เสิ่นต้าไห่แต่งตัวหล่อเพื่อไปพบกับเจี่ยหลิงหรงตามนัด ไฉปาเม่ยมองดูสามีที่ไม่เคยพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว แต่วันนี้เขากลับมีเสื้อและกางเกงตัวใหม่สวมใส่ ผมที่เคยยาวก็ถูกตัดสั้นจนดูดี ไฉปาเม่ยขมวดคิ้วเพราะรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
“นี่ก็ใกล้จะได้เวลาอาหารเย็นแล้ว คุณจะออกไปไหนเหรอคะ” ไฉปาเม่ยถาม
“ผมมีนัดกับเพื่อน ดึกๆ ถึงจะกลับ คุณกินข้าวก่อนได้เลย” เสิ่นต้าไห่ตอบอย่างไม่สนใจ “หรือบางทีคืนนี้ผมอาจจะไม่กลับ คุณไม่ต้องรอเปิดประตูให้ผมก็ได้”
“แต่นี่เราเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านใหม่ได้ไม่กี่วัน ฉันยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่เลย คุณจะปล่อยให้ฉันนอนคนเดียวเหรอคะ”
“คุณยังจะมาทำตัวเรื่องมากอีกทำไม” เสิ่นต้าไห่พูดอย่างหงุดหงิด “ตอนที่ผมพาคุณมาเมืองหลวงใหม่ๆ คุณบอกว่าต่อให้บ้านของผมจะหลังเล็กและอยู่กันอย่างเบียดเสียดแค่ไหน ขอแค่ผมกับคุณได้อยู่ด้วยกันทุกวันคุณก็จะไม่มีวันบ่น แต่แล้วยังไง ยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ คุณก็เริ่มบ่นว่าบ้านผมหลังเล็กและมีคนอยู่เยอะ แล้วคุณยังบ่นอีกว่าแม่ผมเอาแต่กลั่นแกล้งคุณและไม่ยอมให้คุณได้กินอาหารดีๆ ผมก็ตามใจแล้วพาคุณย้ายออกมาอยู่บ้านเช่า
ทั้งที่ถ้าผมยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ หรือแม้แต่ผมย้ายไปนอนที่หอพักในมหาวิทยาลัย ผมก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินออกไปแม้แต่หยวนเดียว แต่เป็นเพราะผมเป็นห่วงคุณ ผมถึงต้องออกมาเช่าบ้านหลังนี้และต้องเสียค่าเช่าเดือนละตั้งสิบหยวน แต่คืนนี้ผมแค่มีนัดกับเพื่อนเพื่อที่จะออกไปคลายความเครียดจากการทำงานและการเรียนบ้าง แต่คุณกลับไม่พอใจทั้งยังพูดเหมือนว่าผมทอดทิ้งคุณ ผมถามจริงๆ เถอะไฉปาเม่ย ที่ผ่านมาผมยังทำดีกับคุณไม่พอเหรอ”
ไฉปาเม่ยได้ฟังคำพูดของสามีก็รู้สึกผิด ความจริงแล้วเขาจะไม่พาเธอย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกันก็ได้ เพราะมีคู่รักหลายคนที่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสอบติดมหาวิทยาลัย พวกเขาต่างก็แยกกันอยู่คนละที่ แต่สามีกลับตัดสินใจพาเธอย้ายมาอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน อีกทั้งตอนที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเขา เขาก็คอยปกป้องและไม่ยอมให้เธอถูกคนที่บ้านนั้นเอาเปรียบ ใช่...เขาพูดถูก เขาดีกับเธอขนาดนี้แล้วเธอยังต้องการอะไรอีก
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปหาเพื่อนเถอะค่ะ ฉันอยู่คนเดียวได้”
เสิ่นต้าไห่เดินไปลูบผมภรรยา “ช่วงนี้ผมเรียนหนักไปหน่อยก็เลยหงุดหงิดง่าย ที่ผมออกไปพบเพื่อนวันนี้ก็แค่อยากหาเวลาคลายเครียดให้ตัวเองบ้าง คุณอย่าน้อยใจเลยนะ”
ไฉปาเม่ยเห็นสามีพูดดีเหมือนเดิมก็คิดที่จะซบหน้าลงกับอกเขา แต่เสิ่นต้าไห่รู้ทันจึงเบี่ยงตัวหลบเพราะกลัวว่าเสื้อที่สวมอยู่จะสกปรก และเขาไม่อยากให้มีกลิ่นผู้หญิงคนอื่นติดตัวเพราะกลัวว่าเจี่ยหลิงหรงจะจับได้
