คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 52: บัลลังก์เลือดหอโอสถ

    กร๊อบ!


    เสียงกระดูกหักที่ดังก้องกังวานไปทั่วลานประลองหินขาว เปรียบเสมือนเสียงระฆังมรณะที่ประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง


    เฉินมู่ อดีตอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งหอโอสถ นอนดิ้นพราดๆ อยู่แทบเท้าผู้ชนะ แขนขวาที่เคยใช้ปรุงยาอันวิจิตรบรรจง บัดนี้บิดงอผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง ใบหน้าขาวผ่องอาบย้อมไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก ความสง่างามที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสภาพที่น่าสมเพชเวทนา


    ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมพื้นที่ ไม่มีเสียงโห่ร้องยินดี ไม่มีเสียงปรบมือ มีเพียงสายตาหวาดกลัวและยำเกรงนับพันคู่ที่จับจ้องไปยังร่างของชายหนุ่มชุดครามผู้ยืนตระหง่านอยู่กลางเวที


    เย่เฉินก้มลงมองศัตรูที่หมดสภาพ เขามิได้แสดงความสะใจหรือเยาะเย้ย แต่กลับมองด้วยสายตาเรียบเฉย เยียบเย็น


    เขาเอื้อมมือไปกระชาก "ตราประทับหยกสีขาว" ออกมาจากอกเสื้อของเฉินมู่... ตราประจำตำแหน่งศิษย์เอกที่มอบสิทธิ์อำนาจในการควบคุมหอโอสถรองจากผู้อาวุโส


    "การประลองสิ้นสุดลงแล้ว!"


    เสียงประกาศอันทรงพลังของผู้อาวุโสไป๋ดังขึ้น ทำลายความเงียบสงัด


    "ผู้ชนะคือ... เย่เฉิน! ตามสัญญาเลือดที่ตกลงกันไว้ ทรัพย์สินและตำแหน่งของเฉินมู่ ตกเป็นของเย่เฉินนับแต่บัดนี้!"


    เย่เฉินชูตราประทับขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงตะวันสาดส่องกระทบเนื้อหยกจนเปล่งประกายเจิดจรัส


    เหล่าศิษย์สายในที่เคยดูแคลนเขา ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น พวกเขารู้ดีว่านับจากวินาทีนี้ไป... ท้องฟ้าของหอโอสถได้เปลี่ยนสีแล้ว


    "พาตัวเฉินมู่ออกไปรักษา" ผู้อาวุโสไป๋สั่งการเสียงเรียบ "แล้วส่งตัวกลับตระกูลเฉิน... หอโอสถไม่ต้องการคนพิการที่ไร้ฝีมือ"


    ศิษย์รับใช้สองคนรีบวิ่งขึ้นมาหามร่างที่สลบไสลของเฉินมู่ออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังขนย้ายขยะชิ้นหนึ่ง


    เย่เฉินลดมือลง กำตราประทับแน่นจนรู้สึกถึงความเย็นของหยกที่ซึมผ่านฝ่ามือ


    นี่คือรสชาติของอำนาจ... หอมหวาน ทว่าหนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวโลหิต


    เย่เฉินเดินลงจากเวที ฝูงชนแหวกทางให้เขาราวกับแหวกทางน้ำ เขามุ่งหน้าตรงไปยังอาคารหลังใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ใจกลางยอดเขา... "หอปรุงยาหลัก"


    สถานที่ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรส่วนตัวของเฉินมู่ บัดนี้ได้กลายเป็นของเขาแล้ว


    เย่เฉินประทับตราหยกลงบนประตูบานมหึมา ค่ายกลป้องกันสลายตัวออก ประตูเปิดกว้างต้อนรับนายคนใหม่


    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป... กลิ่นหอมของสมุนไพรระดับสูงก็นำมากระทบจมูก


    ภายในห้องโถงกว้างขวาง เต็มไปด้วยชั้นวางที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรหายากนับพันชนิด เตาหลอมยาระดับสูงสำรองอีกสามใบวางเรียงรายอยู่มุมห้อง และยังมีกองตำราวิชาปรุงยาที่เฉินมู่สะสมมาตลอดชีวิต


    "สมบัติพวกนี้..." เย่เฉินกวาดตามองด้วยความพึงพอใจ "อยู่ในมือคนอย่างเจ้าก็ไร้ค่า... มาอยู่กับข้าถึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด"


    เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานไม้จันทน์หอม ตั้งใจจะสำรวจทรัพย์สินอื่นๆ แต่สายตาของเขากลับไปสะดุดเข้ากับสมุดบัญชีเล่มหนาที่วางแอบไว้อยู่ใต้กองตำรา


    เย่เฉินหยิบมันขึ้นมาเปิดดู... คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที


    "บัญชีลับ?"


    ในสมุดเล่มนั้น บันทึกรายชื่อของศิษย์สายในและผู้อาวุโสบางคนที่เคยได้รับ "ส่วนแบ่ง" จากการผูกขาดตลาดยาของเฉินมู่ รวมถึงบันทึกการติดสินบนเจ้าหน้าที่หอคุมกฎเพื่อกีดกันคู่แข่ง


    "ที่แท้... ตำแหน่งศิษย์เอกก็ไม่ได้มีแค่เกียรติยศ" เย่เฉินแค่นหัวเราะ "แต่มันมาพร้อมกับโซ่ตรวนแห่งผลประโยชน์"


    การที่เขาล้มเฉินมู่ลงได้... เท่ากับเขาได้ไปกระตุกหนวดเสือและขัดผลประโยชน์ของคนจำนวนมากในเงามืด คนเหล่านี้กำลังจับตามองเขาอยู่ และรอคอยจังหวะที่เขาจะพลาดพลั้งเพื่อรุมทึ้ง


    "บัลลังก์นี้... นั่งไม่ง่ายเสียแล้ว"


    "รู้ตัวก็ดีแล้ว"


    เสียงหวานใสที่คุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง


    เย่เฉินหันขวับไปมอง มือขวาแตะด้ามดาบโดยสัญชาตญาณ


    ร่างระหงในชุดคลุมสีแดงเพลิงเดินออกมาจากความมืด นางคือ ซูหลิงเอ๋อร์... และหนูไหมทองที่เกาะอยู่บนไหล่ของนางกำลังจ้องมองเย่เฉินด้วยดวงตาแป๋วแหวว


    "ท่านหญิงซู..." เย่เฉินคลายมือจากดาบ "ท่านเข้ามาเงียบเชียบเช่นเคย"


    "ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี" ซูหลิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ แต่แววตาของนางกลับจริงจัง "และมาเพื่อเตือนสติเจ้า"


    นางเดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงาน วางม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งทับลงบนสมุดบัญชีลับ


    "เจ้าหักแขนเฉินมู่... เท่ากับเจ้าได้ตบหน้าตระกูลเฉินฉาดใหญ่ ตระกูลนี้มีอิทธิพลไม่น้อยในเมืองหลวง และยังมีผู้อาวุโสในสำนักที่หนุนหลังมันอยู่"


    "ข้ารู้" เย่เฉินตอบเสียงเรียบ "แต่ข้าถอยไม่ได้"


    "ข้าไม่ได้บอกให้เจ้าถอย" ซูหลิงเอ๋อร์ชี้ไปที่ม้วนกระดาษ "นี่คือรายชื่อของ 'คนที่เงียบ' ในวันนี้... พวกเขาคือขั้วอำนาจเก่าที่เสียผลประโยชน์จากการที่เฉินมู่พ่ายแพ้ พวกมันจะไม่ลงมือเอง แต่จะยืมมือคนอื่นมาเล่นงานเจ้า"


    เย่เฉินหยิบรายชื่อขึ้นมาดู... มีชื่อของศิษย์ระดับหัวกะทิและผู้อาวุโสระดับกลางหลายคน


    "ขอบคุณสำหรับข้อมูล"


    "อย่าเพิ่งวางใจ..." ซูหลิงเอ๋อร์เตือนเสียงเข้ม "ตอนนี้เจ้ามีตำแหน่งแล้ว แต่รากฐานของเจ้ายังไม่มั่นคง รีบปรุงยาให้ท่านปู่ข้าสำเร็จเสีย... เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะผลักดันให้เจ้ามีที่ยืนอย่างแท้จริง จนแม้แต่ตระกูลเฉินก็ไม่กล้าแตะต้อง"


    นางจ้องตาเย่เฉินเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในเงามืด


    "รักษาตัวด้วย... คู่ค้าของข้า"


    เมื่อซูหลิงเอ๋อร์จากไป ความเงียบก็กลับคืนสู่ห้องโถงอีกครั้ง


    ทันใดนั้น...


    "อึก!"


    เย่เฉินทรุดฮวบลงคุกเข่า มือข้างหนึ่งยันโต๊ะไว้แน่น อีกมือหนึ่งกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าของเขาแดงก่ำราวกับถูกไฟเผา


    "แคก... แคก..."


