เหมือนดั่งเช่นทุกวัน ฮายอนมักนั่งอยู่ในเรือนพลางอ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าด้วยท่าทีสงบนิ่ง
หลังจากจองอิมฟื้นขึ้นมาอยู่ในร่างของคุณหนูฮายอน ก็เป็เวลากว่าสองเดือนแล้ว การถอนหมั้นนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกนางแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน นางดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มก็ค่อยๆ มีมากขึ้น กับคนอื่นๆในตระกูลซอนั้นก็ถือว่าเป็ไปด้วยดีในระดับหนึ่ง เหล่าบรรดาฮูหยินและพี่สาวคนอื่นๆ ดูเหมือนว่าจะเงียบหายหน้าไป ไม่มายุ่งวุ่นวายกับนางมาตลอดเดือนดุจดั่งกบจำศีลก็ไม่ผิด อาจจะเพราะว่านางมีท่านพ่อ และท่านยายคอยมาดูแลอยู่ใกล้ๆตลอด พวกนางจึงไม่มีโอกาสจะกลั่นแกล้งนางก็เป็ได้
ส่วนบ่าวไพร่ในจวน ก็ต่างให้ความเคารพนับถือ ยำเกรงนางทั้งนั้น ทั้งหมดล้วนเป็เพราะนางไม่วางอำนาจ ไม่เ้าอารมณ์ แม้ว่าจะมีนิสัยเ็าอยู่บ้างก็ตาม
'ชาตินี้ ข้าจะต้องมีชีวิตที่สุขสำราญยิ่งกว่าผู้ใดบนโลกนี้' จองอิมรำพึงกับตัวเองในใจ
ระหว่างที่คนตระกูลซอ กำลังดื่มด่ำกับความสุข ด้วยคิดว่าเื่ร้ายทุกอย่างได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ก็มีขันทีผู้หนึ่งนำราชโองการจากองค์จักรพรรดิมามอบให้ นับเป็การทำลายความสงบทั้งหมดไปจนสิ้น
แม่ทัพซอ ฮูหยินใหญ่และคนของตระกูลซอทั้งหมด ยกเว้นซอฮายอนเท่านั้น ได้มารวมตัวกันที่โถงรับรอง เพื่อรับราชโองการ
“องค์จักรพรรดิมีรับสั่งให้ฮายอนต้องไปเข้าร่วมงานแข่งขันยอดบุปผางามที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า” แม่ทัพซอกล่าวด้วยความกังวลยิ่งหนัก
“นี่มิใช่เป็การหาเื่ให้ตระกูลซอเป็ที่จับตามองของผู้คนหรอกหรือ?” ฮูหยินใหญ่รู้สึกโมโหพลางเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“แม้ว่าฮายอนตอนนี้จะหายสติฟั่นเฟื่อนแล้ว อีกทั้งยังรูปโฉมงดงามไม่แพ้สตรีคนใดก็ตาม ทว่างานแข่งขันยอดบุปผางามนั้น ไม่ได้แข่งกันที่ความงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแข่งกันที่ความสามารถด้วย ตอนนี้มีเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ฮายอนจะสามารถเรียนรู้อะไรได้?” ฮูหยินรองที่อยู่ด้านข้างกล่าวด้วยสีหน้าคล้ำขึ้นเช่นกัน
แม่ทัพซอนั้นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขารู้สึกหนักใจเป็อย่างมาก ถึงแม้ว่าฮายอน เมื่อครั้งเยาว์วัยจะได้เรียนรู้ทักษะหลายอย่างทั้งการดีดพิณ ร่ายรำ วาดภาพ และอีกมากมาย จากผู้เป็มารดา และท่านอาจารย์ที่เขาสรรหามาสอนนาง แต่ว่านางนั้นสติฟั่นเฟื่อนไปหลายปี และถ้าหากเทียบกับหญิงงามผู้มากด้วยปัญญาจากทั้งสามเมืองที่งานแข่งขันยอดบุปผางามแล้ว เกรงว่านางจะกลายเป็ตัวตลกให้พวกนั้นล้อเลียนเป็แน่
แต่เดิมตระกูลซอก็ตกต่ำอยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะแม่ทัพซอมีความสามารถเก่งกาจ และถืออำนาจทหารไว้ในมืออยู่มาก เกรงว่าตอนนี้นั้นตระกูลซอคงไม่เหลือแม้แต่ชื่อเสียแล้ว
ถ้าหากว่าฮายอนได้สร้างเื่อับอายขายขี้หน้าให้กับเมืองชิลลาอีก เกรงว่าองค์จักรพรรดิคงไม่มีทางยอมปล่อยตระกูลซอ แต่ว่าตอนนี้ ทุกคนล้วนอับจนหนทาง ทำได้เพียงแค่ลองดูไปทีละก้าวเท่านั้น
'เฮ้อ...เวลาหนึ่งเดือน ต่อให้เป็อัจฉริยะก็ไม่อาจเรียนรู้ได้มากเท่าใดนัก' ทุกคนคิดอย่างกังวล
---
ณ ห้องพักในจวนแม่ทัพ
“น้องเล็ก เื่ที่องค์จักรพรรดิทรงออกราชโองการมา ท่านพ่อยังไม่ได้บอกเ้าใช่หรือไม่ เกี่ยวกับงานแข่งขันยอดบุปผางาม...” ซอชอลซูผู้เป็บุตรคนโตของฮูหยินใหญ่กำลังนั่งอยู่ด้านข้างของฮายอน เขาเอ่ยถามนางออกมาด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา ใบหน้าฉายแววกังวลออกมาเล็กน้อย
สำหรับน้องสาวที่พึ่งฟื้นคนนี้ของตน พวกเขาล้วนแต่เห็นนางเป็ดั่งไข่มุกล้ำค่า ต้องประคองไว้ในอุ้งมือไม่ให้ได้รับอันตรายใดๆ
“งานแข่งขันยอดบุปผางาม?” ฮายอนที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือก็เงยหน้าขึ้นมามองเขา
เมื่อเห็นวงคิ้วและดวงตาที่เรียวงามของฮายอนประกอบกับใบหน้าที่เล็กน่ารักของนางแล้ว ดวงตาของซอชอลซูก็มีประกายกังวลปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง ไม่นานเขาก็สะกดอารมณ์ตัวเองลง รูปร่างที่ผอมบางของฮายอน ทำให้ซอชอลซูที่เห็นบุคลิกที่สง่างามของสาวงามเมืองชิลลาจนเคยชินนั้น รู้สึกถึงความแปลกใจที่งดงาม เมื่อก่อนฮายอนได้แต่พักอยู่ในห้องตัวเองพร้อมกับสติที่ฟั่นเฟื่อน ทำให้เขามิเคยได้สังเกตนางดีๆ มาก่อน
ตอนนี้นางกลับเป็เหมือนไข่มุกล้ำค่าของตระกูลซอ แน่นอนว่าจะต้องดึงดูดความสนใจของทุกคน โฉมหน้าของฮายอนในตอนนี้เรียกได้ว่างดงามมีเสน่ห์อย่างไร้ผู้เทียบเทียม กระทั่งองค์หญิงอูลินผู้ซึ่งเคยได้รับตำแหน่งยอดบุปผางามเมื่อปีก่อน หากมายืนอยู่ข้างนางแล้วก็ยังดูด้อยกว่ามากนัก
“ใช่แล้ว องค์จักรพรรดิทรงมีราชโองการว่าหนึ่งเดือนหลังจากนี้ ให้เ้าไปร่วมลงแข่งในงานแข่งขันยอดบุปผางาม พระองค์ตรัสว่าในเมื่อทางเมืองแพ็กเจได้ถอนหมั้นเ้าไปแล้ว สู้ไปเลือกคู่ครองใหม่ในวันนั้นแทนไม่ดีกว่าหรือ”
ฮายอนยิ้มออกมาอย่างเ็าแวบหนึ่ง นางมิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนกหรือกังวลใจ และก็มิได้แสดงท่าทีหงุดหงิดโมโห ทำเพียงแค่พยักหน้านิ่งๆ ยอมรับความจริงเื่นี้อย่างไม่มีข้อกังขา
“น้องเล็ก...เ้าไม่กังวลเลยหรือ? องค์จักรพรรดินั้นตั้งใจที่จะ...” ซอชอลซูเอ่ยมาได้ครึ่งหนึ่งแล้วก็หยุดลง เขาไม่อยากให้คำพูดของตนทำร้ายน้องสาวผู้นี้
“ตั้งใจจะิ่หยามตระกูลซอ” ฮายอนกลับเอ่ยต่อประโยคเมื่อครู่ มุมปากกระดกยิ้มเย็นขึ้น ทว่าในแววากลับไร้ซึ่งความใส่ใจ
ถ้าหากพูดถึงความสามารถแล้ว จางจองอิมที่มีชีวิตมายี่สิบกว่าปี พิณหมากอักษรภาพวาดก็เรียนมาแล้วเป็สิบกว่าปี ยังไม่นับวิชาแพทย์ที่ได้รับมาจากท่านแม่อีกหลายส่วน นางคิดว่าต่อให้ตนไม่อาจตำแหน่งยอดบุปผางาม ก็ไม่มีทางจะทำให้ตระกูลซอขายหน้าอย่างแน่นอน
เดิมซอชอลซูคิดว่าน้องสาวจะรู้สึกกังวล หรือวหวาดกลัว กับการลงแข่งในงานนี้ เพราะถึงอย่างไรความกดดันในงานแข่งขันยอดบุปผางามนั้นก็มีมากนัก อีกทั้งฮายอนยังถูกผลักออกไปให้เป็จุดสนใจอีกด้วย
“คิดมิถึงว่าคุณชายยองกี จะโเี้ได้ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็อย่าโทษที่ข้าฮายอนไม่เกรงใจก็แล้วกัน” ฮายอนกล่าวด้วยแววตาขุ่นเคือง
นางนั้นมิใช่คนประเภทที่จะใจดีกับผู้อื่น ชาติก่อนนางโดนดูถูกเหยียบย่ำดั่งขยะชิ้นหนึ่งก็ไม่ปาน ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำนางได้อีกเป็อันขาด
“เห๊อะ! คุณชายยองกี... แล้วเราจะได้เห็นดีกัน” ฮายอนกล่าวด้วยแววตามุ่งหมั่น
เมื่อได้ยินคำพูดของฮายอน ซอชอลซูก็นิ่งอึ้งไป เขาไม่รู้ว่าน้องสาวที่พึ่งฟื้นได้สติของตนนั้นมีความมั่นใจเท่าใด ในการจัดการกับคุณชายยองกี แต่ว่าดูจากแววตารวมถึงรัศมีของบารมีที่แผ่ออกมาจากตัวนางแล้ว เขากลับรู้สึกได้ถึงความมั่นใจและความแข็งแกร่งในตัวนาง เห็นฮายอนเป็เช่นนี้ ก็ทำให้ซอชอลซูรู้สึกว่าความมั่นใจของตนเองพุ่งขึ้นสูงเช่นกัน
---
เมืองแพ็กเจ จวนท่านเ้าเมือง
“่นี้ตระกูลซอไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นเลยหรือ?” คุณชายยองกี มองไปที่โดกี มุมปากกระดกยิ้มที่แฝงด้วยความไม่พอใจออกมา
สำหรับท่าทีในวันที่ถอนหมั้นของฮายอนนั้น เขาก็รู้สึกค้างคาใจมาโดยตลอด หากมิใช่เพราะอำนาจของเมืองชิลลาตอนนี้เทียบมิได้กับเมืองแพ็กเจ เกรงว่าเขาจะต้องยอมรับในการอภิเษกครั้งนี้อย่างไม่มีทางเลือกแล้ว
เมื่อคิดว่าจะต้องแต่งหญิงสติฟั่นเฟื่อนเป็ชายา ใจของเขาก็เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ดวงตาฉายแววรังเกียจขึ้นอย่างมาก หญิงสติฟั่นเฟื่อนเช่นนั้นหรือจะมาครองคู่กับเขาผู้เป็ถึงบุตรชายคนเดียวของเ้าเมืองแพ็กเจ นี่ช่างเป็เื่ที่น่าขันเป็ที่สุด
“เวลาเพียงหนึ่งเดือน ต่อให้เป็คนธรรมดาก็ไม่อาจเรียนรู้อะไรได้อย่างชำนาญ ยิ่งมิต้องพูดถึงคนสติฟั่นเฟื่อนเช่นนาง เมื่อถึงเวลานั้นพวกเราคงได้ชมละครสนุกเป็แน่” โดกีกล่าว พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย
แต่ในดวงตากลับปรากฏภาพของสตรีตระกูลซอในวันนั้นขึ้นมาแวบหนึ่ง เขาไม่อยากเชื่อว่าคนผู้นั้นคือคุณหนูซอฮายอน แต่กลับไม่อาจลืมนางไปได้ เพราะว่านางมีท่วงท่าและบารมีที่โดดเด่นไม่เหมือนผู้อื่น
“ฮ่าๆๆ...” คุณชายยองกีหัวเราะออกมาอย่างดัง สิ่งที่เขาอยากได้ก็คือการทำให้ตระกูลซอขายหน้า ให้พวกเขาไม่อาจเงยหน้าขึ้นมองผู้ใดได้อีกในแผ่นดินนี้