ตอนที่53 ตัวเลือกที่คิดหนัก
เพราะเสียงคำรามและแรงลมที่รุนแรงจากเสียงตะโกนของยักษ์วิรุฬกัณฐ์กล้วยจึงได้ตื่นขึ้นมาและหลุดออกมาจากทุ่งดอกไม้หนามกลับมาสู่โลกปกติดังเดิม.......
“ยักษ์ตนนั้นเป็นใครกันแน่!? แรงกดกัดและความน่ากลัวของมันช่างรุนแรงยิ่งนักหากว่ามันไม่ได้ถูกล่ามด้วยโซ่อาคมพวกนั้น มิรู้ว่าเราจักเป็นอย่างไรและถ้าความรู้สึกนั้นเป็นของจริงเยี่ยงนั้นก็แสดงว่าเจ้ายักษ์นามวิรุฬกัณฐ์ตนนั้นก็อยู่ภายในร่างกายของข้าน่ะสิ?!”
กล้วยรู้สึกกลัวและเป็นกังวลอย่างมากเพราะเขารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดก่อนหน้านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องจริงทั้งสิ้นโดยเฉพาะเรื่องที่ว่าเจ้ายักษ์ตนนั้นอยู่ภายในร่างกายของเขาที่ไหนสักแห่ง........
นายท่านตื่นแล้วหรือเจ้าค่ะ?!
พี่สาวขมิ้น!
ซึ่งในตอนนั้นเองขมิ้นก็ได้เดินเข้ามาข้างในกุฏิด้วยใบหน้าที่เป็นห่วงก่อนที่จะถามกล้วยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและอบอุ่น.......
“ใช่แล้วพี่สาวขมิ้น! ว่าแต่.......ที่นี่มันกุฏิของพระท่านพ่อนี่?”
กล้วยพยักหน้าเบาๆและตอบกลับขมิ้น ก่อนที่จะมองดูรอบๆตัวและพบว่าตัวเขานอนอยู่ภายในกุฏิของพระผาผู้เป็นบิดาของเขาซึ่งก่อนหน้านี้เขาปวดหัวและรู้สึกง่วงมากเกินไป เขาจึงไม่ทันได้สังเกตว่าตัวเองอยู่ที่ไหน.......
เจ้าค่ะ!
“ตั้งแต่เกิดเรื่อง นายท่านก็นอนอยู่ที่นี่มาตลอดเลยเจ้าค่ะ!”ขมิ้นรู้สึกดีใจมากที่เห็นว่ากล้วยยังคงเป็นเช่นเดิมและนี่ก็แสดงให้เห็นว่ากล้วยไม่ได้เป็นอะไรมาก........
อ้า.......
“ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว ข้าอยากจะไปหาท่านตาเสียหน่อยตอนนี้ท่านตาอยู่ที่ใด?” กล้วยอยากที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับพระฤๅษีคงมากเพราะเขาเชื่อว่าพระฤๅษีคงจะต้องมีคำตอบและหนทางช่วยแก้ปัญหาให้กับเขาอย่างแน่นอน......
“ตอนนี้ท่านพระฤๅษีคงอยู่ที่กุฏิของท่านเจ้าค่ะข้าให้พี่สาวสีดาไปแจ้งข่าวแก่ท่านแล้ว ว่านายท่านฟื้นสติแล้วอีกไม่นานท่านพระฤๅษีคงก็น่าจักมาถึงเจ้าค่ะ!”ขมิ้นได้ส่งสีดาไปแจ้งข่าวให้กับพระฤๅษีคงแล้วตามคำสั่งดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าอีกไม่นานพระฤๅษีคงน่าจะมาถึงที่นี่แล้ว......
แอ๊ดดดดดด!!
ฟื้นแล้วเยี่ยงนั้นรึหลานตา!
ซึ่งยังไม่ทันขาดคำของขมิ้นประตูกุฏิก็เปิดออกก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงของพระฤๅษีคงที่ถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง......
