The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 92 อสรพิษร้องอย่างไรหนอ?

            ความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหันนั้น ได้ทำให้สัญชาตญาณในการรับรู้ของบันทายต้องสับสน มันยืนทำตาโตทั้งโมโหและรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก ภาพที่เห็นในสายตายังคงเป็นกำแพงผนังห้องปกติ แต่สิ่งที่ทำให้มันรู้สึกโมโหนั้น เป็นเพราะว่าคำพูดของมิเนอร์วาเมื่อก่อนหน้านี้ ที่กล่าวเตือนเอาไว้ว่าในอนาคตจะทำให้บนยอดของปราสาท เต็มไปด้วยเสียงที่ดังกังวาน ตัวมันเองก็หลงนึกไปว่าจะโดนอีกฝ่ายลอบทำร้าย ทำให้เสียงร้องเจ็บปวดหวาดกลัวนี้ เป็นคำเตือนดังไปจนถึงยอดปราสาทแห่งคัมเบีย



            และตัวมันเองก็พึ่งจะเข้าใจในยามนี้ ว่าคำเตือนที่อีกฝ่ายหมายถึงนั้นคือสิ่งใด ผู้ใดจะไปคิดกันว่าคนบ้าผู้นี้จะทำในสิ่งที่วิปลาสผิดไปจากผู้คนปกติ เพราะเสียงที่มันกำลังได้ยินอยู่นี้เป็นเสียงของสตรีไม่ผิดแน่ ยิ่งนางส่งเสียงกรีดร้อง ตัวมันยิ่งโมโหจนแทบจะคุมตัวเองไว้ไม่อยู่ มันรีบยืนหลับตาสงบสติอารมณ์อย่างเร่งด่วน แต่เสียงของอิสตรีนี้ยิ่งมายิ่งฟังชัด เลือดลมภายในร่างของมันปั่นป่วนอย่างอยากจะระงับ ดั่งกับว่าเสียงนี้แฝงเอาไว้ด้วยพลังสะกด



            ดั่งสกุณาส่งเสียงร้องคลอคล้องเป็นจังหวะ บันทายได้ยินเสียงผนังห้องที่เดิมถูกกระแทกเป็นจังหวะ ตัวมันก็ยิ่งหลับตาพยายามสะกดพลังให้สงบ ราวกับนกกางเขนตัวนี้จะยังไม่ยอมแพ้ นางยังคงหัวเราะอย่างกระหายเต็มไปด้วยความสาแก่ใจ เมื่อเสียงนี้ลอยเข้าสู่โสตประสาทของทูตแห่งคัมเบีย ร่างที่สงบนิ่งก็ตัวสั่น ความร้อนที่สุมอกลุกลามไปทั่วกาย ก่อนที่จะถูกสยบลงไว้ที่บริเวณท้องน้อยอีกครั้ง



            สิ่งที่บันทายได้ยินนี้หาใช่เสียงของภูตผีสตรีใด แต่เป็นเสียงของซิลเวีย สตรีลูกครึ่งเผ่าดาร์กเอลฟ์บุตรีของผู้นำกลุ่มนูเอล ในคืนนี้มิเนอร์วาลากซิลเวียมาอยู่ด้วย และยังเรียกร้องกับเอ็มม่า เลือกพักห้องที่อยู่ติดกับห้องของบันทายโดยเฉพาะ ซิลเวียเองก็ไม่ปฏิเสธไม่สนใจบันทายอยู่แล้ว นางทำกิจกรรมเข้าจังหวะกับชายหนุ่ม เล่นเป็นลูกปลาน้อยว่ายหนีมังกรใหญ่ บางครั้งก็พลิกร่างโยกกายหลบจนน้ำกระเพื่อม ส่งเสียงสุขสมในอารมณ์หมาย



