ตอนนี้เป็เวลาปลายยามอิ๋น (03.00-04.59น.) แล้ว เฟยเจินได้ตื่นขึ้นมาด้วยความใ นึกไม่ถึงว่าตนจะทนความง่วงไม่ไหวและหลับไปก่อน เธอตั้งใจจะรอพี่ใหญ่นี่นา… ไม่นานหลังจากที่เฟยเจินกลับมาจากอาบน้ำตรงริมลำธารลับอีกฝั่งหนึ่งที่เธอทำเป็ที่สำหรับอาบน้ำโดยเฉพาะ เฟยเทียนก็ได้เดินเข้ามาด้วยสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ไม่เพียงท่าเดินที่กลับมาเป็ปกติแล้ว แต่ทั้งผมและผิวก็ดูเปลี่ยนไปด้วย
เดิมทีผมของเขาก็เหมือนเฟยเจินตอนแรกที่ทั้งแห้งแตกปลาย หยาบกระด้าง แต่ตอนนี้มันกลับดำยาวสลวย และผิวจากที่ซีดเซียวก็ดูอมน้ำ เนียนนุ่มดีขึ้นอย่างมาก หากเปลี่ยนจากหนังหุ้มกระดูกเป็มีน้ำมีนวลแล้วล่ะก็… แต่เดิมสามพี่น้องก็หน้าตาดีอยู่แล้ว หากพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีคงจะเหมือนคุณหนู คุณชายในเมืองจริงๆ
“พี่ใหญ่ ท่านดูดีและดูแข็งแรงขึ้นเยอะเลยเ้าค่ะ” เฟยเจินกล่าว
“เื่นี้ต้องขอบใจเ้ามากน้องรอง ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ ขาก็หายดีแล้ว” เฟยเทียนกระแอมเบาๆ ก่อนตอบกลับด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อยที่ถูกน้องสาวชม
“ข้าดีใจจริงๆ เ้าค่ะที่สามารถช่วยพี่ใหญ่ได้ ท่านจะนอนพักสักหน่อยไหมเ้าคะ ข้าว่าเมื่อคืนคงผ่านอะไรมาหนักเป็แน่…”
“ไม่หนักหรอกน้องรอง ข้าทนได้ หากมันจะทำให้ขาหายเป็ปกติ ข้ายอมทนเจ็บกว่านี้ก็ยังได้” พี่ใหญ่ยิ้มบางและลูบหัวเฟยเจินเบาๆ
“ท่านนอนพักสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ ข้าจะออกไปดูด้านนอกมิติก่อน”
“ข้าไม่ง่วงหรอกน้องรอง ข้าได้นอนมาบ้างแล้ว” เฟยเจินจำต้องยอมข้อปฏิเสธของพี่ใหญ่และพาออกไปด้านนอกมิติด้วย ส่วนเฟยินั้น เธอปล่อยให้นอนในมิติไปก่อนเพราะเตียงมีสภาพที่ดีกว่าด้านนอก วันหลังเธอคงต้องเข้ามาปรับปรุงอะไรในมิติหลายๆ อย่างให้พร้อมมากกว่านี้ รวมถึงกระท่อมด้านนอกมิติด้วยเช่นกัน
“ขึ้นเขากันดีหรือไม่เ้าคะพี่ใหญ่ ข้าอยากทำเนื้อสัตว์บำรุงร่างกายพี่ใหญ่และน้องเล็กเ้าค่ะ” เฟยเจินพูดขึ้นมาหลังสองพี่น้องปรากฏกายขึ้นภายในกระท่อมหลังโทรมตำแหน่งเดิม
“ให้ข้าไปเองดีหรือไม่ ขาข้าหายสนิทแล้วล่ะ” พี่ใหญ่เสนอขึ้น
“ไปสองคนจะปลอดภัยกว่านะเ้าคะ พวกเราจำเป็จะต้องเดินลึกเข้าไปสักหน่อยเพื่อล่าสัตว์ป่า”
“แต่หากลึกเกินไป อาจโชคร้ายเจอสัตว์อสูรก็ได้นะน้องรอง เ้าไม่กลัวหรือ” เฟยเทียนขมวดคิ้วเมื่อนึกถึงเื่เล่าที่ผู้ใหญ่บ้านป่าวประกาศเตือนทุกคนไม่ให้เข้าป่าลึกเกินไปเพราะในโลกนี้มีสัตว์ที่อันตรายยิ่งกว่าสัตว์ป่าปกติ มันเป็สัตว์กลายพันธุ์อีกขั้นหนึ่ง เรียกว่า ‘สัตว์อสูร’ ผู้ใหญ่บ้านบอกว่า ถึงสัตว์อสูรจะหายาก แต่ก็มีคนเจอบ้างและมักสังเวยชีวิตให้กับพวกมัน แต่ในความเป็จริงแล้วนั้น สัตว์อสูรหายากมากกว่าที่พวกเขาคิดเป็อย่างมาก พวกมันจะเลือกที่อยู่อาศัยที่อุดมสมบูรณ์ หรือบางตัวอาจต้องอาศัยสภาพแวดล้อมนั้นๆ เพื่อดำรงชีวิต และอาจกล่าวได้ว่าในป่าเขาใกล้หมู่บ้านต้าซูนั้นไม่น่าจะมีสัตว์อสูรอยู่เพราะอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอ แต่ชาวบ้านธรรมดาเ่าั้ก็ยังไม่กล้าเข้าป่าลึกจนเกินไป และมักสั่งสอนลูกหลานสืบต่อกันไปถึงความเชื่อผิดๆ เหล่านี้อีกด้วย
“ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีสัตว์อสูรนะเ้าคะพี่ใหญ่” เฟยเจินทำท่าทางคิดไม่ตก เพราะเธอได้อ่านหนังสือที่อยู่ในตู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรมาเล็กน้อย ถ้าเธอคิดไม่ผิด สัตว์อสูรไม่น่าจะเลือกมาอยู่ป่าเขาแห่งนี้แน่ๆ ถ้าเป็เธอก็จะเลือกเช่นนั้น
“มาจากหนังสือเ่าั้ที่เ้าบอกหรือ” เฟยเทียนได้ลองอ่านหนังสือเ่าั้แล้ว แต่เขาอ่านไม่ออกเพราะมันเป็ภาษาโบราณ เขาจึงเชื่อที่น้องรองบอกว่าเอาความรู้มาจากหนังสือเ่าั้
“เ้าค่ะ แต่หากโชคร้ายเจอสัตว์อสูรจริงๆ… ข้าก็สามารถพาพี่ใหญ่และตนเองเข้าไปหลบในมิติได้ จริงหรือไม่เ้าคะ”
“อืม ที่เ้าว่ามาก็ถูก งั้นวันนี้เราเข้าไปล่าสัตว์กันเถอะ แต่ที่บ้านมีหอกไม้แค่หนึ่งอัน และเชือกบางส่วนเท่านั้น จะพอหรือไม่” เฟยเทียนพาเฟยเจินเดินไปดูหอกไม้แหลมและเชือกเถาวัลย์ที่ท่านพ่อเคยทำไว้ใช้ล่าสัตว์
“คุณภาพดีเลยเ้าค่ะ ไม้แหลมแข็งแรงมากๆ ให้ข้าเป็ผู้ถือได้หรือไม่เ้าคะพี่ใหญ่” เฟยเจินกระพริบตาถี่ๆ อย่างน่ารักน่าชัง
“เ้าไหวหรือ ตัวเ้าสูงยังไม่เท่าไม้เลย…” เฟยเทียนหัวเราะเบาๆ
“ข้าแข็งแรงกว่าท่านอีกนะเ้าคะพี่ใหญ่ ข้าบอกแล้วมิใช่หรือว่าข้าได้รับพลังวิเศษมาด้วย” เฟยเจินยู่ปากและยกมือขึ้นมากอดอกอย่างน่าเอ็นดู
“งั้นเอาตามที่เ้า้าเถอะ หากไม่ไหวก็บอกข้าแล้วกัน” เฟยเทียนอดที่จะเอ็นดูน้องสาวคนนี้มิได้ น้องสาวของเขาช่างดื้อรั้นจริงๆ
“นี่ก็ใกล้กลางยามเหม่า (05.00-06.59น.) แล้วพวกเราออกเดินทางกันเถอะเ้าค่ะ” เฟยเจินใช้จิตเคลื่อนย้ายพวกถ้วยชามและอุปกรณ์ครัวบางอย่าง เช่น หม้อ เข้าไปในมิติ เผื่อนำไปใช้ทำอาหารยามอยู่ในป่า
“ได้ งั้นข้าถือหอกไม้และเชือกพวกนี้แทนเ้าก่อนแล้วกัน พอใกล้ถึงป่าแล้วเ้าค่อยถือ” เฟยเทียนมองถ้วยชามที่หายวับไปกับตาด้วยความตื่นตะลึงเล็กน้อย เขาคงยังไม่ชินจริงๆ
สองพี่น้องเริ่มออกเดินทางขึ้นเขาและเข้าป่าโดยใช้เวลาไม่นานนัก เพราะบ้านพวกเขาอยู่ใกล้ตีนเขามาก ทางด้านเฟยินั้นนอนหลับอย่างสบายใจ ไม่ได้รู้เลยว่าตนนั้นกำลังจะพลาดความสนุกในครั้งนี้ไป
“เดินมาสักพักแล้ว ยังไม่มีวี่แววสัตว์ใดๆ เลย พวกเราจะมาเสียเที่ยวหรือไม่น้องรอง” เฟยเทียนเม้มปากและเดินต่อไปเรื่อยๆ บางทีก็วางเชือกทำเป็กับดักไว้ตามทาง
“อาจจะต้องเดินลึกเข้าไปกว่านี้ก็ได้เ้าค่ะพี่ใหญ่ หากไม่เจอจริงๆ พวกเราก็ไปเก็บผักป่าและเห็ดทรัฟเฟิลก็ได้” ในใจเฟยเจินนั้นเชื่อมั่นว่าจะต้องเจอสัตว์สักตัวอย่างแน่นอน
กะต๊าก กะต๊าก!!
“อ๊ะ ไก่ป่านี่!” เฟยเจินอุทานออกมาเบาๆ พลางดักสุ่มดูไก่ป่าสองตัวที่กำลังกระพือปีกทะเลาะกัน
“เราจะจับกันอย่างไรดีน้องรอง” เฟยเทียนพูดด้วยความตื่นเต้นข้างๆเฟยเจิน
“รอสักพักก่อนเถอะเ้าค่ะ ให้มันเหนื่อยก่อน แล้วพวกเราค่อยไปจับ” เฟยเจินจับจ้องไก่สองตัวเขม็ง
กะต๊าก กะต๊าก!!
เมื่อเฟยเจินเห็นว่าไก่ตัวเมียอีกตัวได้พ่ายแพ้และนอนหมดแรงแล้วนั้น เธอก็รีบออกไปเผชิญกับไก่อีกตัวทันที ในตอนที่ไก่ตัวนั้นเห็นเฟยเจินโผล่ออกมาก็ใส่งเสียงร้องและเบ่งไข่ออกมาฟองหนึ่ง ก่อนที่พยายามจะกระพือปีกเพื่อหนี
จึก!
เฟยเจินรีบกระโจนใช้หอกไม้แหลมทิ่มไปที่ไก่ตัวเมียตัวนั้นอย่างว่องไวและแม่นยำ ขณะนั้นเฟยเทียนได้แต่มองค้างและมิได้พูดอันใด
“ได้ไข่ฟองหนึ่งด้วยเ้าค่ะพี่ใหญ่” เฟยเจินรีบยกไก่ที่เือาบไปทั้งตัวและไข่ที่มันเพิ่งจะเบ่งออกมา ชูขึ้นมาให้ผู้เป็พี่ดูด้วยความดีใจ ไก่อีกตัวที่นอนหมดแรงและได้เห็นฉากสยดสยองที่ไก่ตัวนั้นโดนทิ่มก็ใกลัวจนเป็ลมไปทันที
“เก็บไก่ตัวนี้ไว้เลี้ยงออกไข่ดีหรือไม่น้องรอง” เฟยเทียนเสนอขึ้นมาเมื่อเห็นไก่ที่น่าสงสารนอนสลบไป
“ดีเ้าค่ะ งั้นข้าจะนำมันไปไว้ในมิติก่อน ส่วนไก่ตัวนี้เราจะทำไก่ย่างสมุนไพรกินกัน” ระหว่างทางพวกเฟยเจินได้เก็บสมุนไพรที่พบเจอไปบ้างและเก็บมันไว้ในมิติ
ตอนนี้เป็เวลากลางยามซื่อ (09.00-10.59น.) อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวขึ้นจนพวกเฟยเจินเลือกที่จะไปทำอาหารใกล้ๆ ที่ร่มไม้ใหญ่ เธอและพี่ใหญ่ช่วยกันหาฟืนเพื่อมาเป็เชื้อเพลิงในการย่างไก่ เมื่อได้เพียงพอแล้ว เธอก็ขอให้พี่ใหญ่ช่วยจุดไฟ ส่วนเธอเตรียมจะทำไก่ยัดไส้สมุนไพรก่อน สมุนไพรที่เก็บมาก็ไม่ได้มาก มีกระเทียมป่าหรือซ้วนโถว พริกป่าหรือล่าเจียว ข่าป่าหรือหนันเจียง ตะไคร้ป่าหรือหนิงเิเฉ่า และอื่นๆ อีกเล็กน้อย เมื่อจัดการยัดส่วนผสมต่างๆ ในไก่เรียบร้อยแล้วนั้น ไฟก็จุดติดพอดี เธอย่างไก่ด้วยมือที่คล่องแคล่ว พอหนังไก่มีสีเหลืองทองก็พลิกไปมา ให้มันสม่ำเสมอกัน กลิ่นหอมลอยไปทั่วบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว
“กลิ่นหอมยิ่งนัก ทำข้าหิวเลยจริงๆ” พี่ใหญ่มองไก่ที่ถูกพลิกไปมาคล้ายน้ำลายจะไหลเต็มที
“ข้ารบกวนพี่ใหญ่ช่วยไปตามน้องเล็กได้หรือไม่เ้าคะ ป่านนี้คงนอนหิวแย่แล้ว” เฟยเจินหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงน้องชายจะกละที่กำลังหลับอย่างสบายใจอยู่ในมิติ
“ได้ งั้นเ้าส่งข้าเข้าไปในมิติเลย ประเดี๋ยวข้าจะไปตามน้องเล็กเอง” เฟยเจินกำหนดจิตและส่งพี่ใหญ่เข้าไปในมิติทันที
ในระหว่างที่เฟยเจินลุกออกมาจากไก่เพื่อเดินไปหาพี่ใหญ่ไม่นาน ก็ได้มีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยสีแดงที่กำลังจ้องมองไก่ที่อวบอ้วนเขม็งนั้นพุ่งเข้ามาหาไก่ที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจ แต่ยังไม่ทันที่เ้าสิ่งมีชีวิตตัวน้อยจะได้กัดไก่ เฟยเจินก็ได้พุ่งตัวมาโดยสัญชาตญาณ กลายเป็ว่าเ้าตัวน้อยนั้นกัดมือเฟยเจินจนเืออก และได้เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาทันใด
เืของเฟยเจินที่ได้เข้าปากสิ่งมีชีวิตตัวน้อยนั้นได้ทำพันธสัญญาขึ้นมา เพียงเพราะในระหว่างนั้นเ้าตัวน้อยได้ยินยอมทุกอย่างภายในใจด้วยความตะกละเพื่อที่จะได้กินไก่ตัวนั้น มันเลยถูกทำพันธสัญญากับมนุษย์ทันที ปานสัญลักษณ์รูปจิ้งจอกแดงขึ้นมาบริเวณหน้าอกด้านซ้ายใกล้หัวใจเฟยเจิน บ่งบอกว่าการทำพันธสัญญาได้สมบูรณ์แล้ว ซึ่งมีเพียงแค่สัตว์อสูรเท่านั้นที่สามารถทำพันธสัญญากับมนุษย์ได้ โดยสัตว์อสูรนั้นต้องยินยอมที่จะผูกจิตกับมนุษย์ผู้นั้นนั่นเอง
หนึ่งสัตว์อสูรและหนึ่งเด็กหญิงนั้นมองหน้ากันและกันด้วยความมึนงง เฟยเจินมองสิ่งมีชีวิตตัวน้อย ที่รูปร่างเหมือนจิ้งจอกเฟนเนก มันมีขนาดเล็กเหมือนลูกแมวน้อยและหูที่ยาวมากประมาณ 4.5 ชุ่นได้และมีขนสีแดงเพลิงที่สวยงามนุ่มลื่น ตอนนี้ทั้งสองได้กำลังจ้องมองกันและกันอย่างงงงวย