บทนำ
สายลมยามรุ่งสางพัดวูบพาเอาความเย็นเฉียบแทรกซึมไปทั่วกำแพงสูงของวังหลวงแคว้นเฟิงหลง เสียงใบไม้แห้งที่ถูกกวาดให้ไหลผ่านพื้นหินกระทบกันเบา ๆ
ตำหนักเฉียนหนิง สถานที่ที่ควรเป็ศูนย์รวมความเคารพของทั้งแผ่นดิน เพราะที่นี่คือที่ประทับของ ฮองไทเฮา จางชิงหลิน ผู้เป็แม่ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน กลับถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศวังเวง ไร้ผู้คนย่างกราย แม้เพียงเสียงฝีเท้าของนางกำนัลและขันที
ผ้าม่านสีหม่นที่เคยปักลวดลายดอกกล้วยไม้อย่างวิจิตรบรรจง ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลาจนแทบมองไม่เห็นความงามเดิม
ขันทีและนางกำนัลไม่กี่คนที่ยังคงอยู่ ต่างเฝ้าก้มศีรษะหลบสายตา ไม่กล้ากระทั่งหายใจแรง ใบหน้าของพวกเขาขาวซีดและแฝงความหวาดกลัว แทบไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อผู้เป็นายเหนือหัวออกมาหากไม่จำเป็
กลางตำหนักที่ว่างเปล่า มีเพียงสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เย็นเยียบยิ่งกว่าหิน จางชิงหลินฮองไทเฮาผู้เคยเกรียงไกร ผู้เคียงข้างฮ่องเต้องค์ก่อนในทุกา สตรีที่เคยทำให้ทั้งราชสำนักต้องสยบด้วยเพียงชำเลืองมอง บัดนี้ กลับถูกลืมราวกับไม่เคยมีตัวตน
แววตาของนางเคยเปล่งประกายแห่งความหวัง เพื่อแผ่นดิน เพื่อสามี และเพื่อบุตรชายเพียงคนเดียว แต่ตอนนี้ แววตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยความเหน็บหนาว ไม่ใช่เพราะลมหนาวที่สาดกระทบ หากเป็เพราะลูกชายของนางกำลังพานางไปสู่ความตายทีละน้อย
แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของวังหลัง แต่นางกลับกลายเป็เพียงนักโทษในกำแพงทองคำถูกผู้ที่ตนรักที่สุดผลักไส
"ฮ่องเต้เสด็จ" ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หัวใจของหญิงผู้เคยยิ่งใหญ่ ได้แตกร้าวลึกลงอีกครั้ง เพราะวันนี้ เป็วันที่แม่และลูกต้องเผชิญหน้ากันราวกับศัตรูบนสมรภูมิแห่งอำนาจและความรักและจุดจบของนาง ใกล้มาถึงขึ้นทุกลมหายใจ
"ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ เป็อย่างไรบ้าง ทำไมไม่จุดเทียนให้สว่างล่ะพ่ะย่ะค่ะ" หลงอันจวิ้น ฮ่องเต้แคว้นเฟิงหลงเอ่ยถาม ทำให้เขาไม่สามารถเห็นบรรยากาศรอบ ๆ ตำหนักได้ชัด
"เ้ามาที่นี่ทำไม หรืออยากมาเห็นว่าข้าตายไปหรือยังจะได้ไม่อยู่ขัดขวางความรักของเ้า" จางชิงหลินเอ่ยถามเสียงเรียบ เพราะด้านในนี้มืดทำให้เห็นสีหน้าไม่ค่อยชัดว่านางมีสีหน้าเช่นไร
"เสด็จแม่ ทำไมต้องดื้อรั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรักอิงหลัว ก็เหมือนกับเสด็จแม่รักกับเสด็จพ่อ ทำไมต้องกีดกันความรักของเราสองคนด้วย
ถ้าเสด็จแม่รับปากกับกระหม่อมว่าจะยอมรับอิงหลัวกระหม่อมจะไม่สั่งกักบริเวณเสด็จแม่อีก เสด็จแม่เปิดใจให้กับอิงหลัวบ้าง ที่ผ่านมานางพยายามมาตลอดเพื่อให้เสด็จแม่ยอมรับ แต่เสด็จแม่ก็มัวแต่ไม่พอใจ" หลงอันจวิ้นพูดออกมาด้วยความเบื่อหน่าย นี่เป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ เขาเองก็ี้เีนับที่มาพูดขอร้องให้จางชิงหลินยอมอ่อนข้อให้กับคนรักของเขา
"เ้าจะกักบริเวรข้าต่อหรือไม่ข้าไม่ได้สนใจอีกแล้วอันจวิ้น ข้าในตอนนี้คิดถึงความตายเสียยิ่งกว่าอะไร" จางชิงหลินตอบกลับลูกชายเสียงเรียบ นางค่อย ๆ ลุกขึ้นไปจุดเทียนที่อยู่ข้าง ๆ ทำให้หลงอันจวิ้นได้เห็นใบหน้าของจางชิงหลินอย่างชัดเจน
"เสด็จแม่ทำไมถึง" หลงอันจวิ้นถามด้วยความใเมื่อได้เห็นใบหน้าและรูปร่างของมารดาอย่างชัดเจน
ภาพทรงจำที่เคยมีมันหายไปฮองไทเฮาที่เคยยิ่งใหญ่ ใบหน้าเสื้อผ้าที่ถูกจัดแต่งอย่างดี ตอนนี้เหลือเพียงหญิงชราคนหนึ่ง ที่แตกต่างจากอายุจริง ๆ
ผิวพรรณที่เคยขาวผุดผ่อง บัดนี้กลับหมองคล้ำ ดวงตาคู่นั้นที่เคยฉายแววทรงอำนาจ เปี่ยมด้วยปัญญาและความมั่นคงในการปกครอง กลับแฝงด้วยความเหนื่อยล้า รอยคล้ำเบาบางใต้ดวงตาเผยความทุกข์ระทมที่สะสมมายาวนาน
แก้มที่เคยอิ่มเอิบ ตอนนี้ตอบแห้ง ร่องรอยของความโศกเศร้าทำให้เส้นริ้วปรากฏให้เห็น แม้จะไม่ลึก แต่ก็มากเกินกว่าที่หญิงวัยสามสิบกว่า ๆ ควรมี หางคิ้วตกลงราวกับต้องแบกภาระหนักอึ้งไว้ตลอดเวลา
ริมฝีปากที่เคยแดงสดราวกลีบกุหลาบสด ถูกความเ็าของตำหนักเฉียนหนิงทำให้ซีดเผือด นางเคยเป็สตรีที่ส่งเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ก็ทำให้ทั้งราชสำนักหวั่นเกรง บัดนี้เพียงแค่เม้มริมฝีปาก ก็รู้ได้ว่าหัวใจของนางกำลังพ่ายแพ้ต่อความเ็ปในทุกลมหายใจเข้าออก
เส้นผมยาวสลวยเคยถูกประดับด้วยปิ่นทองล้ำค่า บัดนี้กลับรุงรัง ผูกด้วยริบบิ้นผ้าหม่น ๆ ลางเส้นเริ่มขาวแทรกให้เห็นชัดเจน
แม้สวมฉลองพระองค์ที่ควรหรูหรา แต่ชุดที่ขาดวิ่น ซีดจาง และไร้การตัดเย็บใหม่ ได้ตอกย้ำว่านาง ไม่ได้รับการดูแล หากมีผู้ใดไม่รู้เื่ราวของนางมาก่อน มองเพียงผิวเผิน คงคิดว่านางเป็สนมที่ถูกขังเอาไว้ในตำหนักเย็น
ไม่ใช่สตรีผู้เคยขึ้นนั่งบนจุดสูงสุดของวังหลัง เคียงข้างฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ และเป็มารดาแห่งแคว้นเฟิงหลง เป็ฮองไทเฮาที่เคยสำเร็จราชการแทนฮ่องเต้ปัจจุบันมาสิบกว่าปี
"เ้าแปลกใจอย่างนั้นหรือว่าทำไมข้าถึงเป็เช่นนี้ ทั้ง ๆ เื่นี้เ้าไม่ควรจะแปลกใจด้วยซ้ำ เ้าน่าจะรู้ดีว่าในวังหลวงแห่งนี้ เมื่อหมดอำนาจก็ยากที่จะอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้" จางชิงหลินพูดออกมาอย่างกับพูดเื่ทั่วไป
"เสด็จแม่พูดอะไรออกมา อำนาจที่เสด็จแม่มีเพียงแค่พูดออกมาทั้งนางกำนัลและขันทีต่างก็พร้อมที่จะนำมาให้เสด็จแม่แล้ว อิงหลัวนางให้อำนาจเสด็จทุกอย่างนะพ่ะย่ะค่ะ
และที่ผ่านมาทุกสิ่งทุกอย่างที่เสด็จแม่เคยได้รับ อิงหลัวก็จัดเตรียมให้เสด็จแม่ทุกอย่างให้เหมาะสมกับตำแหน่งฮองไทเฮา เป็เสด็จแม่มากกว่าที่ไม่ยอมรับสิ่งเ่าั้เพื่อต่อต้านอิงหลัว" หลงอันจวิ้นพูดออกมา
"เ้าบอกว่านางผู้นั้นจะมอบอำนาจให้ข้าอย่างนั้นหรือ" มุมปากของจางชิงหลินกระตุกยิ้มเยาะ หัวเราะแ่เบา "ช่างขำเหลือเกินอันจวิ้น ข้าที่เคยเป็ฮองไทเฮา ต้องรอรับเมตตาจากสตรีที่ข้าเกลียดชังนาง จนแทบจะไม่อยากให้นางมีชีวิตอยู่" จางชิงหลินเงยหน้ามองหลงอันจวิ้นตรง ๆ ดวงตาที่เคยเปี่ยมอำนาจเป็ประกายคมบัดนี้แห้งผากและเฉยชา
"เ้าช่างไร้เดียงสาเหลือเกิน ข้าถูกกักขัง อยู่ในตำหนัก อำนาจที่เคยมีก็โดนเ้ายึดไป ข้าในตอนนี้เหลือเพียงร่างแก่โทรม ๆ ผู้ใดกันเล่าจะยังภักดีต่อข้า หรือแม้แต่ระลึกว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ในตำหนักที่แม้จะไม่ใช่ตำหนักเย็น แต่ผู้คนมากมายต่างเรียกว่าที่นี่คือตำหนักเย็นแห่งที่สอง
เสด็จพ่อของเ้า รักเ้ายิ่งกว่าสิ่งใด เขายอมแลกทั้งราชบัลลังก์และชีวิตเพื่อให้เ้ามีวันนี้ ส่วนข้า ยอมอยู่ต่อเพียงเพราะเ้าที่เป็ลูกชายคนเดียว ลูกชายที่เป็ลมหายใจที่เหลืออยู่ เ้าคือความรักที่เสด็จพ่อของเ้าและข้าเฝ้าฟูมฟักมาเป็อย่างดี มอบความรัก มอบทุกอย่างให้ แล้วดูตอนนี้สิมันเป็อย่างไร" จางชิงหลินหัวเราะออกมาอีกครั้ง คราวนี้ปนสะอื้นราวกระจกบางกำลังแตกร้าว
"แต่สิ่งที่ข้าทำ กลับไม่มีความหมายอะไรเลยใช่หรือไม่ เ้าไม่ได้สืบทอดความรักของเขา มีเพียงอำนาจที่ทั้งเขาและข้าต่างพยายามที่จะรักษามันไว้เพื่อให้เ้า" จางชิงหลินย่างเท้าช้า ๆ เข้าใกล้หลงอันจวิ้น เงาของมารดาทอดทับบนเงาของลูกชาย ราวกับความผิดหวังที่กลืนกินเขาทั้งตัว
"องครักษ์ ขุนนางที่ภักดีต่อแผ่นดิน ผู้ที่เคยอุ้มเ้าไว้ในอ้อมแขน ั้แ่ลืมตาดูโลก เ้าสามารถฆ่าพวกเขาได้ลง เพียงเพราะพวกเขาคัดค้านที่เ้าจะแต่งนางเด็กนั่นเป็ฮองเฮา" แววตาจางชิงหลินแดงก่ำ
"เ้าจำได้หรือไม่ ว่าเมื่อก่อน คนที่คอยปกป้องเ้า คอยสอนเื่ต่าง ๆ มีขุนนางตั้งเท่าไหร่ที่คอยหาเื่เ้า ก็มีพวกเขาคอยปกป้องและช่วยเหลือ
แต่ก็นั่นล่ะอันจวิ้น ขนาดมารดาผู้ให้กำเนิด เ้าก็ยังทอดทิ้งอย่างไม่ไยดี เมื่อเ้าไร้เยื่อใยกับข้าแล้ว คิดว่าคนที่เหลือจะรอดอย่างนั้นหรือเ้าคือชีวิตของข้า แต่ข้ากลับไม่ใช่อะไรในชีวิตของเ้าอีกต่อไปแล้ว"
"เสด็จแม่กำลังกล่าวหาข้าเช่นนั้นหรือ ข้าทำทุกอย่าง ก็เพื่อให้ได้อยู่กับคนที่ข้ารัก เหยาอิงหลัวคือผู้ที่เข้าใจข้าที่สุด นางไม่เคยมองว่าข้าเป็เพียงฮ่องเต้ที่ไม่มีอำนาจในมือ ต้องรอคำอนุญาตจากท่านเสียก่อน
แล้วท่านล่ะ ท่านเคยมองข้าเป็ข้าหรือไม่ ไม่ใช่ข้าที่ถูกมองเป็ฮ่องเต้หุ่นเชิดที่ต้องรักษาอำนาจให้พวกท่าน ข้ารู้ดีว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อเสด็จพ่อ และต่อท่าน แต่สำหรับข้าพวกเขามองข้าเป็แค่ฮ่องเต้หุ่นเชิดของท่านเท่านั้น
และเมื่อข้าตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองเลือกหญิงที่ข้ารัก พวกเขาก็พร้อมใจกันลุกขึ้นต่อต้าน มีหรือที่ข้าจะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ขัดขวางข้าต่อไป
เสด็จแม่บอกว่าท่านรักข้า ถ้าท่านรักข้าจริงเหตุใดต้องพรากผู้ที่ทำให้ข้ามีความสุขไปจากข้า ข้าเพียง้า สิทธิ์ในการรัก แต่ท่านกลับพรากมันไป แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร ยอมตายทั้งเป็เหมือนท่านหรือ
ท่านพูดว่าข้าทอดทิ้งท่าน แต่ความจริงท่านต่างหากที่ละทิ้งข้าไปั้แ่วันที่เสด็จพ่อสิ้น ั้แ่นี้ไป ข้าไม่้าให้ใครมาสั่งให้ข้าต้องรักใคร หรือเลิกกับใครอีกต่อไป แม้กระทั่งท่าน ข้าคือฮ่องเต้แห่งแคว้นเฟิงหลง อำนาจข้าคือสูงสุด
ข้าจะให้คนมาดูแลท่านเพิ่ม นี่คือตำหนักของฮองไทเฮา ไม่ใช่ตำหนักเย็น ท่านอย่าทำตัวเรียกร้องความสนใจเช่นนี้อีก ถ้าคนอื่นรู้เข้าเดี๋ยวพวกเขาจะกล่าวหาถึงอิงหลัวดูแลท่านไม่ดี" ดวงตาของหลงอันจวิ้นไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะกำมือแน่น สะกดกลั้นความสั่นไหวที่เกิดขึ้นด้วยความดื้อดึงที่ฝังลึกในสำนึก หลงอันจวิ้นกัดฟันจนเืซึมริมฝีปาก
หัวใจของจางชิงหลินร่วงลงไปถึงก้นเหวในชั่วพริบตา ลูกชายที่นางรักษาชีวิตไว้ด้วยเืของสามี และด้วยลมหายใจทั้งหมดที่นางมี กลับบอกว่านางคือคนที่พรากความสุขของเขาไป
ทุกคำพูดจากปากของหลงอันจวิ้นคือมีดที่ค่อย ๆ กรีดเข้าไปในขั้วหัวใจของแม่คนหนึ่ง ที่วันหนึ่งเคยเป็ที่หนึ่งในสายตาลูก นางพยายามจะกลั้นน้ำตา แต่ก็ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปเพราะนี่ไม่ใช่เพียงคำตำหนิ
แต่มันคือ คำตัดสัมพันธ์จากลูกชายแท้ ๆ สิ่งที่นางปกป้องมาทั้งชีวิต ถูกมองเป็พันธนาการ สิ่งที่คิดว่าเป็ ความรักถูกเหยียบย่ำจนสิ้นคุณค่านางเข้าใจในวินาทีนั้นว่าสำหรับหลงอันจวิ้นแล้วตำแหน่งฮ่องเต้ที่ได้มาด้วยชีวิตของพ่อด้วยศักดิ์ศรีของแม่
ไม่มีคุณค่ามากไปกว่าผู้หญิงคนเดียว จางชิงหลินรู้สึกราวกับ โลกทั้งใบหันหลังให้ ไม่เหลือแม้ความหมายให้มีชีวิตอยู่ต่อ เพราะลูกชาย คือความหมายทั้งหมดนั้น สตรีที่ชื่อจางชิงหลิน ผู้เคยเป็ฮองไทเฮา มารดาของฮ่องเต้ ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในหัวใจของเขาอีกต่อไปแล้ว
"ดี เ้าพูดได้ดี ออกไปเถอะ ต่อไปก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก แม้ว่าข้าจะตายไปแล้ว ก็อย่ามายุ่งเกี่ยวกับข้า จะหาว่าข้าลำเลิกบุญคุณก็ได้ ข้าขอเพียงอย่างเดียว
เมื่อข้าตายให้ฝังศพข้ากับสามีของข้า ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ไม่ต้องมีการไว้อาลัย ข้าขอเพียงแค่นี้เ้าไปเถอะ และก็ศพของหนิงเฟิง จงกงกง จางกงกงให้ฝังที่สุสานเดียวกับข้าด้วย ข้าขอแค่นี้" จางชิงหลินสูดลมเข้าปอดลึก ๆ แล้วพูดออกมานางพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้
"ได้" หลงอันจวิ้นตอบออกมาแค่คำเดียวแล้วผลุนผลันเดินออกไปด้วยความไม่พอใจ
หลงอันจวิ้นเพิ่งเสด็จออกจากตำหนักเฉียนหนิงได้ไม่นาน ใบหน้าเคร่งเครียดจากคำโต้เถียง ความดื้อดึงและความโกรธยังคงร้อนผ่าวอยู่ในใจ มือกำแน่นจนเล็บจิกลงกลางฝ่ามือแต่ไม่ทันที่หลงอันจวิ้นจะได้พักหายใจเสียงฝีเท้าก็เร่งรุดเข้ามา
"ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าา" ขันทีน้อยในเสื้อผ้าสีหม่น ทรุดตัวลงแทบเท้าอย่างแรงจนหน้าผากกระแทกพื้นหิน ดัง โป๊ก ร่างเล็กสั่นระริก น้ำเสียงขาดห้วงด้วยความหวาดหวั่น "กระหม่อมมีเื่จะมารายงานพ่ะย่ะค่ะ"
"ลุกขึ้นแล้วว่ามา อย่าให้ข้าต้องเสียเวลา" หลงอันจวิ้นหรี่ตา หงุดหงิดที่ถูกขัดอารมณ์ ดวงตามีไฟกรุ่นอยู่
"ฮองไทเฮา ตแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีเงยหน้าช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ ก่อนเสียงสั่น ๆ จะเล็ดลอดออกมาแบบไม่อาจกลั้นได้อีก
"จะเป็ไปได้อย่างไร หมอหลวงว่าอย่างไรบ้าง ทำไมพวกเ้าถึงดูแลเสด็จแม่ให้ดี" หลงอันจวิ้นถามออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน หัวใจเต้นแรง
"พวกกระหม่อมตามหมอมาดูแลฮองไทเฮามาตลอดพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงบอกว่ามิได้มีโรคอะไร หากแต่พระทัยมิอาจรับความเศร้าสิ้นหวังได้อีกแล้ว ท่านหมอหลวงบอกว่าฮองไทเฮาทรงตรอมพระทัยมานาน และครั้งนี้ดูเหมือนจะทำให้ฮองไทเฮา" ขันทีน้อยพูดแค่นั้นก็ก้มหน้าลงร้องไห้โดยไม่มีเสียเล็ดลอดออกมา แต่น้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย