เื่ราวใหญ่โตถึงขั้นนี้ ทว่าั้แ่ต้นจนจบ นายท่านใหญ่กับฮูหยินใหญ่ยังมิได้เอ่ยปากสักคำ กลับเป็ผู้อื่นที่เป็ธุระจัดการให้จนสิ้น
ทั้งหยางจงและฟางเหนียงจึงใช้เวลาจิบชานั่งคุยกันเื่บุตรชายอย่างเคร่งเครียดอยู่ภายในเรือนของตน
หยางจงเอ่ยเสียงขรึม “เราสองคนเป็บิดามารดาของเจี้ยนเอ๋อร์แท้ๆ แต่กลับพูดสิ่งใดมิได้สักคำ”
ฟางเหนียงวางถ้วยชาลงเบาๆ ท่วงท่ากิริยาเนิบนาบเชื่องช้าแต่มั่นคงสง่างามสมเป็กุลสตรีจากสกุลสูงศักดิ์ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่านุ่มนวลชวนยำเกรง
“สะใภ้ทำผิดจริงจะพูดจาแก้ต่างหรือเข้าข้างก็ไม่ได้ ทว่าการพูดจาส่งเสริมให้ท้ายอนุ ข้าไม่คิดทำแน่นอน”
“เ้ากับข้าไม่อาจทำได้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นคงได้เป็การยกหินทุ่มใส่เท้าตนเอง เื่รับอนุให้เจี้ยนเอ๋อร์แรกเริ่มก็เป็ความคิดข้า ส่วนการเฟ้นหานางเข้ามายังเป็เ้า ลูกสะใภ้ไป๋ไม่รู้ล่วงหน้า การตื่นตระหนกจนอาละวาด กระทั่งละเลยมารยาทกฎเกณฑ์ก็พอเข้าใจได้ ทุกฝ่ายล้วนเป็คนของเรา ไม่อาจเอ่ยปากคาดโทษใครได้ทั้งสิ้น”
ฟางเหนียงพยักหน้า ถอนหายใจหนักอก
“มิคาดว่าสะใภ้จากสกุลต่ำศักดิ์จักใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ไร้การอบรมสิ้นดี เห็นทีข้าต้องเรียกมาตักเตือน แล้วดูแลด้วยตนเอง”
ในน้ำเสียงคล้ายเจือปนระหว่างความสนเท่ห์กับความชื่นชมอย่างละเล็กน้อยจนคนฟังจับใจความไม่ออก
ฟางเหนียงซ่อนรอยยิ้มสมใจ นางเป็สตรีชั้นสูงต้องยึดหลักจารีตธรรมเนียมปฏิบัติเคร่งครัด ในขณะที่สามีต้องแต่งอนุเสริมอำนาจบารมี นางที่มีดีทุกอย่างกลับทำได้แค่ทน
สะใภ้จากตระกูลต่ำศักดิ์ก็ดีเช่นนี้ มิต้องเก็บข่มอันใดให้ต้องทรมาน
การระรานถีบประตูห้องหอของอนุแล้วฉุดดึงสามีกลับเรือนเยี่ยงนั้นทำคนอย่างนางอดสะใจมิได้จริงๆ
เฮ้อ! มีอำนาจแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ถูกจักรพรรดิเพ่งเล็งไม่ไว้วางใจ
เสริมบารมีอย่างนั้นหรือ?
เห็นได้ชัดว่าเป็เพียงข้ออ้างของบุรุษมักมากในกาม
อีกอย่างก็เื่ทายาท มักเห็นบุรุษเป็พ่อไก่พ่อวัวที่แสนจะพันธุ์ดีล้ำเลิศ คอกหนึ่งต้องมีเพศผู้แค่หนึ่งตัว แต่กลับมีเพศเมียเป็โขยง คอยสืบเชื้อสายขยายเผ่าพันธุ์
หึ! หน้าที่กระนั้นหรือ? สุดท้ายแม้รักกันก็แค่นั้นเอง
ฟางเหนียงคิดในใจไปสารพัดในขณะที่ใบหน้ายังคงสุขุมเยือกเย็นไม่เปลี่ยนสี
หยางจงผู้ไม่เคยล่วงรู้ความคิดภรรยา เพียงส่ายหน้าอย่างระอา ยกชาขึ้นไล้ปลายจมูกแล้วเป่าเบาๆ พลางกล่าว “สตรีชนชั้นสามัญอย่างสะใภ้ไป๋ มีความประพฤติห่างชั้นกับสตรีชั้นสูงทั่วไป นับเป็เื่ธรรมดา แต่ปัญหายามนี้กลับอยู่ที่เจี้ยนเอ๋อร์”
“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไร?”
“เ้าลองตรองดู”
เขาทำท่าครุ่นคิด ค่อยพึมพำ
“เดิมทีเจี้ยนเอ๋อร์มิใคร่ใส่ใจไยดีสตรีสกุลไป๋สักนิด ทว่าเมื่อนางบุกเข้าห้องหออย่างอุกอาจปานนั้น นอกจากเจี้ยนเอ๋อร์มิโกรธเคืองคาดโทษกลับเดินตามนางอย่างว่าง่าย ถึงขั้นหอบอารมณ์รุมเร้าจากน้ำแกงสูตรพิเศษของเ้าไปใช้กับนางจนรุ่งสาง แม้แต่อนุที่งดงามหยาดเยิ้มน่าพิศมัยชวนหลงใหลถึงเพียงนั้นยังไม่สามารถเหนี่ยวรั้งเขาได้”
อนุงดงามหยาดเยิ้มน่าพิศมัยหรือ? เฮอะ!
ไป๋ิเยว่มิได้งดงามเท่าซู่หลินแล้วอย่างไร?
ตัวข้ามิได้งดงามเทียบอนุของท่านได้แล้วอย่างไร?
ฟางเหนียงลอบแค่นเสียงในใจ แต่ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างประณีตบรรจงกลับคลี่ยิ้มละไม
“โธ่เอ๋ย! ท่านพี่ เื่แค่นี้ไม่เห็นต้องคิดให้ยาก เห็นได้ชัดว่าเจี้ยนเอ๋อร์ทำไปอย่างมีสติไตร่ตรองรอบคอบ เขาครองตัวอยู่ในกรอบจารีต ไม่มีทางเห็นผิดเป็ชอบแน่ๆ พวกเรามองดูเงียบๆ ปล่อยลูกชายจัดการลูกสะใภ้เองเถิด ขืนยื่นมือเข้าไปยุ่มย่าม มากคนก็มากความ ดีไม่ดี อาจทำให้เจี้ยนเอ๋อร์บึ้งตึงกับพวกเรา ข้าเลี้ยงเขาด้วยตัวเอง ย่อมรู้ดี นิสัยของเขารุนแรงน้อยเสียที่ไหน หากก้าวล้ำอาณาเขตส่วนตัวของเขาแล้วทำให้เขาโกรธขึ้นมา แม้แต่ท่านปู่กับท่านย่ายังไม่อาจทัดทานนะเ้าคะ”
“อืม...”
หยางจงพยักหน้าเนิบช้าเห็นด้วยอย่างไม่เห็นเป็อื่น เพราะหยางเจี้ยนไม่เคยทำให้คนในตระกูลต้องเป็กังวลหรือผิดหวังเลยสักครา เขาเติบโตมาด้วยความองอาจ เก่งกล้าสามารถ ทำตัวเหมาะสมกับตำแหน่งผู้สืบทอด สมควรเป็ผู้นำ เป็ทั้งที่พึ่งและหลักยึดให้คนทั้งตระกูล น่ายกย่องทุกประการ มีใครกล้าขัดใจที่ใด?
ฟางเหนียงเห็นสามีนั่งจิบชาเงียบขรึม ไม่เอ่ยปากเื่บุตรชายอีกก็คลี่ยิ้มละมุนอ่อนโยนดุจสายลมวสันต์ อบอุ่นปานนั้น “ท่านพี่พักผ่อนเถิดเ้าคะ เื่เจี้ยนเอ๋อร์ เอาไว้ข้าจะจัดการเอง”
เพราะหากให้เขาแทรกแซง คงไม่แคล้วพากันเข้าข้างอนุคนงามหยาดเยิ้มแต่เปี่ยมเล่ห์มารยาผู้นั้น
หึ! พ่อสามีก็เข้าข้างฝ่ายอนุไปแล้วคนหนึ่งปะไร!
“อืม...ทำตามเ้าว่าเถิด”
“เ้าค่ะ”
เมื่อเดินออกมาจากห้องหนังสือของสามีไกลแล้ว ฟางเหนียงจึงบ่นเสียงเบากับสาวใช้คนสนิทข้างกาย
“ข้าคิดว่าตนเองเลือกเฟ้นมาดีแล้วเชียว ไหนว่ากิริยามารยาทดีงาม สงบเสงี่ยมเจียมตน แล้วการที่อนุวิ่งโร่เข้าไปถึงโถงกลางเพื่อฟ้องร้องภรรยาเอกคืออันใด?”
เื่นี้หากเงียบไว้แล้วปล่อยครอบครัวบุตรชายจัดการเองก็ย่อมได้ หรือมาบอกนางที่เป็แม่สามีก็พอแล้ว
การเข้าพบผู้เฒ่านั้น ขนาดสะใภ้สกุลไป๋ยังต้องไปเยี่ยมคารวะนางผู้เป็แม่สามีก่อนแล้วค่อยให้นางพาเดินมาหาท่านผู้เฒ่าด้วยกัน
การที่อนุซู่ไปคุกเข่าสะอึกสะอื้นร่ำไห้บีบน้ำตาอย่างน่าเวทนาชวนสงสารแต่กลับจับใจคนมองขนาดนั้น และยังทำต่อหน้าท่านผู้เฒ่าเพื่อกดดันขอคืนความยุติธรรมเช่นนั้น จะอย่างไรในฐานะภรรยาเอกด้วยกัน ฟางเหนียงไม่อาจยอมรับการกระทำของอนุที่ข้ามหน้าข้ามตาลูกสะใภ้ไป๋ได้
สาวใช้ทำท่าขบคิด ก่อนตัดสินใจเอ่ย “เรียนฮูหยิน บ่าวขอบังอาจกล่าวสักคำ”
“พูดมาเถอะ”
“เมื่อเช้า บ่าวแอบเห็นอนุซู่เดินมากับฮูหยินรอง แต่แยกย้ายกันก่อนเข้าโถงกลางเ้าค่ะ”
ฟางเหนียงเงยหน้าขึ้นช้าๆ
“หืม...”