บทที่126 เทศกาลล่า2
ก่อนจะถึงเทศกาลล่าหนึ่งเดือน
ทุกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพวกเขารวบรวมผู้คนและเดินทางไกลไปยังประตูของมิติทับซ้อนสถานที่ในการล่าเทศกาลล่านี้ทุกฝ่ายให้ความสนใจและไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอนเนื่องจากว่าพวกเขาล้วนมีโอกาสในการได้รับรางวัลล้ำค่ามากมาย ยาโอสถ อาวุธชุดเกราะวิชาฝีมือหรือวัตถุเทพที่ล้ำค่า
หากมีฝีมือก็ย่อมต้องมีโชคด้วยถึงจะได้รับสิ่งของดีๆมา
แต่ถึงจะบอกว่าทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ก็ย่อมมีขีดจำกัดไม่ใช่ทุกคนสามารถเข้าไปในมิติทับซ้อนได้จริงๆ มันไม่เกี่ยวกับวังจักรพรรดิที่จำกัดจำนวนแต่เป็นตัวมิติทับซ้อนเองที่จำกัดจำนวนในการเข้าไป1ล้านคนคือสูงสุดของจำนวนผู้คนที่สามารถเข้าไปร่วมในเทศกาลล่าได้
5หมื่นคนนั้นถูกจำกัดเฉพาะคนของวังจักรพรรดินี่คือขีดจำกัดที่พวกเขาสามารถกันไว้ให้คนของตนเอง จะปลอมแปลงเป็นคนของที่อื่นก็ไม่ได้เพราะมิติทับซ้อนที่มีปัญญานั้นฉลาดและสามารถตรวจสอบได้ง่ายดายมากในอดีตเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่วังจักรพรรดินั้นใช้วิธีอำพรางคนของตนเองในกองกำลังอื่นๆ
ผลคือคนของวังจักรพรรดิตายเรียบทั้งหมด
นี่ทำให้วังจักรพรรดิไม่กล้าเล่นแง่กับมิติทับซ้อนเทศกาลล่าอีก
เหลือที่ว่าอีก950,000ที่ว่างอยู่แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในเขตตะวันออกของอันเดอร์เวิลด์ที่กว้างใหญ่นั้นมีผู้ฝึกยุทธ์เป็นร้อยล้านคนที่ว่างเกือบ1ล้านนั้นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งหมด ดังนั้นมันจึงเกิดการแก่งแย่งสิทธิ์ที่ว่างนั้นขึ้นมาและการแย่งสิทธิ์นั้นก็ง่ายดาย ใครที่เข้าไปได้ก่อนก็ได้ก่อน ใครที่ช้าก็อดไป
ทุกๆรอบของเทศกาลล่าจึงเกิดการสูญเสียจำนวนนับล้านชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์
นี่คือความเสี่ยงของทุกผู้คนที่ต้องเผชิญหากต้องการจะเหนือกว่าคนอื่นเส้นทางการฝึกยุทธ์นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ไม่ได้มีเส้นพรมแดงให้ก้าวเดินต้องปีนป่ายจากเลือดเนื้อของผู้อื่นเพื่อขึ้นสู่จุดสุดยอดเท่านั้น
ภายในเมืองใบไม้แดงพวกเขาก็เตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางด้านนอกเมืองเห็นเรือเหาะขนาดใหญ่ที่สามารถจุผู้คนได้มากกว่า1หมื่นคนมันเป็นเรือเหาะที่ดูโบราณแต่กลับดูเรียบหรูอย่างมาก มันยังมีกลิ่นอายของวิทยาศาสตร์อยู่บางส่วนด้วย
เมื่อทุกอย่างพร้อมเรือเหาะที่นำพาผู้คนขององค์กรนักฆ่าจำนวนนับหมื่นคนก็เดินทางออกจากเมืองใบไม้แดงผู้ที่ไปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นหัวกะทิขององค์กรนักฆ่า
ข้อมูลที่เทวาได้รับจากองค์กรนักฆ่าก่อนที่จะมายังโลกนี้นั้นราบเรียบอย่างมากความจริงแล้วฐานหลักของพวกเขาอยู่ที่โลกมิติอันเดอร์เวิลด์ ส่วนนักฆ่าที่อยู่ในโลกมิติของเทวานั้นเป็นเพียงสาขาย่อยเท่านั้นและบอสขององค์กรนักฆ่าก็ไม่ได้สนใจความเป็นไปทางด้านนั้นมากนัก
นั่นเพราะว่าเขาทุ่มเททุกสิ่งอย่างกับโลกมิตินี้นั่นเอง
ข้อมูลที่อัพเดตใหม่ขององค์กรนักฆ่าก็คือ
บอส(เจสัน)
12ขุนพล(มีพลังระดับอสูรแต่เหนือกว่าจตุรเทพเดิม)
36นักฆ่าชั้นฟ้า(มีพลังระดับพลเอก)
108นักฆ่าชั้นดิน(มีพลังระดับพลโท)
300นักฆ่าชั้นทอง(มีพลังระดับพลตรี)
1,000นักฆ่าชั้นเงิน(มีพลังระดับพันเอก)
5,000นักฆ่าชั้นทองแดง(มีพลังระดับพันโท)
และนักฆ่าชั้นต่ำอีกนับหมื่น
ด้วยกองกำลังขนาดนี้หากปรากฏที่โลกมิติเดิมของเทวาย่อมสร้างความน่ากลัวให้กับโลกอย่างแน่นอนยังดีที่มันปรากฏในโลกมิตินี้ทำให้กองกำลังเท่านี้ยังไม่น่ากลัวนักในโลกนี้เพียงหนึ่งกองกำลังชั้นสูงกองกำลังเดียวก็สามารถทำลายล้างโลกเดิมของเทวาได้แล้ว!
อย่างเช่นองค์กรนักฆ่าในยามนี้ก็เกือบจะสามารถทำได้แล้ว
ระดับชนชั้นในองค์กรนักฆ่านั้นบ่งบอกระดับพลังฝีมือแต่ยังมีฐานะลับที่คนรู้น้อยนิดอยู่ นั่นก็คือมีระดับ5อาวุโสและผู้บงการที่แท้จริงอีกหนึ่ง
ผู้บงการชื่อนี้ทุกคนในองค์กรนักฆ่าก็รู้จักแต่น้อยนักที่จะเคยพบเห็น นั่นเพราะผู้บงการนั้นจะอยู่เฉพาะพื้นที่ส่วนตัวนักฆ่าทั่วไปไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้แม้แต่12ขุนพลก็ยังยากที่จะเข้าหาผู้บงการได้ ผู้บงการคือผู้ที่อยู่เหนือบอสหรือก็คือเจสันนั่นเอง
บนเรือเหาะพื้นที่กว้างขวางที่หรูหราประดับประดาไปด้วยทองคำและเพชรพลอยล้ำค่าห้องโถงกว่างใหญ่นี้สามารถรองรับผู้คนได้นับพันแต่ยามนี้กลับมีแค่ไม่กี่คนอยู่ด้านในพื้นที่กว้างใหญ่อย่างมากเห็นได้ชัดว่ามันใช้พลังของมิติในการขยายขนาดของห้องแห่งนี้
ที่โต๊ะทานอาหารขนาดใหญ่ที่รองรับผู้คนได้มากถึงยี่สิบกว่าคนนั้นกลับมีผู้คนอยู่แค่8คนเท่านั้นเก้าคนนั้นประกอบไปด้วยบุรุษสองคนที่เหลือนั้นคือสตรีล้วน บุรุษทั้งสองหนึ่งนั้นคือเจสันที่นั่งอยู่ปลายโต๊ะด้านหนึ่งข้างๆเขาก็คือโซเฟียร์นั่นเอง ส่วนหัวโต๊ะนั้นนั่งด้วยบุรุษที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพบุตรแห่งสวรรค์
ความหล่อเหลาของเขานั้นเข้าขั้นงดงามราวกับอิสตรีเพียงแค่มองผ่านก็คงต้องหลงใหล เขามีใบหน้าขาวเนียนนุ่มละมุนเส้นผมยาวสีน้ำตาลอ่อนมีนัยน์ตาคู่สวยเป็นประกายสีม่วงอันลี้ลับ คิ้วคางริมฝีปากล้วนเข้ารูปทั้งหมดจนทำให้เขากลายเป็นชายงามที่หาได้ยาก
เสน่ห์อันลี้ลับของเขานั้นกระจายอยู่ทั่วร่างเพียงขยับแขนขาก็สามารถทำให้สตรีคลั่งไคล้ได้แล้ว
เก้าอี้ด้านข้างของเขานั้นก็ประกอบไปด้วยสตรีทั้งสองฝั่งโอบซ้ายขวาและล้วนแล้วแต่เป็นสตรีที่งดงามด้วยกันทั้งสิ้น
แต่สิ่งที่แปลกแยกระหว่างพวกเจสันกับบุรุษนัยน์ตาม่วงก็คือพวกเขานั้นแม้จะคล้ายคลึงมนุษย์แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์สังเกตได้จากสตรีทั้งสองฟากฝั่งของบุรุษนัยน์ตาม่วงที่มีใบหูและหางของสัตว์อย่างสุนัขหรือแมวกันทั้งนั้นแม้แต่บุรุษที่งดงามนั้นก็ยังมีส่วนเล็กๆที่ดูไม่ใช่มนุษย์
“องค์ชาย13เจ้าคะทานนี่สิ อ้ามมม”หญิงสาวที่มีหูและหางของสุนัขป้อนเนื้อย่างที่ดูน่าทานไปให้กับบุรุษนัยน์ตาม่วง
สตรีผู้นี้มีผมยาวสีฟ้าสดใสและยังสวมชุดสมัยใหม่แบบชุดยูนิฟอร์มของนักเรียนนี่ไม่ใช่ไม่เข้าท่าแต่มันเหมาะสมกับเธออย่างมากเพราะชุดยูนิฟอร์มนักเรียนนั้นช่วยให้ทรวดทรงองเอวของเธอโดดเด่นรูปร่างตัวเอสของเธองดงามเป็นอย่างมากและยังมีหางสีขาวฟูฟ่องของสุนัขจิ้งจอกยิ่งทำให้เธอน่าดูเข้าไปใหญ่
บุรุษนัยน์ตาม่วงยิ้มบางรอยยิ้มของเขายังงดงามจนห้องทั้งห้องสว่างไสวเขาอ้าปากก่อนจะทานเนื้อย่าเข้าไปและเคี้ยวอย่างสุภาพ ดูไปแล้วกิริยาของเขาราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์มันทั้งสง่างามและยังงดงาม
“ขี้โกงนี่นาเรสซ่าได้นั่งใกล้งองค์ชายแล้วยังปรนนิบัติองค์ชายเสียออกนอกหน้าพวกเราแบบนี้ข้าไม่ยอมนะ”หญิงสาวที่นั่งข้างกับนาเรสซ่าเอ่ยขึ้นอย่างแง่งอน
เธอผู้นี้มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับนาเรสซ่าอย่างมากแต่ให้บรรยากาศที่แตกต่างเธอมีเส้นผมสีดำยาวสลงยและใบหูที่เห็นได้ชัดเจน แต่หางของเธอก็เป็นหางของจิ้งจอกขาวฟูฟ่องเช่นนาเรสซ่านอกจากนี้เธอเองก็สวมใส่ชุดยูนิฟอร์มนักเรียนเข้าคู่กับนาเรสซ่าอีกด้วย
“คิกๆพี่ซาบิน่าแพ้พนันข้าเองย่อมไม่มีสิทธิ์พูดมากนะ”นาเรสซ่ายิ้มกว้างหยอกล้อพี่สาวของตนเอง
“อะอ้าม ทานนี่สิเจ้าคะองค์ชาย13”ผู้เอ่ยคือหญิงสาวที่มีหูและหางเป็นแมว
เธอมีใบหน้าชัดเจนแม้ไม่งดงามเท่ากับพี่น้องหูสุนัขแต่ก็มีความลี้ลับน่าค้นหา เธอมีหู หางและเส้นผมเป็นสีขาวล้วนสวมใส่ชุดที่ค่อนข้างเปิดเผยทำให้เห็นเนินหน้าอกรำไรทำให้เลือดลมสูบฉีด
เธอตักน้ำซุปให้กับองค์ชาย13ทานอย่างออดอ้อนสมกับเป็นแมวน้อยที่น่ารัก
เขาย่อมรับการปรนนิบัติของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มเช่นเคยและอ่อนหวาน
“บู้! เห็นไหมเรามัวแต่ทะเลาะกันแมวตัวน้อยกลับหยิบชั้นปลามันไปแล้ว”นาเรสซ่าเอ่ยพองแก้ม
“ฉกฉวยโอกาสได้ดีนักนะซารูเบีย”ซาบิน่าเอ่ยกับหญิงสาวหูแมว
“ฮิฮิเห็นพวกเจ้ามัวแต่เยื้อแย่งกันนี่นาข้าก็ต้องฉวยโอกาสทำคะแนนสิ”ซารูเบียเอ่ย
“ฮึ่มเจ้าไม่ห้ามปรามคู่หูของเจ้าเลยหรือไงแคลริส”นาเรสซ่าหันไปเอ่ยกับสตรีที่นั่งข้างซารูเบีย
“ทำไมข้าต้องทำเช่นนั้นข้ารักซารูเบียแต่พวกเราก็รักองค์ชายด้วย นางทำหน้าที่ปรนนิบัติองค์ชาย13มันก็เหมือนกับข้าได้ทำเช่นกันดังนั้นไม่จำเป็นต้องห้ามสิ่งใด”แคลลิสเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
แคลลิสคือสตรีที่มีเขาเหมือนกับเขาแกะแต่ก็แตกต่างเธอมีเส้นผมสีขาวและสวมใส่ชุดสีขาว ใบหน้าของเธอหวานและอบอุ่นแลดูน่าเข้าใกล้นัยน์ตาของเธองดงามแต่ทว่ากลับมาผ้าปิดตาปิดตาขวาของเธอทำให้ความงดงามของเธอลดลงหลายส่วนกระนั้นมันกลับเพิ่มความลี้ลับให้กับเธอขึ้นไม่น้อยเช่นกัน
“นี่สิสมกับเป็นที่รักที่เข้าอกเข้าใจข้า”ซารูเบียยิ้มกริ่มก่อนจะหันไปหอมแก้มขาวเนียนของแคลริส
เห็นได้ชัดเจนว่ามทั้งสองนั้นเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าเลสเบี้ยน(หญิงรักหญิง)
เห็นดังนั้นราเรสซ่าก็พองแก้มน่ารักมากกว่าเดิม
“พวกเจ้ามัวแต่ทะเลาะกันจริงๆอาหารอร่อยๆทั้งนั้นแทนที่จะรีบๆทาน”นี่เป็นเสียงของสตรีคนสุดท้าย
เธอสวมใส่ชุดกระโปงสวมใส่เสื้อฮูดแบบมีซิบแต่เธอนั้นเปิดเผยมากคือเธอรูดซิบลงมาจนเกือบสุดทำให้เห็นลำตัวขาวเนียนและเห็นร่องหน้าอกอย่างชัดเจนหากผู้ชายคนใดมาเห็นคงไม่พ้นได้เลือดกำเดาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เธอมีเส้นผมสีดำและมีใบหูและหางสุนัขสีดำเธอตัวเล็กเมื่อเทียบกับคนอื่นๆแต่ทว่าเธอก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เธอแลดูจริงจังเหมือนกับสาวมั่นที่ทำทุกอย่างด้วยความมั่นใจนัยน์ตาสีเหลือทองนั้นส่งประกายแวววาวงดงามราวกับเม็ดอัญมณี
“เจ้าเองก็มัวแต่กินอยุ่นั่นแหละเห็นแก่กินจริงๆ”ซาบิน่าเอ่ยกับหญิงสาวผู้นี้เสียงดัง
“ก็มันอร่อยนี่ของอร่อยก็ต้องกินสิไม่อย่างมันก็จะเสียของนะ”หญิงสาวกล่าว
“นี่เจ้า!”
“อย่าทะเลาะกันสิเกรงใจแขกเสียบ้าง”คราวนี้องค์ชาย13เป็นคนเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงของเขานั้นอ่อนนุ่มละมุนราวกับฤดูใบไม้ผลิมันชวนให้หลงใหลและคล้อยตามเป็นอย่างมาก สตรีทั้งห้านั้นอดไม้ได้ให้เคลิบเคลิ้มกับคำพูดของเขาแม้แต่คนที่เห็นแก่กินนอย่างหญิงสาวหูสุนัขก็ยังอดไม่ได้ให้หน้าแดงใจเต้นรัว
“เซเรส...เจ้าทานมากเกินไประวังจะอ้วนนะมานี่สิ”องค์ชาย13เอ่ยกับหยิงสาว
“เจ้าค่ะ”หญิงสาวนามเซเรสขานรับคำก่อนจะเคลื่อนร่างมาข้างกายของบุรุษหนุ่ม
ทันใดนั้นบุรุษหนุ่มก็คว้าหมับที่ลำตัวของเซเรสแล้วดึงเธอมานั่งตักของตนเองก่อนจะจูบริมฝีปากของเธออย่างดูดดื่นนี่ทำให้สตรีอีกสี่นางรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมากและต้องการที่จะแทนที่เซเรส
ลมหายใจของเซเรสหอบถี่และใบหน้าแดงสดใสเธอเริ่มมีความต้องการอย่างห้ามไม่อยู่และมือเริ่มอยู่ไม่สุข มือขาวเนียนนุ่มของเธอลูบคลำที่เรือนร่างอันสมบูรณ์แบบขององค์ชาย13อย่างไม่รู้ตัวหรือบางทีมันอาจเป็นความเคยชินก็เป็นได้คอนนี้เธอลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้วว่ามีคนนอกสองคนอยู่ด้วยจึงได้กระทำตามที่ใจต้องการ
แต่องค์ชาย13ก็หยุดลงเมื่อารมณ์ของหญิงสาวขึ้นไปถึงจุดที่กำลังจะระเบิด
นี่ทำให้เธออารมณ์ค้าคาอย่างมากและมีความต้องการอย่างแรงกล้า
“เอาไว้คราวหลังนะสาวน้อย”องค์ชาย13เอ่ยกระซิบที่ข้างหูมันยิ่งทำให้เซเรสหัวใจเต้นหน้าแดงก่ำมากกว่าเดิม
“เจ้าค่ะ”เซเรสกล่าวตอบเบาๆก่อนจะซบลงที่หน้าอกของเขาอย่างอ่อนแรง
เจสันทานไวน์อย่างสงบแต่โซเฟียร์นั้นค่อนข้างอึกอัดกับภาพที่เห็น
องค์ชาย13เหลือบสายตาทรงเสน่ห์จ้องมองไปยังโซเฟียร์และยิ้มบางโซเฟียร์หลบสายตานั้นเพราะไม่อย่างนั้นเธอจะตกอยู่ในอำนาจเสน่ห์ของเขาอย่างแน่นอนเสน่ห์ของเขานั้นเหนือล้ำและมันเป็นผลร้ายกับหญิงสาวทุกคน แม้แต่คนที่ไม่ได้รับชอบและถึงขั้นเกลียดก็ยังต้องหวั่นไหวเมื่อเจอกับสายตาของเขา
“หลบตาข้าทำไมหรือโซเฟียร์เจ้าไม่อยากที่จะ...มานั่งอยู่ที่ตักข้าหรือ?”
................................................