            บางครั้งนางก็กรีดร้องครางกระเส่า บ้างก็เอ่ยโอ้โลมชายหนุ่มเสียงดังอย่างใจกล้า มิเนอร์วาส่งเสียงหายใจฟึดฟัดอย่างรุนแรง เป็นดั่งกระทิงคลั่งที่ไล่ขวิดแทงอย่างแม่นยำ เสียงของดาร์กเอลฟ์แต่ไหนแต่ไรมาก็แฝงไว้ด้วยพลังสะกดเพศตรงข้าม พลังอันยั่วยวนของดาร์กเอลฟ์มักจะทำให้เพศตรงข้ามนั้นเกิดอารมณ์ จิตใจสั่นคลอนได้ง่ายเป็นอย่างยิ่ง บันทายลืมตาขึ้นมาอย่างลืมตัว มือสั่นตาแดงจนน่าหวาดกลัว



            คำเตือนที่มิเนอร์วาส่งมาให้มันนี้ช่างรุนแรงเป็นอย่างมาก ทุบทำลายความทระนงถือตัวของมันจนหมดสิ้น มันเข้าใจอย่างแจ่มชัดแล้วในความหมายของชายหนุ่ม ที่ต้องการจะสื่อว่า หากตัวมันไม่สนคำเตือนไม่ฟังเสียงนี้แล้วเก็บไปคิด มิเนอร์วาจะทำให้เทพีผู้พิทักษ์แห่งคัมเบียต้องแปดเปื้อน กรีดร้องครางกระเส่าจนเสียงเช่นนี้ ต้องดังกังวานก้องไปทั่วยอดปราสาท ถือเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันชาวคัมเบียเป็นอย่างมาก แล้วจะไม่ให้มันโกรธจนตัวสั่นได้อย่างไร



            อำนาจสะกดอันยั่วยวนของดาร์กเอลฟ์ก็แล้วไปเถิด ตัวมันย่อมไม่หวาดกลัวว่าจะพลาดท่าให้พลังของเหนือมนุษย์สตรีลูกครึ่งนางนี้ แต่เมื่อลองหลับตาสะกดพลังเอาไว้ก็ไม่อาจจะทนไหว เผลอลืมตัวนึกไปถึงร่างสตรีของเทพีอยู่ร่ำไป ภาพร่างสตรีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องกรีดร้องแปดเปื้อนถูกย่ำยีข่มเหง ได้ทำให้มันโกรธจนแทบทนไม่ไหว อยากจะส่งข่าวไปให้ราชาของพวกมันอย่างเร่งด่วน ต้องการให้ราชาวรมันที่ 2 ยกทัพบุกตะลุยเสียในตอนนี้ แต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะโดยสะดวก



            โดยทั่วไปวัตถุวิเศษที่ใช้ส่งสัญญาณเสียง สามารถส่งข้อความไปกลับได้เพียงหนึ่งครั้งต่อวันเท่านั้น และยิ่งเป็นของหายากอย่างวัตถุส่งสัญญาณระยะไกลเช่นที่มันถืออยู่นี้ ยิ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูพลังงานอยู่นานถึงสามวัน บันทายพยายามสงบสติอารมณ์เป็นการใหญ่ แต่เสียงครางของซิลเวียยังคงไม่หยุดร้อง นางเป็นดั่งนกบินหลาดงลั่นเสียงสู้เป็นทำนอง แม้มิอาจมองเห็นแต่ก็พอจะจินตนาการได้ถึงท่าทางของอีกฝ่าย



            ทูตแห่งคัมเบียจำต้องทนรับความอัปยศดูถูกจากคำเตือนของมิเนอร์วา ไม่อาจกระทำการบุ่มบ่ามโดยขาดสติ มันจำต้องยอมทนรับฟังเสียงอันน่าขยะแขยงนี้อยู่นาน จนกระทั่งสาแก่ใจของชายหนุ่ม เสียงของซิลเวียจึงค่อยๆ เบาลง จนกลายเป็นเสียงหอบหายใจเสียงเบา นางนอนสะท้านความสุขสำลักความอยากจนหยาดเยิ้ม มิเนอร์วาเองก็รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้างจึงนอนพักอยู่ข้างๆ ใบหน้างามเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย หลังจากหายเหนื่อยก็ส่งเสียงพูดเสียงดัง คำพูดนี้โดยสะท้อนจนเข้าหูบันทายผู้เป็นทูตอย่างแจ้งชัด



            “หากมีมากถึงเก้าเศียร เช่นนั้นก็คงมีปากมากถึงเก้าเช่นกัน ขึ้นชื่อว่าอสรพิษ คิดไปแล้วก็คงจะมีลิ้นที่รัวเร็วกระมังหนอ… ก็ได้แต่ต้องจินตนาการเอาแล้วว่าหากถูกข้าย่ำยี นางจะส่งเสียงร้องแบบใดหนอ… ฮ่าๆ ๆ ๆ!”



