“โม่โฉว!” ยายจางวิ่งมาที่หน้าห้องตรวจด้วยความใ หากไม่มีโจวต้าเฝิงช่วยประคองไว้ นางคงล้มไปหลายครั้งแล้ว “พอต้าเฝิงไปบอกกับฉันว่าปินเซ่ออยู่โรงพยาบาล ฉันก็รีบมาที่นี่เลย ทำไมพวกเธอถึงพาเขามาหาหมอได้ล่ะ”
“คุณยายนั่งรอตรงนี้ก่อนครับ ตอนนี้คุณหมอกำลังตรวจดูอาการของเขาอยู่” เจียงโม่โฉวตอบ
“ตกลงว่าปินเซ่อเป็อะไร? ไม่กี่วันก่อนเขายังดีๆ อยู่เลย”
“คุณยายไม่ได้เจอเขามาหลายวันแล้วเหรอครับ”
“ั้แ่วันที่เขาแยกออกไปเช่าบ้านอยู่เอง ฉันก็ไม่ได้เจอเขาอีกเลย ฉันคิดแค่ว่าเขาคงอยากอยู่เงียบๆ เพื่อจัดการอารมณ์ของตัวเองก็เลยไม่เคยไปดูเขาสักที ดีที่วันนี้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าเขาฝากข้อความถึงเธอ” ยายจางน้ำตาคลอพร้อมกับจับมือเจียงโม่โฉวไว้แน่น “ฉันขอบใจเธอมากนะโม่โฉว ถ้าวันนี้เธอไม่ไปหาเขา ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่าลูกชายของฉันจะเป็ยังไง ไม่แน่ว่าฉัน...ฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้พูดกับเขาอีกแล้วก็ได้”
เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงไม่รู้จะปลอบใจหญิงชราอย่างไร พวกเขาทำได้เพียงนั่งเป็เพื่อนนางเท่านั้น ไม่นานคุณหมอก็เดินออกมาจากห้องตรวจ
“ลูกชายฉันเป็ยังไงบ้างคะคุณหมอ” ยายจางถามขึ้นเป็คนแรก
“เขาถูกทำร้ายจนเกิดอาการช้ำใน และที่สลบไปก็เพราะมีอาการไข้แทรกซ้อนขึ้นมาเท่านั้นครับ อาการโดยรวมไม่นับว่าร้ายแรง” คุณหมอหนุ่มขยับแว่นตาแล้วพูดอย่างลำบากใจ “คุณยายครับ ผมรู้ว่าคนไข้อยู่ใน่วัยรุ่น แต่การชกต่อยจนาเ็ขนาดนี้มันไม่ใช่เื่ดีเลยนะครับ ยังดีที่คราวนี้เขาไม่เป็อะไรมาก แต่ถ้าเขายังใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไป...คราวหน้าเขาอาจจะไม่โชคดีอย่างนี้อีก”
“ไม่นะคะคุณหมอ ลูกชายของฉันไม่ใช่คนที่ชอบไปหาเื่ใคร เื่ที่เขาจะไปต่อยตีกับคนอื่นก่อนยิ่งเป็ไปไม่ได้” ยายจางรีบปฏิเสธอย่างไม่เชื่อ นางรู้จักนิสัยของลูกชายคนเล็กเป็อย่างดี
“แต่อาการป่วยของเขามันบอกอย่างนั้นครับ” คุณหมอหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจ “ผมเตือนเขาในฐานะของหมอที่หวังดีต่อคนไข้ ส่วนว่าพวกคุณจะทำตามหรือไม่นั้นก็แล้วแต่พวกคุณ แต่ผมยังขอย้ำคำเดิม คราวหน้าเขาอาจจะไม่โชคดีอย่างนี้อีก”
เจียงโม่โฉวอ่านป้ายชื่อที่ติดบนหน้าอกของคุณหมอก็รีบพูด “คุณหมอซ่งอย่าเพิ่งโมโหไปเลยครับ ปกติแล้วปินเซ่อไม่ใช่คนเกเร คุณยายแค่อยากอธิบายให้คุณหมอเข้าใจเท่านั้น ว่าแต่น้องชายของผมเป็ยังไงบ้างครับ เขาต้องนอนดูอาการที่โรงพยาบาลก่อนหรือเปล่า”
