ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
12 อาคันตุกะ
ลู่เว่ยหลงได้ร่วมทานมื้อค่ำกับคนตระกูลฉินเป็เวลากว่าสิบวันแล้ว สถานการณ์ดูเป็ปกติ
หากอยู่ในสายตาของประมุขฉินและกวงฮูหยิน คนอื่นๆที่จ้องเล่นงานคุณชายลู่ก็ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากส่งสายตาเกลียดชังมาให้ เขาจึงซาบซึ้งในตัวผู้าุโทั้งสองเป็อย่างมาก
ซึ่งลู่เว่ยหลงคนนี้ หากมองข้ามๆสายตาจิกกัดที่ส่งมา ไม่สบตาตรงๆก็ถือว่ายังพอรับได้
ในระยะเวลา่นี้ เมื่อลู่เว่ยหลงมีกระดาษยันต์เปล่าๆอยู่ในมือมากพอจะใช้ทดลองเล่นได้ เขาจึงเริ่มเขียนยันต์เพื่อสำรวจขอบเขตของฝีมือช่างฝีมือปราณของเขา
แดดอ่อนๆของวันทำให้อากาศเยือกเย็น ลู่เว่ยหลงและจิ้นฝานออกมาอยู่ในสวนด้านนอกเรือนแยก
“คะ.. คุณชายขอรับ”
จิ้นฝานทำหน้าตาน่าสงสารมองมาทางคุณชายลู่
่นี้เด็กหนุ่มกลายมาเป็หนูทดลองให้คุณชายได้ทดลองใช้ยันต์ต่างๆที่เพิ่งเขียนขึ้น
“น่าๆ ลองดูๆ อันนี้ไม่มีอะไรหรอก”
จิ้นฝานมีสีหน้าไม่สู้ดี แต่ก็ถือยันต์ไว้ ทำสมาธิและส่งปราณลงไป
“…”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ลู่เว่ยหลงขีดฆ่าสิ่งที่จดในกระดาษออกบรรทัดหนึ่ง
“สิ่งนี้คืออะไรขอรับ”
“อ๋อ มันเขียนว่าน้ำ ข้าลองคิดเล่นๆว่าจะเสกน้ำมาได้หรือไม่น่ะ”
จิ้นฝานเกาหัว ลู่เว่ยหลงยังคงทดลองสิ่งที่อยากรู้ไปเรื่อยๆ
่ที่ผ่านมาก็ถือว่าคุณชายลู่ทดลองมาได้เยอะพอสมควรแล้ว แถมยังมีหนังสือเกี่ยวกับการใช้ยันต์ที่ขอยืมมาจากจางฉวนอีก ยิ่งทำให้คุณชายเข้าใจอะไรได้มากขึ้น
ลู่เว่ยหลงเขียนภาษาไทยลงในยันต์ และพบว่าถึงแม้ว่าจะเป็ภาษาไทยก็ยังคงสามารถใช้ได้เหมือนยันต์ทั่วไป
เพียงแค่ตอนลงมือเขียน เขาจะต้องระลึกถึงสิ่งที่จะเขียนไว้ให้มั่น นึกภาพให้ออกว่ายันต์น้ีจะนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์อะไร ดังนั้นแล้วไม่ว่าจะเขียนอะไรลงไปก็จะสามารถใช้พลังนั้นได้เป็ปกติ
เขาเองก็แค่นึกสนุก อยากลองสร้างจุดเด่นของงานตัวเองออกมาให้ต่างจากคนอื่น ไม่ได้คิดไปไกลว่าเขียนภาษาอื่นทำไมหรอก เพียงแต่มันก็ยังใช้ได้ดี ก็เลยเลยตามเลยเท่านั้น
เสียงม้าร้องเสียงดังแว่วมาจากทางด้านหน้าจวน ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกของเหล่าลูกศิษย์ที่จับใจความไม่ออก ดึงความสนใจของลู่เว่ยหลงที่กำลังเขียนยันต์เพิ่มให้หันไปมอง
“เกิดอะไรขึ้นรึ?”
ลู่เว่ยหลงหันไปถามจิ้นฝาน
“เดี๋ยวข้าน้อยออกไปดูให้ขอรับ”
จิ้นฝานโล่งอกที่มีข้ออ้างออกจากสถานการณ์เป็หนูทดลองให้คุณชายเสียที
เด็กหนุ่มวิ่งเร็วจี๋ไปตามทางเดิน ลู่เว่ยหลงเห็นสาวใช้หลายคนก็วิ่งออกไปดูด้วยความอยากรู้เช่นกัน
มือเรียวรวบเอากระดาษยันต์ที่วางระเกะระกะบนพื้นขึ้นมาจัดใส่ถุงให้เรียบร้อย เขานั่งมองสวนเพื่อฆ่าเวลารอจิ้นฝานกลับมา รออยู่เป็นานจึงเห็นจิ้นฝานวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาหาเขา
“คุณชาย ท่านประมุขเรียกคุณชายให้ไปพบขอรับ”
ลู่เว่ยหลงมีท่าทีแปลกใจ แต่ก็ลุกเดินไปทางเรือนใหญ่แต่โดยดี
ประมุขฉินเคยเรียกเขาเข้าไปพบเพื่อคุยสอบถามเื่ต่างๆอยู่บ้างก็จริง แต่เรียกในเวลาแบบนี้ออกจะแปลกไปหน่อย
ภายในเรือนรับรอง เขาพบว่าคนตระกูลฉินทุกคนถูกเรียกมาที่นี่ทั้งหมดแล้ว
ท่ามกลางคนกลุ่มนั้นมีศิษย์ระดับสูงของสำนักกระบี่หลายคน และมีอาคันตุกะที่เขาไม่คุ้นหน้าอยู่คนหนึ่งด้วย
ชายวัยกลางคนใส่ชุดเครื่องแบบของทางการ การแต่งกายของเขาบ่งบอกว่ามีตำแหน่งหน้าที่เป็ชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่ง ชุดเปื้อนเขรอะ ใบหน้ามีริ้วรอยผ่านการต่อสู้มาหมาดๆ
เมื่อเห็นว่าทุกคนมาพร้อมแล้ว ประมุขฉินจึงกล่าวกับคนผู้นั้น
“เอาล่ะผู้ตรวจการถาน เชิญท่านเล่าเถิด”
ถานเฟยอวี่ทำความเคารพประมุขฉินแล้วจึงเริ่มเล่า
“เมื่อเจ็ดคืนก่อน ขณะที่ข้าและกลุ่มผู้ตรวจการทุกคนออกลาดตระเวนเพื่อสอดส่องดูความเรียบร้อยในละแวกปากทางเข้าป่าโลหิต ได้มีกลุ่มผู้ตรวจการกลุ่มหนึ่งนำความมาแจ้งแก่ข้า ว่าพบชาวบ้านถูกทำร้าย เสียชีวิตเป็จำนวนสี่ศพอยู่ที่ฝั่งทิศเหนือ”
ทุกคนในห้องตั้งใจฟัง
“ร่างทั้งสี่มีร่องรอยจากเขี้ยวเล็บสัตว์อสูร ข้าและพวกพ้องจึงนำกำลังออกตามหาเบาะแสในบริเวณนั้น เมื่อเข้าลึกไปทางป่าจันทร์คว่ำ ก็ได้พบชาวบ้านนอนเสียชีวิตอยู่อีกเป็จำนวนมาก ชาวบ้านเ่าั้ต่างเข้าป่ามาเพื่อเก็บของป่าเพื่อนำไปขาย ปกติแล้วในบริเวณนั้นไม่เคยมีสัตว์อสูรปรากฏมาก่อน”
ผู้ตรวจการถานเว้นหายใจ
“จากการประเมินและประชุมกันของผู้ตรวจการทุกคนแล้ว เราตัดสินว่านี่เป็ ‘ภารกิจระดับกลาง’ เมื่อกันชาวบ้านออกจากป่าแล้ว เราจึงเรียกเหล่าผู้มีวรยุทธ์ที่มักจะรับงานจ้างของพวกเราให้เข้าป่าจันทร์คว่ำและจัดการกับภารกิจนี้ให้ได้ หลายคืนต่อมา เหล่าผู้มีวรยุทธิ์ต่างกลับออกมาจากป่า ร่างกายสะบักสะบอม แต่เมื่อสอบถามแล้วกลับไม่มีใครทราบว่าถูกสิ่งใดทำร้าย ข้าและผู้ตรวจการท่านอื่นจึงตัดสินใจเข้าป่าเพื่อตรวจสอบด้วยตนเองขอรับ”
“แล้วท่านเจอหรือไม่?” ประมุขฉินถาม
“เจอหรือไม่... ข้าเองก็ไม่ทราบขอรับ”
ผู้ตรวจการถานปาดเหงื่อ
“ไม่ทราบ? หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าพบว่าในป่าจันทร์คว่ำ มีฝูงสัตว์อสูรจำพวกลิงอาศัยอยู่ ลิงเหล่านี้สามารถทำร้ายมนุษย์ด้วยกรงเล็บได้ก็จริง แต่ลิงเพียงไม่กี่ตัวคงไม่อาจคร่าชีวิตชาวบ้านได้ถึงเพียงนั้น”
“อืม ก็จริง แล้วเป็อย่างไรต่อ”
“ในขณะที่พวกข้ากำลังจัดการกับพวกสัตว์อสูรลิง มิให้พวกมันเข้ามาวุ่นวายการสำรวจ ทันใดนั้นพวกข้าก็ถูกลอบโจมตีขอรับ จู่ๆทุกคนก็เกิดาแ มิสามารถป้องกันได้เลยขอรับ”
ทุกคนในห้องขมวดคิ้ว โดนโจมตีขนาดนั้นแต่ไม่เห็นกระทั่งผู้กระทำ จะเป็ไปได้หรือ?
“พวกข้าทุกคนต่างก็รีบปกป้องตนหนีเอาตัวรอด เมื่อพ้นออกมาจากป่าแล้ว ก็พบว่าผู้ตรวจการท่านหนึ่งได้รับาเ็รุนแรงที่กลางหลัง ิัมีรอยเหวอะหวะ เมื่อตรวจสอบแล้วก็พบว่าาแนั้น มีไอมารแผ่ออกมาด้วยขอรับ”
“ไอมาร! อีกแล้วรึ?”
คนในห้องหันไปคุยกระซิบกัน
“ขอรับ แต่เป็กระไอมารแ่จาง เมื่อใช้ยันต์ปราณชำระล้างไม่นานก็หายไปขอรับ”
“อืม แปลกมากจริงๆ”
“เมื่อมองไม่เห็นตัวการในการลอบโจมตี ผู้มีวรยุทธิ์ก็ไม่มีผู้ใดสิ้นชีวิต รวมถึงมีไอมารแฝงอยู่เล็กน้อย ข้าน้อยจึงไม่สามารถประเมินระดับภารกิจนี้ได้ขอรับ”
ประมุขฉินพยักหน้า เสียงกระซิบในห้องเงียบลงอีกครั้ง ผู้าุโนิ่งคิดถึงลำดับเหตุการณ์ เมื่อวิเคราะห์ดูถึงสถานการณ์ยุ่งยากนี้และความเหมาะสมของผู้นำกองกำลังแล้ว เขาจังผินใบหน้าไปทางบุตรชายคนโต
“หย่งสือ เ้าพักผ่อนเพียงพอแล้วหรือไม่?
ฉินหย่งสือหันไปก้มคำนับผู้เป็บิดา
“ขอรับท่านพ่อ”
“เ้าจงนำศิษย์พวกที่ไม่ได้ออกศึกคราที่แล้วไป ตัดสินใจเลือกจำนวนศิษย์เพื่อความเหมาะสมด้วยตนเองเถิด หากอยากได้อาวุธเซียนหรืออุปกรณ์วิเศษใดๆเพิ่มเติมให้มาแจ้งแก่ข้า”
“ขอรับ”
พอรู้ว่าตระกูลฉินจะส่ง ‘พยัคฆ์แดง’ ผู้มีศักดิ์เป็รองประมุขตระกูลฉินไปจัดการภารกิจให้ ผู้ตรวจการถานถึงกับถอนหายใจโล่งอก
ฉินหย่งสือนั่งคิดอีกเล็กน้อยแล้วจึงหันกลับไปหาบิดาตนเองอีกครั้ง
“ท่านพ่อขอรับ”
“หืม? อยากได้อะไรเพิ่มเติมรึ?”
“ลูกขอพาลู่เว่ยหลงไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”
ร่างบางสะดุ้งจนหายใจผิดจังหวะ หลุดเสียงไอออกมาดังค่อกแค่ก
ทุกคนในห้องก็มีสภาพไม่ต่างกัน แต่ละคนเบิกตาโพลงตกอกใกันเป็อย่างมาก โดยเฉพาะฉินม่อหลันที่อ้าปากค้างไม่เชื่อหูตนเอง
“ท่านพี่หย่งสือ แต่คุณชายลู่ร่างกายไม่สู้แข็งแรง...”
ฉินหย่งชางพูดด้วยน้ำเสียงเจือความเป็ห่วง ลู่เว่ยหลงพยักหน้าหงึกๆ
“่นี้เขาแข็งแรงขึ้นมาก ข้าอยู่ข้างๆช่วยดูแลเขาได้”
“ตะ... แต่เขาเป็เกอ”
“เื่นี้มิใช่ปัญหา ศิษย์ทุกคนของสำนักกระบี่เราถูกฝึกฝนมาอย่างดี ช่วยดูแลกันและกันได้ ไม่มีเื่ไม่พึงใจเกิดขึ้นแน่นอน”
ฉินหย่งชางพูดต่อไม่ออก คนเป็พ่อทำท่าฉงน แต่ก็พูดยิ้มๆ
“ภารกิจนี้ยังไม่ได้ตัดสินว่าเป็ภารกิจระดับใด อาจจะรุนแรงมากก็เป็ได้ หากนำอาหลงไปด้วยข้าเกรงว่าอาจเป็อันตราย”
ใช่สิ! อันตรายมากๆ!
ไม่ได้ยินหรือไงที่บอกว่ามีชาวบ้านตายเป็สิบคน ผู้มีวรยุทธ์ก็าเ็กันมากมาย มีไอมารด้วย! ฉะ..ฉะ..ฉิน..หยะ... คนๆนี้เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!
ลู่เว่ยหลงคิดพร้อมส่งสายตาปะหลับปะเหลือกไปให้คุณชายใหญ่
ฉินหย่งสือพูดต่อ
“ข้ามั่นใจว่าลู่เว่ยหลงจะปลอดภัยขอรับ เมื่อหลายวันก่อนข้าได้พูดคุยกับเขาไปเล็กน้อย พบว่าลู่เว่ยหลงน่าจะสามารถช่วยเหลือข้าในบางเื่ได้ เมื่อมีภารกิจนี้มาจึงถือว่าพอเหมาะพอดี”
ลู่เว่ยหลงตัวแข็ง ข้านี่นะ? จะไปช่วยอะไรท่านได้? คิดใหม่อีกทีเถอะนะพี่ชาย!
“งั้นรึ”
ประมุขฉินหรี่ตามองบุตรชาย
“เป็เช่นนั้นขอรับ”
ฉินหย่งสือส่งสายตาคมปลามเปลี่ยมไปด้วยความมั่นใจกลับไปให้คนเป็บิดา
“อืม... เมื่อหลายวันก่อนที่อาหลงมาที่ลานฝึกกระบี่ ข้าเองก็เห็นว่าอาหลงมีความสนใจในกระบี่ของศิษย์ในสำนักอยู่ไม่น้อย ใช่หรือไม่?”
ผู้าุโหันมาถามลู่เว่ยหลงหน้ายิ้มๆ เ้าตัวจึงทำได้เพียงยิ้มแหะๆ
ถ้าการยกกระบี่ไม่ขึ้นนั่นถือว่า ‘มีความสนใจในกระบี่’ ล่ะก็นะ!
“ให้อาหลงได้ออกไปมีประสบการณ์ก็ดีไม่น้อย ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามนี้ เมื่อจัดขบวนพร้อมแล้วก็ออกเดินทางได้เลย ผู้ตรวจการถาน ข้าฝากท่านนำทางด้วย”
“ได้ขอรับ”
ในหัวของลู่เว่ยหลงมีแต่คำว่า
ว้อททททท!
กวงฮูหยินยังคงมึนงง มองลู่เว่ยหลงที ฉินหย่งสือที ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุตรชายนางจึงเสนอชื่อลู่เว่ยหลงให้ไปปฏิบัติภารกิจด้วยกันได้
ฝูฮูหยินและฉินม่อหลันพร้อมใจกันฟึดฟัด เดินออกจากห้องทันที
คุณชายลู่ถอนหายใจอันสั่นเทา ก็ยังดีที่ฝ่ายนั้นออกตัวว่าจะคุ้มครองให้เขาปลอดภัย เดินทางครั้งนี้ก็ถือเสียว่าออกไปเปิดหูเปิดตา ไหนๆก็อยากเห็นการใช้ปราณของพวกมีวรยุทธ์อยู่แล้วด้วย
แต่ดวงตาโตหันไปมองค้อนตัวการที่ยังยืนนิ่ง รู้สึกเคืองไม่น้อยที่จู่ๆก็ต้องเข้าไปพัวพัน
เมื่อสบสายตา มีอยู่แวบหนึ่งที่ลู่เว่ยหลงรู้สึกเหมือนเห็นแววเต้นระริกในดวงตาดำขลับคู่นั้นก่อนมันจะหายไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เว่ยหลงทำหน้าปั้นปึ่งใส่ฉินหย่งสือ ก่อนจะหันหลังกลับไปยังเรือนแยกของตนเอง
หืม? คิดว่าเขาจะหนีงั้นเหรอ? เปล่าหรอก...
แต่เขาจะรีบไปเก็บของต่างหาก!
—————
จะได้ออกไปทำภารกิจร่วมกันแล้ว
คุณพี่ดูแลน้องให้ดีๆด้วยนะคะ ^^ (ฮาๆ)