            บันทายที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทนไม่ไหว กัดฟันกรอดอย่างเจ็บแค้นทะลึ่งร่างพุ่งพรวดจากไปไกล มิเนอร์วาอ้าปากหัวเราะเสียงดังอย่างสะใจไล่ตามหลัง ไม่สนใจว่าจะมีผู้ใดบังเอิญผ่านมาได้ยิน เอ็มม่าเองก็ไม่สนเช่นกัน มันเลือกที่จะนิ่งเงียบหลับตานอนไปทั้งอย่างนั้น ชายหนุ่มยืนเปลือยกายอาบแสงจันทร์จ้องมองออกไปยังความมืดด้านนอก ผ่านไปสักครู่ใหญ่ก็ล้มตัวนอน กอดร่างอุ่นของซิลเวียที่หลับไปนานแล้วเพราะเหนื่อยอ่อน…



            เมื่อยามราตรีผันผ่านเป็นอรุณรุ่ง พญาไก่ฟ้าที่ชูคอตื่นก็โฉบลงจุ่มน้ำสำรวจในถ้ำลึกไปหนึ่งครา หลังเสร็จกิจมอบกายาก็ถอนตัวจากออกไป มิเนอร์วาอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินออกมาพร้อมกับซิลเวีย ดูเหมือนว่านางจะเชื่อฟังว่าง่ายขึ้นอยู่ไม่น้อย จึงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กอดแขนของชายหนุ่มเบียดไปมา เอ็มม่าที่แสร้งทำเป็นเดินผ่านมาก็หัวเราะชอบใจ เอ่ยคำว่ายอดเยี่ยมซ้ำอยู่หลายครั้งหลายครา



            “ว่ากันว่ายอดอาชาไนยมักสู้ศึกผ่านการวิ่งวัดระยะ ไม่คาดคิดว่าบุตรสาวของข้าจะมีวาสนาได้ควบขี่ นี่นับเป็นโชคของข้าเองด้วยเช่นกัน ฮ่าๆ ๆ”



            “ท่านเข้าใจผิดแล้ว… เป็นข้าต่างหากที่ควบขี่นาง และที่สำคัญ ตัวของท่านเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี ว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่นี้เป็นเพียงแค่เรื่องของธุรกิจ ตัวข้าไม่ใช่โชคของผู้ใด หากในอนาคตสิ่งที่ท่านเสนอแลกเปลี่ยนไม่เท่าเทียม ซัลวาโตเรเองก็ไม่มีสิ่งใดจะแลกเปลี่ยนกับนูเอลเช่นกัน ดังนั้นแล้วจงบอกปรารถนาและสิ่งแลกเปลี่ยนมา เมื่อท่านต้องการสิ่งใดจากซัลวาโตเร หมากเกมนี้ถือว่าท่านเลือกตาเดินได้ดี กล้าส่งราชินีมาล่อข้าให้หลงกิน ข้าต้องไปเตรียมตัวแล้ว จงรอดูเถิดว่าผู้ที่คิดจะชิงสิ่งของของข้านั้น จะมีความตายรูปแบบใดมาชิงเอาวิญญาณของพวกมันไป”



