ชายหนุ่มรูปงามไร้ชื่อเสียงเรียงนามปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าเหนืออารามเต๋า
เซียวจิ่งหยวนมองดูก็อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย
“หยวนเป่า หยวนเป่า!”
ในขณะเดียวกันนั้นชายหนุ่มรูปงามคนนั้นก็ยังคงร้องเรียกเบาๆ น้ำเสียงของเขาราวกับหยกและไข่มุกกระทบกันอย่างไพเราะเสนาะหูแต่ทำให้เซียวจิ่งหยวนสับสน ไม่รู้ว่าคนคนนี้กำลังเรียกผู้ใดอยู่
ไม่ช้า เซียวจิ่งหยวนก็รู้คำตอบ
“จี๊ด!”
ทันใดนั้นแสงสีทองเรืองรองก็ลอยออกมาจากภายในอารามเต๋าหล่นลงที่กลางลาน
เซียวจิ่งหยวนตั้งสติมองก็เข้าใจขึ้นมาไม่รู้ว่าเ้าหนูตัวจิ๋วขนสีทองระเรื่อนี้ฟื้นขึ้นมาั้แ่เมื่อใดมันบินลงมายังกลางลาน อุ้งเท้าเล็กๆ ยกขึ้นอย่างชาญฉลาดด้วยท่าทางไร้เดียงสา
“หยวนเป่า เ้าอย่ามัวแต่ห่วงเล่น กลับได้แล้ว”
ชายหนุ่มรูปงามกล่าวอย่างนุ่มนวลตอนที่ทักทายเ้าหนูตัวจิ๋วก็หันศีรษะเล็กน้อยมองไปยังเซียวจิ่งหยวนแววตาระยิบระยับดุจสายน้ำยามใบไม้ผลิ สดใสดุจไข่มุก
“จี๊ดๆ !”
เ้าหนูตัวจิ๋วปัดป่ายอุ้งเท้าไปมาราวกับกำลังอธิบาย
“เข้าใจแล้ว” ในดวงตาของหนุ่มรูปงามฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนค่อยๆ พยักหน้า “ในเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น บุญคุณก็ต้องทดแทนเช่นนั้นข้าไปก่อนนะ เ้ารีบตามมาล่ะ...”
ในขณะที่พูดแสงจันทร์ที่ใสสะอาดราวกับน้ำค่อยๆ รวมตัวกัน เหมือนเส้นด้ายสีเงินที่ห่อหุ้มรอบตัวชายหนุ่มรูปงามจากนั้นก็กระจายตัวเหมือนระลอกคลื่น และหายไปพร้อมกับเงาของชายผู้นั้น
แสงสีเงินสลายไป ทั้งลานไม่มีผู้ใดสักคนเซียวจิ่งหยวนงุนงงอยู่สักครู่ รู้สึกล่องลอยเหมือนอยู่ในความฝัน
“จี๊ด!”
ในตอนนี้เองหนูจิ๋วตัวสีทองระเรื่อกระโจนเข้ามา มันวิ่งเข้าไปในห้องโถงของอารามเต๋า เข้าไปใต้แท่นบูชาจากนั้นมุดหายลงไปในดิน
“ทำอะไรน่ะ”
เมื่อเซียวจิ่งหยวนได้สติก็เห็นเ้าหนูตัวจิ๋วมุดลงใต้ดินไปจึงชะงักเล็กน้อย
ไม่นานเ้าหนูตัวน้อยโผล่ก็ออกมา แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องใคือตอนที่เ้าหนูจิ๋วมุดออกมาปลายหางเกี่ยวเอาหีบใบหนึ่งออกมาด้วย
เ้าหนูจิ๋วลากหีบไปที่เท้าของเซียวจิ่งหยวนพยักหน้าให้เขา จากนั้นก็กลายเป็ลูกแสงสีจางๆ เมื่อเซียวจิ่งหยวนกระพริบตามันก็หายไปในท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ยามค่ำคืนเสียแล้ว
“เอ่อ...”
เซียวจิ่งหยวนงงเป็ไก่ตาแตกมีผู้ใดบอกเขาได้หรือไม่ว่าสรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ชายหนุ่มงดงามผู้ลึกลับกับเ้าหนูตัวจิ๋วสีทองนั้นเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนและสัตว์ปกติทั่วไปเห็นๆปัญหาคือไม่นึกเลยว่าใต้แท่นบูชาจะมีหีบฝังอยู่ เหตุใดเขาถึงไม่รู้เื่นี้เลย
ไม่เพียงแต่เขาที่ไม่รู้เกรงว่าแม้แต่นักพรตเฒ่าก็คงจะไม่รู้เช่นกัน
“เดี๋ยวนะ...”
สายตาของเซียวจิ่งหยวนลดต่ำหัวใจเต้นแรง ตัวสั่นเทา เขาจำได้ว่านักพรตเฒ่าเคยบอก ว่าอาจารย์ของนัตพรตเฒ่าเป็ผู้บำเพ็ญที่เข้าฌานทำสมาธิอยู่เป็นิจแต่หลังจากที่รับนักพรตเฒ่าเป็ศิษย์เขาก็เสียชีวิตก่อนที่จะได้ถ่ายทอดวิธีการฝึกปราณส่งผลให้นักพรตเฒ่าตกอยู่ในสถานการณ์ไร้คนชี้แนะ ต้องจับพลัดจับผลูด้วยตัวเองอย่างยากลำบากเป็สิบปีแต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง
หรือก็คือหากอารามหวนเจินไม่ตกต่ำเสื่อมโทรมหนทางสู่การฝึกปราณก็คงจะยังคงอยู่ เพียงแต่มันได้สูญสิ้นไปกับอาจารย์ของนักพรตเฒ่าแล้วก็เท่านั้น
นักพรตเฒ่ายังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาอีกว่าภายหลังที่อาจารย์ของเขาถึงแก่กรรมไปแล้ว เขาเคยขุดดินในอารามเต๋าลึกลงไปสามฉื่อเพื่อตั้งใจจะหาหนทางสู่การฝึกปราณแต่ก็ไม่เจออะไรสักอย่าง จึงเข้าใจว่าวิธีการฝึกปราณอาจจะเป็การเล่าปากต่อปากไม่มีการบันทึกเป็ลายลักษณ์อักษร
แม้จะมีภาพวาดหรือข้อความแต่ก็เป็การเขียนขึ้นจากความทรงจำเพื่อให้เหล่าสาวกจดจำและเผาทิ้ง ณ ที่ตรงนั้นดังนั้นหนทางสู่การฝึกปราณจึงไม่มีการเก็บเอาไว้และหายไปภายใต้การดูแลของของอาจารย์ของเขา ในตอนนั้นเซียวจิ่งหยวนยังเคยหยามเหยียดขนบธรรมเนียมที่เสื่อมเสียนี้ด้วยความโมโหถึงขนาดที่ว่าขึ้นไปรื้อหลังคาเพื่อเสาะแสวงหาอยู่สองสามวันถึงได้ยอมแพ้
เซียวจิ่งหยวนรีบร้อนไปยังใต้แท่นบูชาอย่างรวดเร็วเพื่อสำรวจหลุมที่ดำมืดเขาโยนก้อนหินลงไป รู้สึกว่าก้นหลุมลึดลงไปอย่างน้อยๆ ก็สักสิบสองสิบสามจั้ง
อันที่จริงขุดสามฉื่อยังถือว่าตื้นเกินไป...
เวลานี้ เซียวจิ่งหยวนพลันเกิดลางสังหรณ์ในใจเขาตื่นเต้นมากจนแทบจะสงบจิตใจลงไม่ไหว ยื่นมือสั่นเทาออกไปหยิบยกหีบขึ้นมา ตัวหีบหนักอึ้งและเนื้อััเย็นเฉียบอาจเพราะเป็โลหะแข็งเขาสังเกตอย่างละเอียดลออก็เห็นว่าหีบไม่ได้ลงกลอน ลวดลายภายนอกแปลกประหลาด เต็มไปด้วยกลิ่นอายโบราณ
เมื่อแสงจันทร์นอกหน้าต่างส่องเข้ามากระทบตัวหีบแสงคล้ายดาวดวงเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวโลหะสีดำเข้ม หีบใบนี้มิใช่หีบธรรมดาเป็แน่ กระทั่งผิวััยังไม่ธรรมดาด้านในของหีบน่าจะมีวัตถุสำคัญอยู่
เซียวจิ่งหยวนตั้งสติทันใดนั้นก็รู้สึกว่าห้องโถงที่ว่างเปล่าแห่งนี้ไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย เขารีบกลับมายังห้องนอนและกลับเข้าไปที่ห้องลับ ทรุดตัวลงนั่งอยู่ภายในห้องลับอันว่างเปล่า ก่อนจะเปิดหีบอย่างระมัดระวัง
ในห้องลับมีเพียงแสงเทียนที่ริบหรี่ แสงพร่ามัวกระจายตัวสลัวๆ
ทว่าในตอนที่เขาเปิดหีบออกม่านแสงเป็ลำพลันสะท้อนขึ้นมาในอากาศ กลายร่างเป็จอภาพ ราวกับภาพวาดส่องแสงจางๆ
เซียวจิ่งหยวนจดจ่อแทบไม่หายใจจ้องตาไม่กระพริบ เห็นแสงเคลื่อนไหวไปมาจนสุดท้ายแยกออกจากกันเป็สีขาวดำขาวอยู่ในดำ ดำอยู่ในขาว หมุนเวียนเคลื่อนไหวไม่หยุดจนกลายเป็ภาพไท่จี๋[1]ทรงกลมสะท้อนอยู่ในอากาศอย่างแจ่มชัด
แวบแรกที่เห็นเซียวจิ่งหยวนตะลึงงันเขาส่ายศีรษะไปมาแล้วรีบมองดูที่หีบอย่างรวดเร็ว และเขาก็ต้องใที่เห็นว่าในหีบนั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยกล่าวคือเมื่อหีบเปิดออกก็สะท้อนจอภาพที่สว่างไสวจอหนึ่ง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีก
“เป็ไปได้อย่างไรกัน...”
เซียวจิ่งหยวนตะลึงงันจากนั้นใจก็เต้นรัว นึกถึงประเด็นสำคัญ นี่อาจจะเป็กลไกการป้องกันขโมยอันลึกลับของเทพเซียนก็ได้เพียงแต่ปัญหาคือภายในหีบที่ว่างเปล่านี้มีเพียงการฉายภาพไท่จี๋แต่ไม่มีตำรับตำราใดๆเลย
เซียวจิ่งหยวนกระวนกระวายเล็กน้อยไม่รู้ว่าภาพที่ถูกฉายอยู่กลางอากาศจะอยู่ได้นานเท่าใด ถ้าประมาณครึ่งชั่วยามแล้วหายไปก็เท่ากับเปล่าประโยชน์มิใช่หรือ
ในตอนที่เขากำลังร้อนรนก็ได้ยินเสียงกริ๊กดังขึ้นราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะเปิดออก เขาใรีบมองหาที่มาของเสียงจึงได้เห็นฉากน่าอัศจรรย์ ตรงชั้นวางหนังสือที่เก็บตำราม้วนไม้ไผ่เจ็ดแปดม้วน จู่ๆก็กระจัดกระจาย กลายเป็แผ่นไม้ไผ่ร้อยกว่าแผ่น แล้วลอยเต้นอยู่กลางอากาศราวกับถูกดึงด้วยบางอย่าง
ฟึ่บๆๆ ...
เหล่าแผ่นไม้ไผ่พุ่งตรงเข้าไปยังภาพไท่จี๋หมุนไปมาไม่มีทิศทาง ก่อนจะเรียงตัวประกอบกันเป็ม้วนตำราอันใหม่ตัวอักษรแปรเปลี่ยนเป็สีทอง ส่องแสงสว่างระยิบระยับเหมือนหมู่ดาว
ขณะนี้เซียวจิ่งหยวนรู้สึกเอมอิ่มในใจรีบรวบรวมสมาธิ จดจำตัวอักษรที่สว่างไสวตรงหน้าเอาไว้
ไม่นานนักเหล่าตัวอักษรสีทองหลายร้อยตัวก็ถูกฝังลึกไว้ในสมองของเขาถึงตอนนี้เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าเขาหมกมุ่นในการการจดจ่อกับการดูภาพไท่จี๋นี้เพียงใด
เซียวจิ่งหยวนไม่ได้คุ้นเคยกับภาพไท่จี๋เท่าไรนักแต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นภาพไท่จี๋ที่อยู่ตรงหน้าก็รู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าไปจิตใจของเขาตกอยู่ในภวังค์ ว่ายเวียนไปพร้อมกับภาพที่หมุนไปไม่รู้จบ
ในขณะเดียวกันตัวอักษรที่เขาจดจำเ่าั้ก็เริ่มส่องแสงเรืองรอง อักษรนี้รวมเข้าด้วยกันกลายเป็สูตรลึกลับของลัทธิเต๋า ตัวอักษรเหล่านี้ทั้งสง่างามและสว่างสดใสที่น่าทึ่งที่สุดคือมันกลายเป็ภาพสามมิติ จากมายาเป็ความจริง แล้วบินออกจากในหัวเขาไปตามจุดชีพจรต่างๆของเขา
อักษรหนึ่งตัวต่อหนึ่งจุดชีพจรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแสนประหลาดพิสดาร
แสงดาวกระพริบภาพไท่จี๋สีขาวดำหมุนลงประทับยังแผ่นหลังของชายหนุ่ม ส่องแสงงดงามอร่ามพลังปราณสีขาวดำหมุนวนเวียนไม่รู้จบ เปลี่ยนเป็วังวนขนาดั์รายล้อมรอบตัวเขา
ทันใดนั้นแสงสีเงินสดใสก็สาดส่องเข้ามาจากด้านนอกของห้องลับในอารามทะลุเข้าสู่ชั้นใต้ดินของอาราม พวยพุ่งเข้ามาในห้อง หมุนเวียนแปรเปลี่ยนดุจละอองฝนสีเงินโปรยปรายแ่เบาประหนึ่งแสงจันทร์สาดส่อง
ชั่วครู่หนึ่งห้องลับก็สว่างจ้าเต็มไปด้วยแสงสีเงิน
เซียวจิ่งหยวนไม่ขยับเขยื้อนหลงลืมตนเอง สติจมเข้าสู่ภาพไท่จี๋ขาวดำที่ลอยอยู่เหนือทะเลแห่งจิตสำนึกเขาเข้าสู่ภาวะเข้าญาณ ร่างกายและจิตใจหลอมรวม พลังหยินและหยางหมุนเวียนเชื่องช้าลมหายใจบริสุทธิ์ผุดผ่องไหลเข้าออกตามร่างกายดูดซึมซับพลังจิติญญาที่บริสุทธิ์ที่สุดจากทุกสรรพสิ่งในจักรวาลชดเชยและกระตุ้นศักยภาพร่างกายจากภายใน
ขั้นตอนนี้ก็คือ...การบำเพ็ญเพียร
หลังจากเสียเวลาไปสิบปีในที่สุดเซียวจิ่งหยวนก็ได้รับรางวัลจากความยากลำบากแล้ว ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเข้าสู่หนทางแห่งการเป็เซียนได้สำเร็จ หลังจากผ่านจุดสำคัญนี้ไป เขาก็ถือว่าได้เดินบนเส้นทางสู่์แล้ว
แต่เขากลับดีใจไม่ออกเพราะในตอนนี้ภาพไท่จี๋สีขาวดำในหัวของเขาเริ่มซ้อนทับกับภาพไท่จี๋ขาวดำที่อยู่นอกร่างกายของเขาและค่อยๆ หลอมรวมกันเป็หนึ่งเดียวกับร่างกาย
ตูม!
ในขณะที่ภาพไท่จี๋ขาวดำสองภาพเริ่มหลอมรวมเข้าด้วยกันร่างกายของเซียวจิ่งหยวนก็สั่นเทิ้ม ทั้งกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อต่อทั่วร่างของเขาเริ่มแตกหักทีละนิ้ว ส่งเสียงะเิดังสนั่น
ในขณะเดียวกัน ภาพไท่จี๋ขาวดำที่อยู่ภายในร่างกายของเขาพลันกลายเป็กงล้อขนาดใหญ่กงล้อนี้ราวกับดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ สองสิ่งต่างขั้ว หนึ่งหยินหนึ่งหยางแบ่งแยกไปกันคนละทิศทางประดุจรกของมนุษย์อันแปลกประหลาดพลิกขึ้นพลิกลง มีเืไหลเวียนรวดเร็ว
เมื่อกงล้อนั้นขยับ แสงจันทร์ด้านนอกก็กลายเป็มวลสารราวกับเสาแสงขนาดั์ทะลุผ่านชั้นเมฆวิ่งตรงเข้าร่างของเซียวจิ่งหยวนแสงจันทร์เงาวาววับเคลื่อนเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็วมีกงล้อทำหน้าที่ประดุจรกส่งผ่านสารอาหารให้กับเด็กอ่อนจากเบาบางเป็อากาศธาตุควบแน่นไวเหมือนปรอท เข้าซ่อมแซมเส้นเอ็นและข้อกระดูกที่แตกหักให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกครั้ง
กระบวนการละสังขารมนุษย์ดำเนินไปตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งรุ่งสาง แสงจันทร์ค่อยๆจางหายไป แสงอาทิตย์แห่งวันใหม่ก็โผล่ขึ้นสู่ฟ้าเซียวจิ่งหยวนลืมตาตื่นขึ้นในห้องลับ พร้อมกับแสงศักดิ์สิทธิ์ในตาคู่นั้น ผิวกายสว่างสดใสเรืองรอง
[1]ไท่จี๋คือชื่อเรียกของสัญลักษณ์หยินหยาง ขาวผสานรวมกับดำ ในดำมีขาว ในขาวมีดำ