พึ่บ!!
“ขอรับท่านตา หลานพึ่งจักฟื้นเมื่อสักครู่นี้เอง”กล้วยรีบลุกขึ้นและก้มกราบพระฤๅษีคงในทันทีด้วยความเคารพก่อนที่จะตอบกลับไปตามความจริง ซึ่งในตอนนี้สภาพของเขาดูจะดีกว่าครั้งก่อนมากเขาไม่รู้สึกปวดหัวหรือเวียนหัวอีกแล้วดังนั้นเขาจึงสามารถก้มกราบพระฤๅษีคงได้.......
“อื้ม! ว่าแต่หลานยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอยู่หรือไม่? แล้วมีอะไรผิดปกติไปจากเดิมบ้าง?”
เพื่อตรวจสอบพระฤๅษีคงได้ขอให้กล้วยบอกเขาเกี่ยวกับสภาพร่างกายในตอนนี้ว่ายังมีส่วนไหนที่บาดเจ็บหรือปวดอยู่หรือเปล่ารวมถึงมีอะไรที่กล้วยคิดว่าผิดปกติไปจากเดิมด้วย........
“เรียนท่านตา! ร่างกายของหลานรู้สึกดีมากเลยในตอนนี้มันดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมและยังปลอดโปร่งยิ่งกว่าเดิมอีก ราวกับว่า........หลานเลื่อนระดับเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงแล้วเลยส่วนเรื่องที่ว่ามีอะไรผิดปกติไปจากเดิมนั้นหลานคิดว่ามันมีอยู่เรื่องหนึ่งขอรับท่านตา!”
กล้วยตอบกลับพระฤๅษีคงอย่างตรงไปตรงมาตามที่เขาได้คิดเอาไว้แต่เขายังไม่ได้บอกเรื่องเกี่ยวกับยักษ์วิรุฬกัณฐ์ในทันทีแต่เลือกที่จะพูดเกริ่นนำออกไปก่อน.......
หือ?
ว่าเยี่ยงใดนะ?!
“หลานบอกว่าหลานเลื่อนระดับเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงอย่างนั้นรึ?เรื่องจริงรึ? ไหนขอตาตรวจสอบพลังของหลานหน่อยยื่นมือมา!”
พระฤๅษีคงดูจะตกใจมากเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะการที่กล้วยจะเลื่อนเป็นนักรบระดับหัวหมู่ระดับสูงนั้นตามปกติแล้วกล้วยอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้แต่กล้วยกลับสามารถกลายเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นสูงได้ภายในไม่กี่วันที่เลื่อนเป็นนักรบระดับหัวหมู่ขั้นต้นถ้าใครมาได้ยินเข้าพวกเขาคงรู้สึกอิจฉากล้วยจนเป็นบ้าแน่นอน โดยเฉพาะไอ้แดงและไอ้บุญ........
แต่เพื่อที่จะยืนยันคำพูดของกล้วยพระฤๅษีคงจะต้องตรวจสอบพลังของกล้วยให้แน่ชัดก่อนซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยการใช้พลังชาญของเขาเข้าไปตรวจสอบภายในพื้นที่กักเก็บพลังของกล้วยนั่นเองและนอกจากวิธีนี้แล้ว ก็ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้เช่นกันแต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและรู้ผลได้เร็ว พระฤๅษีคงจึงเลือกใช้วิธีนี้.......
ขอรับ!
หมับ!!
วืดดดดดดดดดดด!!!
โฮกกกกกกกกก!!
ออกไปซะไอ้มนุษย์ชั้นต่ำ!!!
อ้า!!!
แต่ว่าในตอนที่พระฤๅษีคงส่งพลังชาญของเขาเข้าไปในร่างกายของกล้วยและเกือบที่จะถึงพื้นที่กักเก็บพลังนั้นจู่ๆก็มีเสียงคำรามที่ดุร้ายและเสียงตะโกนไล่ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้นในหัวของพระฤๅษีคงก่อนที่จะมีพลังงานลึกลับผลักดันพลังชาญของพระฤๅษีคงให้กลับออกมา.......
ท่านตา!!
พระฤๅษีคง!!
เมื่อกล้วยและขมิ้นเห็นท่าทางที่ดูตกใจของพระฤๅษีคงทั้งสองคนก็รีบเปิดปากถามอย่างเป็นห่วงและเป็นกังวลในทันทีเพราะสีหน้าของพระฤๅษีคงในตอนนี้ดูไม่สู้ดีเลย.........
“ข้ามิเป็นอะไร! กล้วย! ไหนหลานลองเล่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหลาน!”พระฤๅษีคงรู้ว่าเสียงคำรามและเสียงตะโกนไล่เขานั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาคิดไปเองแน่แต่มันมาจากสิ่งมีชีวิตบางอย่างหรือมาจากวิญญาณร้ายบางอย่างที่อยู่ภายในตัวของกล้วยแต่เพื่อให้แน่ชัด เขาจึงขอให้กล้วยเล่าเรื่องความผิดปกติที่เกิดขึ้นให้ตนได้ฟัง.......
ขอรับท่านตา!
“คือเรื่องมันมีอยู่ว่า..............” (ขี้เกียจบรรยายซ้ำกลัวคนอ่านเบื่อเพราะมันก็เรื่องที่เกิดขึ้นไปก่อนหน้านี้เอาเป็นว่าผู้อ่านน่าจะเข้าใจ ขอข้ามเลยแล้วกัน)
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป........
ไม่คิดเลย!
ไม่คิดเลยจริงๆ!!
เมื่อพระฤๅษีคงได้ฟังคำอธิบายจากกล้วยแล้วเขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไรจากเดิมเขารู้สึกเป็นกังวลและเป็นห่วงกล้วยมากกับสิ่งที่อยู่ภายในแต่หลังจากที่ได้ฟังแล้ว ความเป็นห่วงนั้นก็หายไปและแทนที่ด้วยความยินดีแทน.......
“มันคืออันใดหรือขอรับท่านตา?” แต่ว่ากล้วยนั้นไม่รู้ว่ามันคืออะไรเพราะพระฤๅษีคงไม่ยอมพูดบอกออกมาให้แน่ชัดดังนั้นเขาจึงต้องถามอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วยักษ์ตนนั้นเป็นใคร.......
“วิรุฬกัณฐ์นั้นเคยเป็นยักษ์ที่มีชื่อเสียงตนหนึ่งมันยักษ์ชนชั้นราชาที่น่ากลัวอำมหิตมาก มันปกครองเมืองไตรวสันต์นครที่เป็นเมืองฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปีที่นั่นเต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้นาอสุรกายพันธุ์ที่สวยงามและวิจิตรการตาทว่าดอกไม้และต้นไม้ที่สวยงามเหล่านั้นกลับมีหนามที่แหลมคมปกป้องอยู่และเพราะการมีอยู่ของดอกไม้และต้นไม้หนามพวกนั้นพวกมันจึงเปรียบได้ดั่งปราการทางธรรมชาติที่คอยปกป้องเมืองไตรวสันต์นครเอาไว้นั่นเอง”
“แต่ว่าความรุนแรงของเมืองไตรวสันต์นครและราชนยักษ์วิรุฬกัณฐ์ก็ต้องจบลงเมื่อกองทัพของเผ่าครุฑและเผ่ามัจฉาบุกโจมตีจากทุ่งดอกไม้กลายเป็นทุ่งทะเลเพลิงภายในพริบตาทหารยักษ์และอสุรกายของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ต่างก็ถูกฆ่าล้างล้มตายไปมากมายแม้แต่ตัวของยักษ์วิรุฬกัณฐ์เองก็ยังเอาตัวแทบไม่รอดซึ่งเป็นตายร้ายดีเยี่ยงใดก็มิมีใครทราบ จนบัดนี้ผู้คนได้ลืมเลือนมันไปแล้ว”
พระฤๅษีคงเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับยักษ์วิรุฬกัณฐ์ให้กล้วยและขมิ้นได้ฟังอย่างตั้งใจซึ่งเขาเองก็รู้มาเพียงเท่านี้จากตำราที่ได้อ่านมาส่วนความจริงแล้วเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะเหมือนกับในตำราที่บันทึกเอาไว้หรือไม่........
“แล้ว........ยักษ์วิรุฬกัณฐ์ที่อยู่ในตัวหลานจักทำอันตรายอันใดหลานหรือไม่ขอรับท่านตา?”เมื่อได้ฟังวีรกรรมของยักษ์วิรุฬ กล้วยก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเลยที่มีมันอยู่ในร่างกายดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่ามันจะทำอันตรายอะไรเขาหรือเปล่า.......
“ถ้าเป็นตามที่หลานบอก มันคงมิอาจที่จักทำอันตรายอันใดหลานได้ กลับกันถ้าหลานสามารถควบคุมมันได้มันจักกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับหลานในอนาคตอย่างแน่นอน!” พระฤๅษีคงตอบกลับและบอกให้กล้วยรู้ว่ายักษ์ตัวนี้ไม่เพียงจะไม่ทำอันตรายแต่มันจะกลายเป็นกำลังให้กับกล้วยได้ใช้ในการต่อสู้อีกด้วย......
หือ?
ควบคุมมัน?!
อ้า!!
กล้วยทำหน้างงเล็กน้อยก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้ถึงวิญญาณยักษ์อัญเชิญที่พระฤๅษีคงเคยเรียกออกมาก่อนหน้านี้ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาเริ่มที่จะยิ้มออกมาได้และนึกถึงภาพในอนาคตของเขาเมื่อเรียกยักษ์วิรุฬกัณฐ์ออกมาช่วยต่อสู้........
“เยี่ยมยอดยิ่ง! แล้วหลานจักสามารถควบคุมมันได้เยี่ยงใดขอรับท่านตา?”เมื่อมีคนมาชี้ทางสว่างให้แล้วมีหรือที่กล้วยจะพลาดพึ่งไปตามแสงสว่างนั้น และเพื่อที่จะทำให้ภาพในอนาคตของเขาเป็นจริงเขาจึงเร่งถามพระฤๅษีคงถึงวิธีการควบคุมยักษ์วิรุฬกัณฐ์อย่างตั้งอกตั้งใจ.......
“มันมิใช่เรื่องง่ายดอกนะกล้วย!ยิ่งเป็นยักษ์ที่มีสายเลือดระดับราชาด้วยแล้ว การจักควบคุมมันนั้นยากอย่างมากแต่ก็ใช่ว่าจักมิสามารถทำได้เลย เพียงแต่ว่า............”
พระฤๅษีคงรู้ว่ากล้วยกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรในตอนนี้แต่การจะควบคุมวิญญาณยักษ์สักตนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยและยิ่งสายเลือดของยักษ์ตนนั้นสูงความหยิ่งยโสและศักดิ์ศรีของยักษ์ตนนั้นก็ยิ่งสูงขึ้นไปด้วยถ้าคนๆนั้นไม่แข็งแกร่งพอหรือมีความสามารถไม่เพียงพอแล้วบังคับควบคุมพวกมันพวกเขาอาจจะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมาได้ อย่างถูกพวกมันควบคุมเสียเอง.......
“เพียงแต่อะไรหรือขอรับท่านตา?” กล้วยเอียงคอเล็กน้อยในขณะที่ถามเพราะพระฤๅษีคงไม่บอกให้ชัดเจน นั่นจึงทำให้เขาอยากรู้เข้าใหญ่.......