            มิเนอร์วาเอ่ยปฏิเสธอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราบเรียบ กล่าวแจกแจงในเอ็มม่าเข้าใจถึงสถานะความสัมพันธ์ ระหว่างซัลวาโตเรและนูเอล โดยที่มีซิลเวียเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์นี้ เอ็มม่าก็รู้ตัวดีทำเพียงยิ้มตอบรับ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่ ซิลเวียเองก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไร นางมีความสุขเสียด้วยซ้ำไปที่ได้รับความสุขอย่างเต็มอิ่ม พลังชีวิตที่ถูกกลั่นมาเป็นพลังวิญญาณเองก็เริ่มควบแน่น สังเกตได้จากรอยประทับที่คมชัดขึ้น สิ่งนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อความแข็งแกร่งของบุตร หรือธิดาในอนาคต



            เมื่อชายหนุ่มแยกตัวจากออกมา ก็มุ่งหน้ากลับไปที่ฐานหลักของซัลวาโตเร ที่อยู่บริเวณใจกลางของเมืองหลวง สั่งเรียกรวมตัวเหล่าทหารรับจ้างของซัลวาโตเรเป็นการเร่งด่วน รายชื่อสิ่งของวัตถุดิบและอุปกรณ์จำนวนมากถูกนำมาแจก สั่งระดมกำลังอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากนั้นเพียงครึ่งวันข่าวสารมากมายก็ถูกกระจายไปยังซัลวาโตเรสาขาต่างๆ รวมไปถึงวังมรณะสาบสูญที่เรียกตัวมิเนอร์วาให้เข้าพบโดยด่วน



            ผู้คนจากหลากหลายสถานที่ทั่วทั้งเมืองหลวงก็ตื่นตัว โดยเฉพาะกลุ่มการค้าจันทราทมิฬ ที่ดูเหมือนจะให้ความร่วมมือในการซื้อขายอย่างเต็มที่ มีหรือที่กลุ่มการค้าขนาดใหญ่อย่างพวกมันจะไม่รู้เรื่องของกลุ่มนูเอล ดังนั้นในหนนี้มันจึงเลือกลงไปพนันกับชายหนุ่ม หากมิเนอร์วาพ่ายแพ้มันก็ยังถือว่ารอด เพราะให้ความร่วมมือเฉพาะในด้านการซื้อขาย หาใช่การรบร่วมทำสงคราม กลุ่มการค้าจันทราทมิฬเลือกที่จะกระทำเช่นเดียวกับกลุ่มนูเอลนั่นเอง



            หลังจากปรึกษาหารือกับเหล่าระดับสูงเรียบร้อยแล้ว มิเนอร์วาก็ขอตัวจากมา ไม่สนใจในความคิดของผู้ใด เลือกที่จะเก็บตัวเงียบอยู่ภายในฐานหลัก มีเพียงอามูร์เท่านั้นที่คอยเป็นมือเป็นเท้าหยิบจับให้ ชายหนุ่มกว้านซื้อสิ่งของที่จำเป็นจำนวนมากมาเก็บตุนไว้ เริ่มต้นการผลิตไดนาไมต์อย่างเต็มกำลัง กลีเซอรีนที่ถูกกลั่นสกัดมาจากพืชตระกูลถั่วจำนวนมาก ได้ถูกนำมาส่งโดยผู้คนจากวังมรณะสาบสูญ กรดกำมะถัน และกรดดินประสิวก็ถูกนำมาผสมรวมเข้าด้วยกัน ผ่านการเล่นแร่แปรธาตุอยู่หลายขั้นตอน กว่าจะได้ออกมาเป็นไดนาไมต์หลายสิบลูก



            ท้องฟ้าในยามเย็นของวันนี้มีสีส้มส่องแสงตระการตา แสงอบอุ่นสุดท้ายอาบย้อมไปทั่วตัวเมืองหลวง เป็นเวลาเดียวกันกับที่อามูร์เข้ามาแจ้งข่าว ว่ากองทัพจากอาณาจักรคัมเบียได้เคลื่อนพลล่วงล้ำเข้ามาแล้ว ชายหนุ่มไม่ได้ลนลานเพราะเตรียมแผนลับมือเอาไว้แล้วล่วงหน้า ดังเช่นเรื่องราวของบุคคลปริศนาจากล้านนาผู้นั้น ที่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาได้เอ่ยบอกถึงการป้องกันเมือง ซึ่งบังเอิญเสียเหลือเกินที่ชายหนุ่มเองก็กำลังผลิตไดนาไมต์อยู่พอดี มิเนอร์วาไม่รู้จักและไม่เคยเห็นลูกสีนาด แต่ก็พอจะเดาได้ว่าต้องเป็นวัตถุระเบิดสักชนิดอย่างแน่นอน



