เกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว

    บทที่ 50 บาดแผล

            บทที่50 

            บาดแผล 

            ที่ดินบริเวณชานเมืองตำแหน่งที่ตั้งของบ้านลู่หยางรั้วไม้ที่ถูกพังทลายจนพังพินาศ ร่างของอาชาสีดำพุ่งตรงกับมาภายในบริเวณนี้อย่างรวดเร็วหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีตั้งอยู่บนหลังอาชานั้นพร้อมกับโอบกอดเด็กน้อยที่บาดเจ็บสาหัส 

            ลู่หยางเต็มด้วยความร้อนรนในระยะทางระหว่างควบอาชามาที่สถานที่แห่งนี้ไม่พูดอะไรเลยสักนิดตั้งหน้าตั้งตาควบอาชามาถึงบ้านของตนเองให้รวดเร็วมากที่สุด 

            เมื่อเดินทางมาถึงเขาก็กระโดดลงอย่างรวดเร็วจากนั้นพยายามจะยื่นมือของตนเองขึ้นไปอุ้มร่างของบุตรสาวลงมา

            แต่เมื่อเขายื่นมือของตนเองขึ้นไปปรากฏว่าหนิงหนิงถุงมือของนางอบกอดร่างของสตรีผู้นี้อย่างแน่นไม่ปล่อยเลยแม้แต่น้อย

            ไป๋เฟิ่งบุคลิกท่าทางเย็นชาดวงตาหงส์ของนางก้มต่ำลงมามองเด็กน้อยที่อยู่ภายในอ้อมแขนเห็นว่าเด็กน้อยผู้นี้โอกาสนางแน่นไม่ยอมปล่อยนางจึงกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงไพเราะเรียบเฉยว่า  “ ข้าแบกนางไปเอง..”

            ลู่หยางได้ยินเช่นนั้นนิ่งเล็กน้อยก่อนที่จะทำการเดินเข้าไปภายในเรือนของตนเองอย่างรวดเร็วเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์ในการรักษา

            อันที่จริงแล้วภายในเมืองมันน่าจะเป็นสถานที่ที่สามารถมีอุปกรณ์การรักษาที่คบกันมากกว่าแต่ว่าตัวของเขาไม่มีเวลามากขนาดนั้นจำเป็นจะต้องรักษาอย่างรวดเร็ว 

            ไป๋เฟิ่งกระโดดลงจากหลังม้าจากนั้นก็เดินตรงตามหลังบุรุษผู้นั้นเข้าไปอย่างรวดเร็ว 

            เดินตรงเข้าไปภายในเรือนพบเห็นว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเพียงแค่เรือนไม้เก่าๆที่แทบจะไม่มีอันใดเลย 

            ลู่หยางจัดเตรียมที่นอนเอาไว้ให้กับบุตรสาวของตนเองมันเป็นแคร่ไม้ที่ถูกปูทับด้วยผ้าขาวสะอาดเมื่อมองเห็นว่านั่งเดินทางเข้ามาถึงจึงทำการบอกให้นางวางบุตรสาวของตนเองลงอย่างรวดเร็ว

            ไป๋เฟิ่งถ้าคิดจะทำเช่นนั้นเดินตรงเข้าไปวางร่างของเด็กน้อยผู้นั้นลงด้วยท่าทางคว่ำเพราะว่าบาดแผลของเด็กน้อยผู้นี้โดนอยู่บริเวณกลางหลัง

            แต่เมื่อนางวางร่างของเด็กน้อยผู้นี้ลงไปนางก็หวังจะเดินออกจากสถานที่แห่งนี้และกลับไปสะสางเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

            แต่ผู้ใดจะรู้เล่าเมื่อนางทำการวางร่างของเด็กน้อยผู้นั้นลงและหันหลังเดินออกจากสถานที่แห่งนี้หนิงหนิงใช้มือของตนเองจับมือของนางเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยทำให้ไป๋เฟิ่งต้องหยุดชะงัก 

            นางหันใบหน้าของตนเองกลับมามองที่เด็กน้อยผู้นั้นที่คว้าจับมือของตนเองเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