“การที่หลานจะควบคุมยักษ์พวกนี้นั้นมันไม่ได้ยากและมันก็ไม่ได้ง่ายเพียงแค่หลานจะต้องฝึกฝนร่างกายและจิตใจอย่างหนักด้วยตนเองเสียก่อนซึ่งที่อาศรมเก่าของตาในป่าลึกนั้นมีตำราการฝึกควบคุมวิญญาณอัญเชิญเก็บไว้อยู่แต่มันก็ขึ้นอยู่กับหลานว่าจักตัดสินใจเยี่ยงใด!”
พระฤๅษีคงไอ้บอกวิธีให้กับกล้วยได้รู้ซึ่งวิธีนี้ง่ายมาก เพียงแค่กล้วยจะต้องออกไปฝึกฝนอยู่ตัวคนเดียวในป่าลึกซึ่งสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คืออาศรมที่อยู่เก่าของพระฤๅษีคงเพราะที่นั่นทั้งสงบและปลอดภัย ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่ากล้วยจะไม่เป็นอันตรายอะไรเมื่อไปที่นั่นแต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกล้วยด้วย.......
“ข้าจักต้องออกไปฝึกคนเดียวเยี่ยงนั้นหรือท่านตา?”
กล้วยถึงกับคิดมากเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะเขายังไม่อยากที่จะจากพ่อและทุกๆ คนไปเลยเขาอุตส่าห์คิดว่าจะได้อยู่ที่นี้ต่อแล้ว.......
“ใช่แล้ว มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหลานและอีกอย่างที่ตาจะบอกก็คือว่า........เจ้าจะต้องฝึกด้วยตัวเองโดยไม่มีใครสอนซึ่งนั่นหมายความว่าหลานอาจจะต้องอยู่ที่นั่นไม่รู้นานเท่าไหร่ อาจจะสองปี สามปีห้าปีหรือแม้แต่สิบปีก็เป็นได้!”
อ๊ะ!!!
กล้วยยิ่งคิดหนักเข้าไปอีกเมื่อได้ยินแบบนั้นแต่เมื่อนึกถึงความยิ่งใหญ่ของยักษ์วิรุฬกัณฐ์แล้วเขาก็รู้ว่ามันคงไม่ง่ายและไม่น่าจะใช้เวลาแค่ปีเดียวแน่ในการควบคุมมันให้มารับใช้เขาได้แต่ถ้าเขาสามารถทำมันได้สำเร็จ ตัวเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้กล้วยคิดมากอยู่ในตอนนี้และอยากได้คำแนะนำที่ช่วยให้เขาตัดสินใจได้มากกว่านี้นั่นเอง.......
“หลานไม่ต้องรีบตัดสินใจอันใดในตอนนี้ดอกรอให้ร่างกายหลานหายดีและคิดให้หนักๆ ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกว่าจะทำเยี่ยงใดต่อไปก็ได้ แต่หากปล่อยมันเอาไว้นานเกินไปมันก็ใช่ว่าจักส่งผลดีต่อหลานนะ ดังนั้น ถ้าหลานเลือกที่จะปฏิเสธมันตาขอแนะนำให้ทำลายดวงวิญญาณของมันทิ้งไปซะ เพื่อจักมิได้เกิดปัญหาตามหลังมา!”
พระฤๅษีคงรู้ว่ากล้วยคิดอย่างไรดังนั้นเขาจึงให้กล้วยค่อยๆ คิดไปและพูดเตือนให้กล้วยรู้ไว้ว่าไม่ควรเก็บวิญญาณของยักษ์วิรุฬกัณฐ์ไว้ในร่างตัวเองนานเกินไปเพราะวันดีคืนดีมันอาจจะทำร้ายกล้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งดังนั้นถ้ากล้วยเลือกที่จะทำให้มันมาเป็นวิญญาณอัญเชิญพระฤๅษีคงก็อยากแนะนำให้กล้วยทำลายดวงวิญญาณของมันทิ้งซะเพราะยังไงตัวเขาก็ไม่สามารถเอามันมาควบคุมได้เช่นกัน แบบนั้นแล้วการทำลายจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว......
ขอรับท่านตา!!
“หลานจัดคิดให้หนักขอรับ!”