ไฉปาเม่ยเห็นสามีเบี่ยงตัวหลบก็ไม่ได้คิดมาก เธอผละออกจากตัวเขา “ขอโทษนะคะ ฉันลืมไปว่าฉันเพิ่งออกมาจากครัว กลิ่นควันกับกลิ่นกับข้าวยังเต็มตัวอยู่เลย ฉันเกือบทำให้เสื้อผ้าของคุณเปื้อนแล้ว”
“เสื้อผ้าเปื้อนก็เปลี่ยนตัวใหม่ คุณไม่เห็นต้องรู้สึกผิดขนาดนั้นเลย มาสิ...มาให้ผมกอดคุณสักหน่อย” เสิ่นต้าไห่ทำทีจะเดินเข้าไปกอดภรรยา
ไฉปาเม่ยรีบยกมือขึ้นดันตัวเขาไว้ “อย่าเลยค่ะ เสื้อตัวนี้เป็นเสื้อตัวใหม่ของคุณ ฉันไม่อยากทำมันเลอะ คุณนัดเพื่อนไว้กี่โมงคะ ยังไม่รีบไปอีกเหรอ เดี๋ยวจะไม่ทันนัดเอานะคะ ฉันได้ยินมาว่าคนเมืองหลวงตรงต่อเวลากันมาก คุณอย่ามาเสียเวลาคุยกับฉันอยู่เลย”
เสิ่นต้าไห่ยิ้มให้ภรรยาเต็มหน้า “ขอบคุณนะที่รักที่เข้าใจผม เอาไว้วันหลังผมจะพาคุณออกไปเดินซื้อเสื้อตัวใหม่บ้างนะ”
ไฉปาเม่ยมองสามีเดินออกจากบ้านไป แม้รู้ว่าคำสัญญาของเขาจะไม่ใช่ความจริง แต่เธอก็ยังหวังว่าสักวันเธอจะได้ออกไปเดินเล่นกับสามีเหมือนคู่รักคู่อื่นบ้าง และเธอก็คาดหวังว่าเธอจะมีเสื้อใหม่ไว้ใส่สักตัว หากเธอมีเสื้อผ้าตัวใหม่ เวลาที่ออกไปเดินเที่ยวกับสามี สามีจะได้ไม่อายใคร
“สวัสดีน้องสาวปาเม่ย วันนี้ทำไมสามีของเธอแต่งตัวหล่อจัง เขามีนัดกับใครเหรอ” จี้เจี่ยเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่บ้านเช่าหลังติดกัน แม้จะชอบสอดรู้สอดเห็นอยู่สักหน่อยแต่พี่สาวจี้เจี่ยก็มีน้ำใจกับไฉปาเม่ยมาก
“เขามีนัดกับเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันน่ะค่ะ” ไฉปาเม่ยตอบ “พี่สาวจี้กินข้าวเย็นหรือยังคะ มากินกับฉันไหม”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ฉันเห็นว่าปกติเธอมักจะให้สามีของเธอกินอิ่มแต่เธอกลับกินไปนิดเดียว ไหนๆ วันนี้สามีของเธอไม่อยู่ เธอก็กินส่วนของเขาให้เต็มที่ไปเลยสิ” จี้เจี่ยมองไฉปาเม่ยอย่างสงสาร “เธอผอมขนาดนี้สามีของเธอไม่พูดอะไรบ้างเหรอ ทำไมเขาไม่แบ่งส่วนอาหารให้เธอกินมากกว่านี้สักหน่อยนะ”
ไฉปาเม่ยยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อพูดถึงสามี “ทุกวันนี้เขาหาเงินเข้าบ้านคนเดียว อีกอย่างเขาก็เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ด้วย ให้เขากินมากกว่าก็ถือว่าปกตินะคะ เป็นฉันเสียอีกที่อยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรทำ มีข้าวให้กินโดยไม่อดตาย เท่านี้ฉันก็พอใจแล้วค่ะ”
“เธอนี่มันพอใจอะไรง่ายจัง” จี้เจี่ยจับมือไฉปาเม่ย “อย่าหาว่าฉันพูดมากเลยนะ ฉันเห็นเธอเหมือนน้องสาวของฉันคนหนึ่ง แต่จากที่ฉันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของสามีเธอวันนี้ เธอ...เธอระวังเขาไว้หน่อยก็จะดีนะ ผู้ชายที่อยู่ดีๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวหล่อแบบนี้ มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขาเปลี่ยนไป”
“เรื่องอะไรเหรอคะ” ไฉปาเม่ยถาม
“ก็เรื่องผู้หญิงยังไงล่ะ ฉันกลัวว่าเขาจะแอบไปมีผู้หญิงอื่นลับหลังเธอน่ะสิ”
“พี่สาวจี้! ฉันรู้สึกว่าพี่จะเข้ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉันมากเกินไปแล้วนะคะ” ไฉปาเม่ยผลักจี้เจี่ยออกไปนอกประตู “ถ้าพี่ยังพูดจาใส่ร้ายสามีของฉันอีก ต่อไปเราก็ไม่ต้องมาคุยกันแล้วล่ะค่ะ”
จี้เจี่ยที่ถูกปิดประตูใส่หน้ากลับไม่รู้สึกโกรธ เพราะก่อนที่เธอจะได้มาเจอกับสามีคนนี้ สามีเก่าของเธอก็เป็นเหมือนเสิ่นต้าไห่ เธอเห็นว่าไฉปาเม่ยเป็นคนชนบทจึงกลัวว่าหล่อนจะถูกสามีหลอกก็เลยหวังดีมาเตือน ‘เฮ้อ...บ้านเช่าหลังนี้มันเป็นอาถรรพ์หรือยังไงกันนะ ไม่ว่าคู่รักคู่ไหนย้ายเข้ามาอยู่ ผู้หญิงทุกคนก็จะถูกสามีนอกใจ ไฉปาเม่ย...ฉันเตือนเธอแล้วนะ ต่อไปเธอคอยสังเกตสามีตัวเองได้ดีล่ะ’
เสิ่นต้าไห่กับหวังซานมารอเจี่ยหลิงหรงที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ร้านอาหารแห่งนี้ไม่ใหญ่โตเหมือนร้านอาหารของรัฐ แต่แม้จะเป็นแค่ร้านอาหารเล็กๆ แต่บรรยากาศก็ดีมาก และเจ้าของร้านก็เอาใจใส่ลูกค้าอย่างดีเหมือนกัน
“สหายมากันสองคนเหรอครับ” เจ้าของร้านถาม
“พวกเรารอเพื่อนอยู่อีกคนหนึ่งน่ะครับ” หวังซานตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส “คุณเจ้าของร้านเป็นคนเมืองหลวงเหรอครับ แต่ฟังจากสำเนียงแล้วไม่คุ้นเลย”
เจ้าของร้านหัวเราะ “ผมเป็นคนเมืองหลวงครับ แต่ว่าไปใช้ชีวิตที่ทางเหนือมาหลายปี พอกลับมาก็เลยติดสำเนียงทางโน้นมาด้วย แล้วพวกคุณล่ะครับ เป็นคนเมืองหลวงหรือเปล่า”
“ผมเป็นคนเมืองหลวง ส่วนเพื่อนผมเป็นคนทางเหนือครับ”
“จริงเหรอครับ ดีจริงที่ได้เจอคนทางเหนือ แล้วพวกคุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเหรอครับ” เจ้าของร้านถามต่อ
“ใช่ครับ เราสองคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เราเรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์น่ะครับ”
“เก่งจังเลยนะครับที่สอบมหาวิทยาลัยติดตั้งแต่เปิดสอบครั้งแรก” เจ้าของร้านถอนหายใจ “เสียดายที่ผมสอบไม่ติดก็เลยไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเหมือนพวกคุณ”
“แล้วคุณย้ายกลับมาเมืองหลวงได้ยังไงครับ” หวังซานถาม “แม้มาตรการทางเศรษฐกิจจะผ่อนปรนไปบ้างแล้ว แต่การย้ายกลับเข้าเมืองหลวงก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย”
“ครอบครัวของผมประสบอุบัติเหตุ เหลือแม่ที่รอดชีวิตเพียงคนเดียว ทางการก็เลยออกหนังสือรับรองฉบับพิเศษให้ผมกลับมาดูแลคุณแม่ได้น่ะครับ”
“ผมเสียใจด้วยนะครับ” หวังซานรู้สึกผิดที่ถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้เสียใจอะไรแล้ว เพราะการที่แม่ของผมยังปลอดภัยดี มันยังดีกว่าให้คนอื่นรอดชีวิตกลับมา”
เสิ่นต้าไห่กับหวังซานมองสีหน้าไม่ยินดียินร้ายของเจ้าของร้านเมื่อพูดถึงการสูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด แต่เขากลับไม่แสดงอารมณ์ใดออกมา หวังซานยังอยากจะสอบถามต่อ แต่เสียงของสุภาพสตรีคนหนึ่งทำให้เขารีบหันไปมอง
“พี่อาซาน รอนานไหมคะ” เจี่ยหลิงหรงยิ้ม จากนั้นเธอก็หันไปมองเสิ่นต้าไห่ “สวัสดีค่ะ คุณคงเป็นคุณเสิ่นต้าไห่ใช่ไหมคะ”
“ผมเสิ่นต้าไห่ครับ” เสิ่นต้าไห่ส่งยิ้มมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาให้กับเจี่ยหลิงหรง เขาหมายมั่นอยู่ในใจว่าวันนี้เขาต้องทำให้เจี่ยหลิงหรงพอใจในตัวเขาให้ได้ “ว่าแต่คุณชื่อว่าอะไรเหรอครับ”
“ฉันชื่อเจี่ยหลิงหรงค่ะ” เจี่ยหลิงหรงมองเสิ่นต้าไห่ตาไม่กะพริบ ตอนที่หวังซานไปหาเธอที่บ้านแล้วบอกว่าเสิ่นต้าไห่อยากพบเพราะเขาตกหลุมรักเธอ เธอยังจำสัมผัสในวันที่เธอล้มไปทับอยู่บนตัวเขาได้เป็นอย่างดี เธอจึงคิดที่จะมาทบทวนกับความรู้สึกนั้นอีกครั้ง หากเธอยังใจเต้นกับสัมผัสของเขา แล้วความรู้สึกของเธอที่มีต่อซ่งฉือเหล่ยกับซ่งหย่วนมันคืออะไร
“ไหนๆ ตอนนี้น้องหลิงหรงก็มาอยู่ที่นี่แล้ว เห็นทีพี่คงต้องขอตัวกลับก่อน” หวังซานลุกขึ้นยืนก่อนจะยิ้มให้หนุ่มสาวทั้งสอง “ที่บ้านยังรอพี่กินข้าวอยู่ พี่ฝากเธอดูแลเพื่อนพี่ด้วยนะ”
“นายจะกลับแล้วเหรอ” เสิ่นต้าไห่ทำหน้าลำบากใจ “ให้ฉันอยู่กับคุณหลิงหรงสองคนคงไม่ดีเท่าไหร่ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าชื่อเสียงเธอจะเสียหาย”
“นายคิดว่าที่นี่เป็นชนบทหรือไง คนในเมืองมีอิสระเสรีในการเลือกคบสหาย ไม่ว่าจะเป็นสหายเพศเดียวกันหรือสหายต่างเพศ เราสามารถคบได้ทั้งหมด” หวังซานพูดยิ้ม ‘เสแสร้งเข้าไปเถอะเสิ่นต้าไห่ เจี่ยหลิงหรงไม่ใช่ผู้หญิงใสซื่อเหมือนที่แกคิดหรอกนะ แต่จะว่าไป ถ้าเจี่ยหลิงหรงถูกใจแกก็เหมือนกับแกเป็นหนูตกถังข้าวสาร ฉันหวังว่าแกจะโชคดีก็แล้วกัน’
“แต่มันจะดีเหรอ” เสิ่นต้าไห่ยังแสร้งทำหน้าลำบากใจ
หวังซานรู้สึกว่าเสิ่นต้าไห่ดูแปลกไป เหมือนเสิ่นต้าไห่กำลังจะทำอะไรลับหลังโดยที่เขาไม่รู้ แต่หวังซานก็ต้องเลิกคิดเพราะอย่างไรเขามีหน้าที่แค่นัดให้เจี่ยหลิงหรงออกมาเท่านั้น เมื่อตอนนี้เสิ่นต้าไห่กับเจี่ยหลิงหรงได้พบกันแล้วก็เท่ากับหมดหน้าที่ของเขา ที่เหลือเขาก็รอแค่ว่าเสิ่นต้าไห่จะพาเขาไปพบกับซ่งหย่วนเมื่อใด
เจี่ยหลิงหรงเห็นท่าทางของเสิ่นต้าไห่ก็มองออกแล้วว่าเขาเสแสร้ง แต่แล้วยังไง เธอแค่คิดจะคบกับเขาเล่นๆ เพื่อสำรวจความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น “คุณต้าไห่ไม่สะดวกที่จะร่วมโต๊ะกับฉันเหรอคะ”
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่เป็นห่วงชื่อเสียงของคุณ”
“เอาเถอะค่ะ เราแค่กินข้าวด้วยกันเท่านั้น เดี๋ยวกินเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับ” เจี่ยหลิงหรงพูดอย่างสบายๆ
“ได้ครับ” เสิ่นต้าไห่ตอบรับ แต่เขาเตรียมตัวมาขนาดนี้แล้วจะให้กลับบ้านมือเปล่าได้ยังไง ยาเม็ดหนึ่งถูกหย่อนลงไปในเครื่องดื่มของเจี่ยหลิงหรงโดยที่เธอไม่ทันสังเกต
แต่คนที่สังเกตเห็นกลับเป็นเจ้าของร้าน ขณะที่เจ้าของร้านกำลังจะเดินเข้าไปหา เสิ่นต้าไห่ก็เงยหน้าขึ้นมอง เจ้าของร้านถึงกับต้องถอยหลัง สายตาของเสิ่นต้าไห่มันต่างจากสายตาของชาวชนบทใสซื่อที่เพิ่งคุยกับเขาเมื่อก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก เจ้าของร้านไม่กล้าสร้างปัญหาให้ตัวเองจึงทำได้แต่ต้องปล่อยให้เลยตามเลย