            ตอนแรกว่าจะปล่อยนางแล้วก็รีบเดินทางกลับไปสะสางปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ 

            แต่เมื่อมองเห็นการกระทำของเด็กผู้นี้นางค่อยๆเดินกลับมาอย่างช้าๆและสุดท้ายก็ยอมยืนอยู่บริเวณข้างเตียงอย่างเงียบๆมือของนางเองก็ถูกคว้าจับเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยเช่นเดิมแม้ว่าเด็กพวกนี้จะหมดสติไปแล้ว 

            ลู่หยางเริ่มทำการรักษาบาดแผลของบุตรสาวของตนเองรักษาไปร้อนรนไปใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ภายในใจเต็มไปด้วยความกังวลเกี่ยวกับบาดแผลของลูกสาวที่กำลังแสดงอยู่ในตอนนี้ 

            มองดูแล้วบาดแผลไม่ลึกมากแต่เพราะว่าได้รับบาดเจ็บเป็นเวลานาน ร่างกายเลยสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนหนึ่ง 

            หนิงหนิงเพียงแค่เด็กเท่านั้นอายุน้อยร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงถ้าสูญเสียเลือดไปเป็นจำนวนนี้คงมีโอกาสที่จะเข้าสู่สภาวะอันตราย

            แต่ลู่หยางก็พยายามทำอย่างสุดความสามารถเขาใช้วิธีการใดและอย่างที่ตนเองศึกษาเล่าเรียนมาในการรักษาบุตรสาวของตนเอง

            ใช้เวลาในการรักษาอยู่ประมาณหนึ่งชั่วยามเต็มๆกว่าที่จะรักษาเสร็จหลังจากที่รักษาเสร็จใบหน้าของหนิงหนิงเริ่มดูดีขึ้นในระดับนึงตอนนี้ใบหน้าของนางไม่ได้มีแต่ความเจ็บปวดและก็ซีดเซียวอีกแล้ว 

            ไป๋เฟิ่งในตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมานางก็ยืนอยู่ข้างเตียงยังไม่ห่างนั่งยืนอยู่ด้วยท่าทางเรียบเฉยไม่ขยับเลยแม้เพียงก้าวแต่ก็ใช้ดวงตาของตนเองจ้องมองร่างของเด็กน้อยผู้นี้ด้วยความเป็นห่วงอยู่หลายส่วน 

            อย่างไรเสียเด็กผู้นี้ที่ได้รับบาดเจ็บมันก็เป็นเพราะว่ารับกระบี่แทนนาง 

            ลู่หยางการรักษาเสร็จใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยโล่งใจบนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ยกมือของตนเองขึ้นมาปาดเหงื่อบนใบหน้าตอนนี้ภายในใจนั้นโล่งใจไปได้ประมาณนึงเพราะว่าดูจากอาการแล้วบุตรสาวของตนเองน่าจะอาการดีขึ้น

            ยาที่รักษาจนเสร็จดวงตาของเขาได้หันไปมองไป๋เฟิ่งก่อนที่ดวงตาของเขาจะมองเห็นโลหิตที่ไหลออกมาจากบาดแผลบริเวณแขนด้านซ้าย 

            โลหิตสีแดงไหลออกมาเป็นทางยาวหยดลงสู่พื้นบาดแผลของนางก็หนักใช้เล่นกระบี่แทงลึกกว่ากระบี่ที่แทงเข้าไปภายในร่างกายของหนิงหนิงอีกแต่ว่านางกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลยสักนิดใบหน้าเองก็เรียบเฉยเย็นชา

            ถึงกระนั้นลู่หยางเขาเองก็ไม่ปล่อยให้ผู้ที่ช่วยชีวิตบุตรสาวของตนเองยืนอยู่ในสภาพเช่นนั้นอย่างแน่นอน

            ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆก้าวเข้าไปใกล้ๆนาง จากนั้นก็ทำการยื่นมือของตนเองไปด้านหน้าใช้ฝ่ามือของตนลองสัมผัสเข้ากับแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บของนาง

            เขายกแขนซ้ายของนางขึ้นมาดูมองเห็นบาดแผลนั้นจึงกล่าวออกมาอย่างอ่อนโยน“ ข้าจะทำแผลให้ ” 

            ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยตอบรับกลับไปก่อนที่จะกล่าวย้อนกลับว่า“ แค่นี้ไม่เป็นอันใดข้าหมดเรื่องแล้ว ” 

            นางทำการยกมือของตนเองขึ้นมาและก็ปลดมือของเด็กน้อยผู้นั้นออกจากมือของตนเองนางกำลังจะเดินออกจากสถานที่แห่งนี้ไปแต่ว่าลู่หยางยื่นมือของตนเองไปด้านหน้าคว้าจับแขนของหน้าเอาไว้

            ไป๋เฟิ่งยังคงแสดงท่าทางเย็นชาตอบรับกลับไปนางได้แต่ใช้ดวงตาหงส์ของตนเองมองตรงมาที่มือของบุรุษผู้นั้นที่คว้าจับเข้าที่แขนของนาง

            ลู่หยางแสดงใบหน้าจริงจังของตนเองออกมาจากนั้นก็ทำการกล่าวย้ำอีกครั้งด้วยแววตาที่จริงจัง“ เขาบอกว่าเขาจะรักษาให้บาดแผลเช่นนี้จริงอยู่ว่าดูเหมือนว่าไม่เป็นอะไรแต่ว่าถ้าปล่อยเอาไว้มันจะติดเชื้อ”

            ลู่หยางสัมผัสได้ตั้งแต่แรกเห็นบาดแผลว่าสตรีผู้นี้ไม่ใช่สตรีธรรมดามีสติธรรมดาผู้ใดเล่าที่สามารถต้านทานบาดแผลที่รุนแรงขนาดนี้ได้

            ลองดูจากสายตาของเขาแล้วบาดแผลของนางมันรุนแรงเป็นอย่างมากแถมเลือดเองก็เสียไปมากด้วยเช่นเดียวกันกระบี่นั้นตัดเข้าเส้นเลือดใหญ่แต่ว่านางผูันี้กลับยืนได้ถ้าเป็นบุรุษธรรมดาทั่วไปโดนการโจมตีนี้เข้าไปไม่สามารถยืนได้เช่นนางอย่างแน่นอน

            ไป๋เฟิ่งลังเลอยู่สักพักนางแสดงท่าทางเย็นชาแต่สุดท้ายแล้วก็ยินยอมทำตามความปรารถนาของคนผู้นั้น 

            ลู่หยางนอนพักอยู่ภายในห้องส่วนลู่หยางและไป๋เฟิ่งทั้งสองออกมานั่งอยู่บริเวณด้านนอก

            ภายในห้องโถงที่กว้างขวางไป๋เฟิ่งถอดชุดเกราะของตนเองออกและก็ถูกแขนเสื้อของตนเองขึ้นเผยให้เห็นบาดแผลรอยกระบี่ที่ปรากฏอยู่บริเวณด้านบนผิวหนัง

            ลู่หยางจับแขนของนางอย่างนุ่มนวลจากนั้นก็ทำการนำสุราราดลงไปบนบาดแผลเพื่อฆ่าเชื้อ

            เขานำเอาวิธีการปฐมพยาบาลในยุคสมัยนี้แล้วก็ยุคสมัยของเขามาผสมผสานและใช้มาเป็นวิธีการรักษาการทำแผลเช่นนี้มันไม่ได้ยากเย็นสำหรับคนที่เป็นหน่วยรบเช่นเขาหน่วยรบเช่นเขาฝึกฝนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมา

            บางครั้งมีรอยกระสุนยิงก็จำเป็นที่จะต้องนำกระสุนออกจากร่างกายโดยที่ไม่มีหมอ

            การทำแผลรอยกระบี่ไม่ใช่เรื่องยาก 

            ลู่หยางหลังจากที่นำสุราราดลงไปบนแผลของนางลองมองดูปฏิกิริยาของสตรีที่อยู่เบื้องหน้าของเขาหนังไม่ขยับเลยแม้แต่น้อยบนใบหน้าไม่แปรเปลี่ยนสีไม่แสดงถึงความเจ็บปวด

            ซึ่งนั่นก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากเหตุใดสตรีผูันี้ถึงได้เพียงนี้“ ท่านไม่เจ็บปวดเลยอย่างนั้นหรือ? ”

            เขานั้นถึงกับต้องเอ่ยถามออกมาเมื่อเห็นนางแสดงท่าทางนิ่งสนิทตอบรับ

            ไป๋เฟิ่งใบหน้าเย็นชาตอบกลับ“ เจ็บหรือไม่เจ็บสำคัญอย่างไรเจ้ามีหน้าที่ทำแผลก็ทำไป ” 

            ลู่หยางรู้สึกได้ในทันทีเลยว่าสตรีผู้นี้แตกต่างจากสตรีผู้อื่นจริงๆด้วยคำพูดคำจาที่นางแสดงออกมานั่นคืออะไรกันเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ยินคำเช่นนี้จากปากของสตรีผู้ใด

            ลู่หยางเริ่มทำการปฐมพยาบาลต่อใช้เข็มเงินของตนเองทิ่มลงไปที่จุดชีพจรต่างๆเพื่อห้ามโลหิตของนางไม่ให้ไหลจากนั้นก็เริ่มทำการทำแผลอย่างประณีต 

            เริ่มทำการทำแผลอย่างรวดเร็วหลังจากที่เขาทำการทำแผลจนเสร็จนางไม่เปิดปากร้องมาสักนิดเดียวนั่งนิ่งให้เขาทำแผลยังไม่ขยับ

            ลู่หยางเขาทำแม้กระทั่งการเย็บบาดแผลอันที่จริงแล้วถ้าเป็นสตรีหรือแม้จะเป็นบุรุษถ้าเย็บบาดแผลโดยที่ไม่มียาชาแน่นอนว่าต้องส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดแต่นี่แม้แต่เปลือกตาของนางก็ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

            ไป๋เฟิ่งหลังจากที่รักษาบาดแผลจนเสร็จนางหันไปหยิบชุดเกราะของตนเองและก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว 

            ลู่หยางเปรียบเทียบกิริยาที่นานแสดงออกมาว่านางเป็นสตรีที่เปรียบดังน้ำแข็ง

            ไป๋เฟิ่งพร้อมจะเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้แต่เมื่อทำการหยิบชุดเกราะของตนเองขึ้นมาพร้อมกับกระบี่ก้าวเท้าออกไปได้เพียงแค่สองก้าวเท่านั้น 

            ตึกตัก!!!ตึกตัก!!!! หัวใจภายในอกข้างซ้ายของนางเต้นแรงขึ้น ในขณะเดียวกันบริเวณกลางหน้าอกมันก็รู้สึกเหมือนกับว่ามีบางอย่างเข้ามากดทับทำให้นางหายใจไม่ออก 

            ไป๋เฟิ่งร่างกายทรุดต่ำลงไปอย่างรวดเร็วลงไปอยู่ในท่าทางเขาอยู่กับพื้นลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันบังเกิดความตื่นตระหนกลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและก็ยื่นมือของตนเองไปพยุงร่างกายของนางขึ้นมา“ แม่นางเป็นอันใดหรือไม่? ” 

            ไป๋เฟิ่งถูกพยุงขึ้นมาอยู่ในท่านั่งเมื่อนางขึ้นมานั่งบนเก้าอี้บริเวณมือทั้งสองข้างยังจับกุมบริเวณหน้าอกยังเจ็บปวดความรู้สึกในตอนนี้เหมือนกับว่านางโดนบางอย่างกดทับเอาไว้ไม่สามารถหายใจได้สะดวกนัก 

            ลู่หยางขมวดคิ้วทั้งสองข้างด้วยความประหลาดใจก่อนที่เขาจะยื่นมือของตนเองเข้าไปและก็สัมผัสเข้าที่หลังของนางเมื่อสัมผัสเข้าไปที่แผ่นหลังเขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง “ นี่มัน… ”

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808