    เขาไอออกมาเป็นลิ่มเลือดสีดำคล้ำ ควันร้อนระอุพวยพุ่งออกมาจากปากและจมูก


    ผลข้างเคียงของ "โอสถระเบิดโลหิต" เริ่มทำงานแล้ว!


    การฝืนใช้ยาต้องห้ามเพื่อทะลวงด่านและระเบิดพลังในการปรุงยา ทำให้เส้นชีพจรของเขาได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพลิงอสูรในกายที่เคยเชื่องเชื่อ บัดนี้กลับปั่นป่วนและพยายามจะเผาผลาญอวัยวะภายในของเจ้าของร่าง


    "ร้อน... ร้อนเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ..."


    เย่เฉินกัดฟันกรอด เขารู้ดีว่าพลังที่ได้มาทางลัดย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย หากเขาไม่รีบระงับอาการนี้ รากฐานวรยุทธ์ของเขาอาจพังทลายถาวร


    เขาเงยหน้ามองไปที่ชั้นวางสมุนไพร...


    "ต้องรีบ... ปรุงยาแช่ตัว"


    เย่เฉินพยุงร่างที่โซเซ ลากสังขารไปกวาดสมุนไพรธาตุเย็นระดับสูงหลายชนิดออกมาจากชั้นวาง... หญ้าเกล็ดน้ำแข็ง... บัวหิมะพันปี... รากวารีพิสุทธิ์...


    เขาต้องใช้สมบัติของเฉินมู่ เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง เพื่อที่จะมีชีวิตรอดไปต่อสู้ในวันพรุ่งนี้


    ตัดภาพไปยังยอดเขาสูงเสียดฟ้าอีกแห่งหนึ่ง... ที่ตั้งของ หอคุมกฎ


    ภายในห้องลับใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและเสียงกรีดร้องโหยหวนของนักโทษ...


    ผู้อาวุโสหลิวหยวน กำลังนั่งเขียนพู่กันจีนลงบนกระดาษสาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ตรงข้ามกับความโหดร้ายที่รายล้อมอยู่รอบตัว


    ลูกศิษย์คนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางตื่นตระหนก "ท่านอาจารย์! จ้าวเฟิงตายแล้ว... และเย่เฉินได้ยึดหอโอสถไปแล้วขอรับ! ท่านจะให้ข้าส่งหน่วยสังหารไปเก็บมันเลยหรือไม่?"


    หลิวหยวนวางพู่กันลงช้าๆ... มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ อำมหิต


    "ไม่..."


    เขาตอบเสียงเรียบ "ไม่ต้องส่งใครไปทั้งนั้น"


    "แต่ว่า... มันฆ่าศิษย์พี่จ้าวเฟิง! และมันกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของท่าน!"


    "จ้าวเฟิงมันไร้น้ำยาเอง ช่วยไม่ได้" หลิวหยวนลุกขึ้นเดินไปที่กรงขังขนาดใหญ่ที่มุมห้อง ภายในกรงมีร่างของมนุษย์ทดลองที่บิดเบี้ยวผิดรูปนอนหายใจรวยรินอยู่


    "แต่เด็กคนนี้... เย่เฉิน..."


    แววตาของหลิวหยวนเป็นประกายวาวโรจน์ดุจนักล่าที่เจอเหยื่อที่ถูกใจ


    "มันมีไฟอสูรที่หายาก... มีร่างกายที่ทนทานต่อพิษ... และมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดกลืนกินดวงจิตกู่เทียนได้... มันคือวัตถุดิบที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่ากู่เทียนเสียอีก"


    หลิวหยวนหยิบกระดาษที่เพิ่งเขียนเสร็จม้วนใส่กระบอกไม้ไผ่ แล้วส่งให้นกพิราบสื่อสาร


    "ข้าไม่ต้องการให้มันตาย... ข้าต้องการ 'ร่าง' ของมัน"


    "ส่งสาส์นนี้ไปที่สำนักสาขา... บอกให้เตรียม 'เตาหลอมมนุษย์' ให้พร้อม"


    หลิวหยวนมองออกไปนอกหน้าต่าง ทอดสายตาไปยังยอดเขาโอสถที่อยู่ไกลลิบ


    "กู่เทียนยังทนทานการทดลองของข้าไม่ไหว... แต่เด็กคนนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ 'โครงการมารฟ้า' ของข้าสมบูรณ์แบบ"


    "สนุกกันให้พอนะ เย่เฉิน... เพราะอีกไม่นาน เจ้าจะได้มารับใช้ข้า... ในฐานะหนูทดลองตัวโปรด"


    [จบตอนที่ 52]


    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน