ตกค่ำหลิวหยุนจัดอาหารขึ้นโต๊ะ ตงหยางเองก็รีบวางตำราในมือ แล้วเข้าไปประคองท่านอาจารย์ผู้เฒ่าตาบอด ให้มานั่งร่วมโต๊ะเพื่อกินอาหารร่วมกัน ในขณะที่ทุกคนกำลังจะเริ่มลงมือกับอาหารตรงหน้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงหญิงสาวร้องเรียกให้เปิดประตู
“มืดค่ำเช่นนี้ ยังมีใครมาหาเราอีก” จ้าวตงหยางเอ่ยขึ้น พร้อมกับจะลุกไปเปิดประตู แต่เขากลับถูกผู้เฒ่าตาบอดจับแขนรั้งไว้
“แม่นางหลิว รบกวนเ้าแล้ว” หลิวหยุนมองดูแววตาของตงหยางและรอยยิ้มของท่านผู้เฒ่าตาบอด ก็พอเข้าใจได้ว่าหน้าที่นี้ต้องเป็นาง
ประตูบ้านถูกเปิดออก ผู้ที่มาเคาะประตูกลับเป็แม่นางฟ่านเมิ่ง “กำลังกินมื้อเย็นใช่หรือไม่ วันนี้ท่านพี่ไป่เยว่ล่ากระต่ายตัวใหญ่มาได้ ข้าเลยทำอาหารแล้วแบ่งมาให้บ้านเ้าด้วย นี่ไง รับไปสิ” ฟ่านเมิ่งมองไปที่โต๊ะอาหาร มีกับข้าวสองอย่างที่ปรุงจากผัก กับข้าวต้มใส่หัวเผือกและธัญพืช ช่างดูจืดชืดในสายตานาง
“ขอบใจ…แต่วันหลังเ้ามิต้องลำบากก็ได้ ตงหยางปลูกผักไว้หลังบ้าน เรามิได้อดยากอะไร” หลิวหยุนยื่นมืออกไปจะรับจานใส่อาหารจากนาง แต่ฟ่านเมิ่งกลับชักจานที่ถืออยู่คืน ทำให้หลิวหยุนเอื้อมคว้าได้แค่อากาศ
“อุ๊ย…ขออภัย เ้าอยากได้หรือ แต่ข้าไม่คืน…” นางยิ้มเยาะให้กับหลิวหยุนแล้วเอาจานผัดเนื้อกระต่ายมาวางร่วมกับอาหารอื่น ๆ บนโต๊ะอาหารด้วยตนเอง
ฟ่านเมิ่งส่งยิ้มแปลก ๆ มาที่เด็กชาย จนตงหยางรู้สึกได้ จึงแสร้งก้มหน้าหลบสายตาของนาง
“แม่นาง มืดค่ำแล้ว ไม่ควรออกมาจากที่พักอาศัย บ้านท่านแม่ทัพไป่เยว่ อยู่ห่างจากบ้านหลังนี้ไปอีกไกล เ้ารีบกลับเถอะ ระหว่างทางระวังงูเงี้ยวเขี้ยวขอด้วย ตงหยางเองก็พบกับเ้าอสรพิษพวกนี้อยู่บ่อย ๆ”
เมื่อเอ่ยถึงงู ดูเหมือนจะทำให้ฟ่านเมิ่งดูระแวงขึ้นมาบ้าง “ใช่ ท่านผู้เฒ่าพูดถูก เช่นนั้นข้ากลับก่อนดีกว่า ขอให้ทุกคนอร่อยกับผัดกระต่ายของข้านะ กินเยอะ ๆ นะจ้าวตงหยาง เ้าดูผอมเกินไปแล้วนะ ว่าง ๆ แวะไปหาพี่ไป่บ้างสิ ่นี้เขาทำหน้าไม้ใหม่ เ้าอยากลองยิงดูบ้างไหม เด็กชายในหมู่บ้าน ต่างไปชมอยู่บ่อย ๆ ข้าคิดว่าเ้าคงสนใจ”
ชายชราตาบอด ตีดนิ้วขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วยกมือชี้ไปที่เตียงนอนของตงหยาง “คงมิต้อง ข้าเพิ่งสั่งทำหอกยาวเล่มใหม่มาให้เขา ตงหยางควรฝึกใช้อาวุธมากกว่าหนึ่งชนิด และ่นี้เขากำลังศึกษาหมู่ดาว มิมีเวลาไปเที่ยวเล่นที่ไหน จ้าวตงหยางต่างจากเด็กทั่วไป เขาไม่มีเวลาเล่นสนุกเช่นนั้น ขอแม่นางฟ่านเมิ่งโปรดเข้าใจ แม่นางเองก็สมควรหากิจกรรมทำเช่นกัน สตรีที่นี่มักลงไร่เข้าสวน หรือปักทอผ้าอยู่เรือนตน เ้าทำบ้างหรือไม่”
หญิงสาวหน้าเสียเล็กน้อย เมื่อถูกผู้เฒ่าตาบอดพูดแกมตำหนิ นางเหลือบตามองหอกยาวของตงหยาง มันทำมาจากไม้สีดำ ใบมีดดาบปลายหอกเป็โลหะเนื้อขาวเงางาม แสดงถึงความคมกล้า ‘เ้าเด็กผู้นี้มิใช่คนธรรมดาเช่นที่คิดไว้เสียแล้ว อาวุธนั่นมิใช่ของแดนมนุษย์ เ้าแก่นี่ก็มีพลังชีวิตที่จับต้องมิได้ น่าแปลกนัก’
“เอ่อ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ไม่รบกวนเวลาอาหารของพวกท่านแล้ว ท่านพี่ไป่เยว่เองก็รอข้ากลับไปกินข้าวกับเขาเช่นกัน แม่นางหลิวหยุนข้าไปก่อนนะ ว่าง ๆ คงต้องให้เ้าสอนทอผ้าบ้างแล้ว งานพวกนี้ข้ามิเคยทำ ปกติมีคนทำให้น่ะ ขอตัว”
หลิวหยุนปิดประตูลงกลอน แล้วเดินกลับมานั่งร่วมโต๊ะอาหาร นางใช้ตะเกียบคีบผักใส่ถ้วยให้ตงหยาง “ตงหยาง เ้ากินเยอะ ๆ นะ เ้าดูผอมลงเช่นที่นางพุดจริง ๆ ขอโทษข้าคงทำอาหารไม่ค่อยอร่อย”
“พี่หลิวหยุน อาหารฝีมือพี่อร่อยที่สุด พรุ่งนี้ข้าจะไปดักปลา หากได้มามากพอ ท่านก็เอามาตากแห้ง หรือทำอะไรก็ได้ เราจะได้มีปลากินทุกวัน”
หลิวหยุนพยักหน้าแล้วยิ้มให้เขา “ท่านปู่กินข้าวเถอะเ้าค่ะ” นางคีบผักให้กับผู้เฒ่าตาบอดด้วย เขาส่งยิ้มละมัยให้นาง แล้วยกถ้วยข้าวจ่อปาก ส่งอาหารเข้าปากเคี้ยวกินอย่างมีความสุข
จ้าวตงหยางเลื่อนหยิบจานผัดเนื้อกระต่ายลงจากโต๊ะอาหาร ทั้งสามเลือกกินแต่ผัดผักฝีมือหลิวหยุน ไม่มีผู้ใดแตะต้องจานผัดกระต่ายของฟ่านเมิ่งแม้แต่น้อย
เด็กชายเทถังบรรจุเศษอาหารลงในรางข้าวหมู สุดท้ายผัดเนื้อกระต่าย ก็กลายไปเป็อาหารสุกร ที่นอนรอเศษอาหารอยู่ในโรงเลี้ยงสัตว์ โดยที่จ้าวตงหยางเอง ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดถึงความผิดปกติ ที่ตนเองได้พบเจอมาให้ใครได้รับรู้ ด้วยรู้ดีว่า เื่นี้ต่อให้พูดออกไป ใครเลยจะเชื่อในคำพูดของเขา นอกซะจากว่าจะรอเวลาที่เหมาะสม แล้วให้ทุกคนได้เห็นเช่นเดียวกับตนเท่านั้น ถึงจะมีหลักฐานเพียงพอ ให้แม่นางฟ่านเมิ่งแก้ตัวไม่ได้เท่านั้น ความวุ่นวายทั้งหมดนี้ถึงจบลง
“ตงหยาง เสร็จแล้วมาพบข้าทางนี้หน่อย”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
เด็กชายหิ้วถังใส่เศษอาหารไปที่บ่อน้ำ เขาโยนถังไม้ที่มัดเชือกไว้ ลงไปในบ่อที่มีความลึกและมืดดำ ขอบบ่อน้ำก่อด้วยก้อนหินและดินเหนียวผสมฟางข้าว สูงเกือบเอวของเขา จ้าวตงหยางสาวน้ำจากก้นบ่อขึ้นมาล้างถังใส่เศษอาหารแล้วคว่ำถังไว้ตรงนั้น แล้วเดินเข้ามาหาชายชราตาบอดที่นั่งอยู่ข้างกองไฟ
“นั่งข้างข้าสิ”
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
“ดูนั่นสิ” ตงหยางเงยหน้าขึ้นมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า “เ้าเห็นอะไรในกลุ่มดาว ที่อยู่ ในตำแหน่งนั้นไหม”
“ข้าเห็นกลุ่มหมู่ดาวซานหยวน ขอรับ”
“ประกอบด้วยอะไรบ้าง”
“ในกลุ่มซานหยวนจะประกอบไปด้วย กลุ่มดาวซื่อเว่ยหยวน กลุ่มดาวไท่เว่ยหยวน และกลุ่มดาวเทียนซื่อหยวน ขอรับ จัดเป็กลุ่มของดาวฤกษ์ ซึ่งมีอยู่สามกลุ่มขอรับท่านอาจารย์”
ชายตาบอดยกมือขึ้นลูบหนวดเครา พยักหน้าให้เด็กชายด้วยความพอใจ “แล้วอะไรอีก”
“ส่วนในกลุ่มของยี่สิบแปดดาวฤกษ์ จะแบ่งออกเป็สี่กลุ่มตามทิศทั้งสี่ขอรับท่านอาจารย์” จ้าวตงหยางชี้นิ้วไปบนท้องฟ้าและอธิบายให้เขาฟังราวกับว่า ชายชราจะสามารถมองเห็นดวงดาวทั้งหมดได้ตามที่เขากำลังชี้บอก
“ว่าต่อไป”
“กลุ่มดาวัเขียว ชิงหลง ประจำในทิศตะวันออก เสือขาวไป่หู่ ประจำทางทิศตะวันตก เต่าดำเสวี่ยนอวู่ อยู่ทางทิศเหนือ สุดท้ายหงษ์แดงจูเชว่ ประจำทางทิศใต้ขอรับ”
“ใช้ได้ ต่อไปเราจะลงลึกกันมากกว่านี้ เ้าต้องจดจำตำแหน่งดวงดาวทั้งหมดนี้ให้ดี แล้วเ้าจะได้มองเห็นทุกอย่างที่จนเ้าเองก็คิดไม่ถึง จ้าวตงหยาง…”
“ท่านอาจารย์ ข้ามีเื่สงสัย ในตำรามากมาย เหตุใดบ้างเรียกจูเชว่ว่านกกระเรียนแดงบ้าง เรียกนกกระจิบสีชาดบ้าง ทำไมถึงเป็เช่นนั้นเล่าขอรับ”
“ธรรมดา ในครั้งา หากเ้ามองท้องฟ้าเห็นสัตว์ปีกสีสวย สะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ เ้าเห็นแค่นั้น ก็เข้าใจว่า นั่นคือสัตว์ปีกสีแดง มนุษย์ต่างพากันจิตนาการไปต่าง ๆ นา ๆ เช่นนี้จะถือว่าจูเชว่เป็อะไรก็ได้ตามแต่ที่ทุกคน้า เพราะอย่างไรแล้ว สัตว์เทพตนนี้ ก็คือสัญลักษณ์ของสัตว์ปีกสีแดงอยู่ดี จะเป็นกกระเรียน นกกระจิบ หรือหงษ์ ทั้งหมดก็เป็สัตว์ปีกสีแดง แห่งทิศใต้เช่นกัน”
จ้าวตงหยางยิ้มให้ท่านอาจารย์ แล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วอธิบายเื่ราวของดวงดาวต่อไป ให้กับชายตาบอดผู้รอบรู้เื่ดวงดาวและโชคชะตาได้รับฟัง เพื่อเขาจะได้ช่วยชี้แนะสั่งสอน ซึ่งก็เป็เช่นนี้ เหมือนกับทุกค่ำคืนที่ผ่านมา
เด็กชายนั่งกอดอกหนาวสั่น ไม่คิดเลยว่าลำธารที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า จะมีแอ่งน้ำเย็นที่หนาวนถึงกระดูก หวังหยงนั่งนิ่งสงบอยู่บนโขดหิน ในขณะที่เฉิงวั่งซู แช่อยู่ในสระเหมันต์จนปากซีดสั่นรัวจนฟันกระทบกันจนดังก้องหู
“วะ…หวัง…หวังหยง ข้า…ไม่ไหวแล้วนะ ขอขะ…ข้าขึ้นเถอะนะ”
“ไม่ได้ เ้าอยากมีพลังเตโชในกาย มีทางเดียวคือต้องรู้จักสร้างปราณในกาย เพื่อสยบความเย็นที่อยู่รอบตัวของเ้าในตอนนี้ให้ได้เสียก่อน”
“แต่ข้าเพิ่งเริ่มฝึกเดินปราณเองนะ ไม่รู้ล่ะ ข้าไม่ไหวแล้ว” เฉิงวั่งซูลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินขึ้นจากแอ่งน้ำเย็น แต่กับถูกหวังหยงดีดก้อนหินใส่เข้าที่ข้อเข่า จนขาพับ คุกเข่าลงไปแช่อยู่ในน้ำอีกครั้ง
“หวังหยงนี้เป็แผนชั่วของเ้าใช่หรือไม่ เ้าไม่ชอบข้า เลยหาทางแกล้งข้าใช่หรือไม่ ไอ้คนชั่ว ไอ้คนหลอกลวง”
“คุณชายเฉิง…ทั้งหมดนี้ เป็เ้าเองมิใช่รึ ที่้ามัน สถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่ใครคิดจะเข้าก็เข้า คิดจะออกก็ออก แม้แต่จางลี่ที่เป็ศิษย์ผู้หนึ่งของสำนัก ก็หาได้เข้ามาถึงสระเหมันต์แห่งนี้ได้ คิดดูว่าข้าทำเช่นนี้กับเ้า คือกลั่นแกล้งหรือหวังดีกันแน่”
เฉิงวั่งซูสงบลง เขาคิดตามที่หวังหยงศิษย์ผู้พี่อธิบาย
“ตลอดเวลาที่ท่านอาจารย์สั่งสอนเ้า มีสักวันไหมที่เ้าจะตั้งใจ หากไม่มีข้าคอยเฝ้าดูเ้าอยู่ เ้าก็คงหนีเที่ยวเหลวใหลไม่ได้การใดสักอย่าง วันนี้เ้าก็อยู่ตรงนี้ แล้วเดินพลังปราณตามที่ข้าแนะนำ ทำไม่ได้ก็แข็งตายอยู่ที่นี่เถอะวั่งซู”
“เ้า…”
เด็กชายกัดเม้มริมผีปากแน่น แต่สุดท้ายแล้ว คำชี้แนะของหวังหยงก็ดูเหมือนจะเริ่มสัมฤทธิ์ผลขึ้นมา
- มี e book - https://shorturl.asia/mT8gu