            ‘เขาจะสร้างลูกยางใหญ่เพื่อตั้งค่าย ฝังป้องกันบ้านเมืองไว้อย่างแยบคาย ครั้นว่าเกิดข้าศึกศัตรูบุกจะมารบแลกระทำร้าย หมายแย่งเอาบ้านเมืองไป หากว่ามาย่ำใส่ข่ายที่เขาฝังไว้นั้น ลูกสีนาดก็จะแตกใส่ข้าศึกทั้งหลายฝูงนั้น ตายตั้งล้านตั้งโกฏิ ไม่เหลือสักคนเดียว’



            มิเนอร์วาพูดทวนคำท่อนนี้ซ้ำอยู่ในใจ ปรากฏรอยยิ้มอันตรายแต่งแต้มอยู่ตรงมุมปาก ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาผลิตไดนาไมต์ลูกแล้วลูกเล่า กระทั่งเวลาผ่านไปแล้วมากกว่าสามวัน อามูร์ก็เข้ามาแจ้งข่าวอีกครั้ง คัมเบียผ่านไปทางไหนก็ตียึดบุกเอาเมืองไปครองจนหมดสิ้น พวกมันค่อยๆ รุกคืบเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดเดาว่าอีกเพียงไม่นานก็จะตีฝ่าเข้ามาจนถึงเขตเมืองหลวง และในค่ำคืนนี้เอง มิเนอร์วาก็นำสิ่งของมากมายเก็บใส่หนังสือเล่มเขียว อันเป็นที่สิงสถิตของแอสคลีเพียส



            จากนั้นจึงเรียกลิเบอร์ตี้อินทรีเกล็ดศิลาคู่ใจให้มารับ แล้วพากันจากไปมุ่งหน้าสู่เขตแดนด้านนอกของกำแพงเมืองหลวง ทางฝั่งวังมรณะสาบสูญเองก็เรียกระดมพลรวมตัว จัดเตรียมความพร้อมในการทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ พวกเขาทั้งหมดต่างก็ล่วงรู้ดีว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง เมืองต่างๆ มากมายจากทางฝั่งตะวันออกถูกตียึดไปเป็นจำนวนมาก เจ้าเมืองหลายแห่งก็เลือกที่จะยอมแพ้ ยินยอมตกเป็นเมืองขึ้นของอีกฝ่าย



            นี่จะโทษพวกมันชาวคัมเบียเสียทั้งหมดก็ไม่ได้ เป็นเพราะวังมรณะสาบสูญเองก็ไม่มีกองกำลังที่มากพอ จึงไม่อาจแบ่งทหารให้ไปช่วยรบป้องกันดินแดน การที่ถูกอีกฝ่ายยึดเอาไปครองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกสิ่งล้วนอยู่ในการคาดเดาของชายหนุ่มมาตั้งแต่แรก มิเนอร์วาในยามนี้กำลังฝังไดนาไมต์จำนวนมากตามจุดสำคัญต่างๆ อาณาบริเวณของเมืองหลวงนั้นช่างกว้างใหญ่ ทั่วทั้งกรุงซัลวาโตเรนั้นมีพื้นที่มากถึง 980,000 ไร่ แต่จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในสงครามครั้งนี้มีเพียงด้านตะวันออกของอดีตเขตปกครองพิเศษเท่านั้น



            แต่เดิมตัวบัดซบพลายัตนั้นดูแลปกครองอยู่ที่นี่ เมื่อซัลวาโตเรได้สยบแลกำจัดพยัคฆ์เจ้าของถิ่น รังของพยัคฆ์บูรพาจึงถูกซัลวาโตเรเข้ายึดครอง ภายในป่าใหญ่แห่งนี้จึงไร้พยัคฆ์ผู้ปกครอง แต่ก็ไม่มีลูกแมวตัวไหนกล้าคิดอ้างตัวเข้าแทนที่ เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าแท้จริงแล้วเจ้าป่านั้นยังคงอยู่ หาใช่วิฬารพิการตัวใด แต่เป็นมังกรวิญญาณผู้ปกปักบูรพาทิศจากเงามืด เบื้องหน้าอาจจะเป็นการส่งมอบให้วังมรณะสาบสูญเข้าควบคุมดูแล แต่เบื้องหลังนั้นกลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก



            ความซับซ้อนนี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากต่างก็กล่าวขานกัน ว่านาม 4 พยัคฆ์ 5 มังกรในอดีตได้ถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว เสียงร่ำลือกล่าวอ้างมากมายจึงเริ่มกระจายออกไป ปรากฏเป็นมังกรบูรพาผู้มาใหม่ หากต้องเรียก ก็ต้องกล่าวว่า 3 พยัคฆ์ 6 มังกรจึงจะถูก เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะความสามารถของนายน้อยของพวกมันนั้นไม่ธรรมดา ตัวใหญ่ใจกล้าแลบ้าพลัง คลั่งจนบ้าบิ่นหาเรื่องตีได้แม้กับราชวงศ์ผู้กดขี่ มากเล่ห์เอาแต่ใจยามโมโห อีกทั้งการขยายตัวของตระกูลซัลวาโตเรที่น่าตกใจนี้ก็ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ได้เห็น



            แม้ในยามก่อนหน้านี้จะถูกล้างบางไม่เหลือแม้กระทั่งไก่ที่เลี้ยงไว้ แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานตระกูลซัลวาโตเรก็ฟื้นฟูกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ย่านการค้าที่เป็นดังเมืองขนาดเล็กมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ก็ได้ถูกสร้างขึ้น อีกทั้งยังมีย่านการค้าเช่นนี้กระจายตัวออกไปอีกหลายสาขา เรียกได้ว่าเป็นแผนการซ่อนเมืองเอาไว้ในเมืองเพื่อให้ง่ายต่อการทำงานของชายหนุ่ม ทุกๆ พื้นที่จะมีผู้คนของซัลวาโตเรประจำการทำงานอยู่ แน่นอนว่าชายหนุ่มเองก็ใช้ทรัพย์จ่ายออกไปเป็นจำนวนไม่น้อย เพราะต้องจ้างพวกเขาให้ทำงาน หาได้มีผู้ติดตามที่ทำงานให้โดยไม่หวังผลดังเช่นในอดีตไม่



            แต่สิ่งนั้นย่อมไม่สำคัญกับชายหนุ่ม ที่ต้องทำก็ทำแล้ว หากจะมีผู้ไม่ภักดีบ้างก็ช่างมันเถิด ถ้าอีกฝ่ายคิดดีแล้วชายหนุ่มก็จะยินดีด้วย จะอวยพรด้วยโลหิต จะประสิทธิ์ความตายมอบให้เป็นของขวัญ เวลานี้ผู้คนจำนวนมากจึงขยับกายทำงานกันอย่างเร่งด่วน มิเนอร์วาเองก็เดินมาโผล่ยังทางเดินเส้นหนึ่ง ก้าวขาอีกครั้งก็มานั่งอยู่ข้างทาง แล้วหลับตาพึมพำเรียกหาปฐวีกสิณ ร่างแยกทั้งสองจึงปรากฏ ช่วยกันขุดฝังอำพรางสายตาอย่างแยบคาย



            การติดตั้งกับดักจำนวนมากนี้กินเวลาไปอีกหลายวัน ข่าวสารต่างๆ ก็ยังคงถูกส่งมาหามิเนอร์วาอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มกำลังทำงานแข่งกับเวลา ยิ่งเสร็จเร็วมากเท่าไหร่ ยิ่งมีเวลาพักฟื้นมากเท่านั้น จากการคำนวณอย่างหยาบที่เขารู้สึกได้นั้น ก็เดาได้ว่าน่าจะเหลือเวลาให้เตรียมตัวได้ประมาณ 1 วัน ก่อนที่กองทัพของข้าศึกจะเข้าตีประชิดกำแพงเมืองหลวงแห่งนี้ แน่นอนว่าเวลา 1 วันที่มีนี้ คือเวลาที่ชายหนุ่มจะนั่งรอดูพวกมันตกตาย หนึ่งล้านแล้วอย่างไร หากมาหนึ่งโกฏิ เช่นนั้นก็ตายเสียทั้งหมดนั่น ให้เป็นไปดั่งเช่นคำทำนาย



            มิเนอร์วาเองก็รู้สึกเหมือนว่าตนจะไปแตะต้องจ้องมองคำสาปเข้า คำทำนายนี้ดูเหมือนจะแม่นมากอย่างน่าเหลือเชื่อ ชายหนุ่มพยายามจดจำทุกคำพูดตัวหนังสือทั้งหมดเอาไว้ จะคำทำนายก็ดี จะเป็นคำสาปก็ช่าง โชคชะตามักเป็นไปตามเส้นทางที่เปลี่ยนแปลง นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มได้ตระหนักถึง หากในอดีตตนมีจิตใจอ่อนแอ ก็คงไม่มีวันได้พบกับโชคชะตาเช่นนี้ ดังนั้นแล้วอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดเถิด ชีวิตข้าย่อมเป็นข้าที่ลิขิต คิดได้ดังนี้ชายหนุ่มก็ยิ่งเร่งมือ ขยับกายวูบไหวไปมาอย่างรวดเร็ว



            จนกระทั่งติดตั้งกับดักระเบิดจนเสร็จสิ้น กฎอัยการศึกตอนนี้ได้ถูกประกาศใช้แล้ว เมืองหลวงกรุงซัลวาโตเรจะปิดตาย วังมรณะสาบสูญจะทุ่มสุดกำลังเพื่อรักษาเมืองหลวงแห่งนี้ไว้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ห้ามผู้ใดไม่ให้ออกไป เพียงแต่ประกาศแจ้งออกไปแล้วว่าจะไม่รับผิดชอบในเรื่องของความตาย เพราะพื้นที่ตั้งแต่กำแพงเมืองหลวงยาวออกไปจนสุดเขตแดนทางทิศใต้นั้น ได้ประกาศออกไปว่าเป็นพื้นที่สงคราม และอาจจะมีการสู้รบเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



            เหล่าทหารรับจ้างจากซัลวาโตเรเองก็กระจายตัวกันออกไป พวกเขาแยกตัวอยู่บนกำแพงเมือง ทำหน้าที่สังเกตการณ์ไปตลอดจนสุดตัวกำแพงเมือง ในอนาคตซัลวาโตเรอาจจะต้องก่อตั้งหน่วยเฉพาะขึ้นมา เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ อาศัยเพียงหอกแห่งการปกป้องอาจจะยังไม่เพียงพอ แต่ก็จนปัญญาที่จะหาผู้คนที่ภักดีได้อย่างแท้จริง หอกทั้งสิบแห่งซัลวาโตเรย่อมไม่อาจแต่งตั้งขึ้นมามั่วๆ มีเพียงผู้ที่ทำให้ชายหนุ่มไว้ใจได้เท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับ ชายหนุ่มมองขึ้นฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขยับปาก



            “มาเถิดราชาผู้ละโมบ… จงโอบกอดบุปผาเพลิงแห่งข้า! ฮ่าๆ ๆ …”



            บังเกิดเป็นรอยยิ้มพิลึกพิลั่น ดั่งเด็กน้อยได้ของเล่นชิ้นใหม่ ปากก็ขยับบ่นพึมพำกับตัวเอง และหัวเราะขึ้นอย่างสะใจ จากนั้นชายหนุ่มก็ก้าวขาหมุนตัวจากไป มุ่งหน้ากลับไปยังสถานที่อันเป็นที่สั่งการอย่างแท้จริง...


    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน