญกำลังใจเพิ่มสูงขึ้นเหมือนคลุ้มคลั่งมิปาน ไทสูจู้กับฮองตงก็เองกดดันมากขึ้น


    กองทัพเล่าเจี้ยงคุ้นเคยกับการต่อสู้แบบราบรื่น หลังจากถูกล้อม พวกเขาก็เริ่มตื่นตระหนกทันที


    ตอนนี้ทัพผู้บัญชาการเล่าถูกบีบทั้งด้านหน้าด้านหลัง มีแววว่าจะถูกปิดล้อม ขวัญกำลังใจก็ลดฮวบ


    โชคดีที่ฮองตงตะโกนอย่างสุดชีวิตเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ ถึงกระนั้นก็ยังมีวี่แววที่กองทัพจะแตกอยู่ดี


    ฮองตงกับไทสูจู้กลัวว่าเล่าเจี้ยงจะพลาดท่า จึงพาเหล่าทหารเข้าไปอารักขาผู้บัญชาการอย่างช้า ๆ


    พวกทหารทางการถอยไปหนึ่งก้าว พวกโพกผ้าเหลืองก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตมากขึ้นเรื่อย ๆ


    “ฟ้าครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองขึ้นแทนที่ ปีชวดนี้แล ใต้ฟ้ารุ่งเรือง!”


    แม่ทัพชุดเกราะสีดำของกองทัพโพกผ้าเหลืองกำลังตะโกนคำขวัญของลัทธิเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจ


    หลังจากกองทัพโพกผ้าเหลืองได้ยินก็ยิ่งบ้าคลั่ง และยิ่งกู่ร้องบุกโจมตีกระหน่ำมากขึ้น


    เสียงตะโกนจากทุกสารทิศกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่บดขยี้กองทัพหลวง พวกทัพทางการเริ่มแตกซ่าน และยิ่งมีคนหลบหนีมากขึ้นเรื่อย ๆ 


    เล่าเจี้ยงยังคงค้างอยู่กับที่อย่างสิ้นหนทาง ทหารโพกผ้าเหลืองตรงหน้ากำลังจะเข้ามาปลิดชีพแล้ว พวกเตียนอุยที่อยู่เบื้องหน้าก็กำลังพยายามกลับมาคุ้มกันนายท่านอย่างสุดชีวิต


    จะทำอย่างไรดี? จะทำอย่างไรดี!


    เล่าเจี้ยงวิตกกังวลมาก ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬ


    ตอนนั้นเอง ทหารหลายสิบนายต่างมารวมพลรอบตัวผู้บัญชาการเล่า ตั้งค่ายกลป้องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมสองรูปทับซ้อน เป็นพวกพลคุ้มกันที่ได้รับการฝึกฝนโดยฮองตงเอง


    ด้วยการฝึกฝนมาหลายปีทำให้พลคุ้มกันเหล่านี้ชำนาญเป็นพิเศษ พวกเขาตั้งค่ายกล และโจมตีกลับทันที


    ลูกเกาทัณฑ์นับร้อยถูกยิงออกไปในชั่วพริบตา กองทัพโพกผ้าเหลืองร่วงลงเป็นใบไม้ทันที! ความเร็วในการเคลื่อนทัพลดลงอย่างรวดเร็ว


    แม่ทัพโพกผ้าเหลืองชุดเกราะดำโกรธจัด สั่งกองทัพทั้งหมดรุกต่อไปทันที


    พลคุ้มกันของเล่าเจี้ยงมีจำนวนไม่ถึงร้อยคน ในขณะที่กองทัพโพกผ้าเหลืองมีจำนวนเป็นพัน ไม่นาน ซองเกาทัณฑ์ก็ว่างเปล่า!


    ทหารโพกผ้าเหลืองพุ่งมาถึงตรงหน้าเล่าเจี้ยงแล้ว พวกพลคุ้มกันโยนเกาทัณฑ์ทิ้งและชักดาบออกมาสู้ระยะประชิด พยายามต่อต้านอย่างสุดชีวิตเพื่อขัดขวางทหารโพกผ้าเหลืองไม่ให้เข้าใกล้ผู้บัญชาการ


    ทว่าพลคุ้มกันจะเกรียงไกรแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ เพราะจำนวนคนมากเกินไปจนมีผู้คนล้มลงเรื่อย ๆ


    “เอ้อร์ไหล จืออี้ รีบพานายท่านออกไปเร็ว ข้าจะอยู่รั้งท้ายเอง!”


    เมื่อเห็นว่าสถานการณ์วิกฤตจนยากที่จะพลิกกลับ ฮองตงจึงตัดสินใจรั้งท้ายไว้ เพื่อให้เล่าเจี้ยงหลบหนี


    ไทสูจู้กับเตียนอุยต่างก็ร้อนรนจนเหงื่อตกเช่นกัน ทั้งคู่ถูกทหารหลายคนล้อมไว้จนหลบเลี่ยงได้ยาก


    เตียนอุยผู้บ้าคลั่งกวัดแกว่งทวนคู่อย่างดุดัน โดยมีไทสูจู้คอยระวังหลัง


    ทั้งหมดนี้ตกอยู่ในสายตาของเล่าเจี้ยง


    แต่เด็กหนุ่มในตอนนี้หัวขาวโพลนไปหมด ตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวสุดขีด


    จนถึงจุดที่ควบคุมร่างกายไม่ได้ แม้แต่แรงจะขยับนิ้วก็ยังไม่มี


    ดาบใหญ่ในมือของเขาหนักอึ้ง ราวกับจะหลุดมือได้ทุกเมื่อ


    จบแล้วหรือ?


    คล้ายกับเรื่อง(จบ) พลิกตำนานสามก๊ก ที่คุณอ่าน