คุณหมอซ่งได้ฟังคำอธิบายก็ใจเย็นลงเล็กน้อย “หากพวกคุณไม่ติดขัดเื่ค่าใช้จ่าย ผมแนะนำให้เขานอนดูอาการที่โรงพยาบาลต่ออีกสักคืน ถ้าไม่มีอะไรแล้วพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขานอนที่นี่สักคืนเถอะครับ แต่ว่าพวกเราคงอยู่เฝ้าเขาไม่ได้” เจียงโม่โฉวหันไปมองยายเจียง
และยายเจียงก็ทำหน้าลำบากใจเช่นกัน ไม่ใช่ว่านางไม่ห่วงลูกชายคนเล็ก แต่ตอนนี้ลูกสะใภ้คนโตกำลังท้องอยู่และยังเป็่ต้องเฝ้าระวัง นางไม่ไว้ใจให้ลูกชายคนโตดูแลลูกสะใภ้คนเดียว
คุณหมอซ่งถอนหายใจ “เอาเถอะครับ ยังไงคนไข้ก็ต้องนอนพักที่ห้องรวม พยาบาลจะช่วยดูแลเขาเอง ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ขอบใจเธอมากนะโม่โฉวที่ช่วยเป็ธุระให้ แต่ฉันมานอนเฝ้าเขาไม่ได้จริงๆ ลูกสะใภ้คนโตของฉันกำลังท้องอยู่ คงไม่ดีหากไม่มีใครอยู่ดูแลเธอ” ยายจางอธิบาย
“ผมขอถามได้ไหมครับว่าทำไมปินเซ่อถึงย้ายออกมาเช่าบ้านอยู่คนเดียว” เจียงโม่โฉวถามสิ่งที่สงสัยออกไป เพราะเท่าที่เขาสังเกต จางปินเซ่อรักและเป็ห่วงแม่ของเขามาก เป็ไปได้ยังไงที่เขาจะทิ้งยายจางให้อยู่บ้านกับพี่ชายและพี่สะใภ้สุดขี้งกตามลำพัง
“เขา...เขาคงอยากออกมาสร้างตัวตามประสาคนหนุ่มไฟแรงนั่นล่ะ” ยายจางตอบอย่างไม่เต็มเสียงนัก
เจียงโม่โฉวกำลังจะถามออกไปอีก แต่โจวต้าเฝิงห้ามเอาไว้ก่อน “ถ้างั้นผมกับโม่โฉวคงต้องขอตัวกลับก่อนนะครับ เอาไว้พรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยมน้องชายใหม่ก็แล้วกัน”
ยายจางได้แต่มองตามสองหนุ่มไปอย่างรู้สึกผิด จากนั้นนางก็แอบเดินไปส่องดูลูกชายคนเล็กที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้องผู้ป่วย แต่นางก็ไม่ได้อยู่รอจนเขาตื่น เพราะนางต้องรีบกลับไปทำอาหารบำรุงให้ลูกสะใภ้ นี่เป็หลานชายคนแรก นางไม่อยากให้มีเื่ผิดพลาด
“พี่คิดว่าเื่นี้มันแปลกๆ ไหมครับ” เจียงโม่โฉวถามโจวต้าเฝิงอย่างสงสัย “ถึงผมจะเคยคุยกับปินเซ่อแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ผมก็รับรู้ได้ว่าเขารักแม่ของเขามาก เป็ไปไม่ได้เลยที่เขาจะทิ้งแม่แล้วออกไปเช่าบ้านอยู่คนเดียว ยังมีคุณยายจางอีกคนที่ทำตัวแปลกไป ตอนที่ผมมาขายของในตลาดมืดวันแรก คุณยายยังพูดถึงลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้อย่างไม่ค่อยพอใจอยู่เลย แต่ทำไมวันนี้คุณยายดูจะห่วงลูกสะใภ้มากเป็พิเศษ”
“นายก็ได้ยินแล้วไม่ใช่เหรอว่าลูกสะใภ้ของคุณยายกำลังท้องอยู่ สงสัยว่าหลานคนนี้จะเป็หลานคนแรก คนแก่ยังไงก็อยากมีลูกมีหลานไว้สืบสกุลไม่ใช่เหรอ” โจวต้าเฝิงตอบ
“คงเป็อย่างที่พี่พูด ผมอาจจะคิดมากไป” เจียงโม่โฉวยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “นี่ก็เกือบบ่ายสามโมงเข้าไปแล้ว วันนี้เราคงไปทำงานในไร่ไม่ทันแล้วล่ะครับ เฮ้อ...ผู้ใหญ่บ้านต้องหาเื่มาบ่นเราอีกแน่”
“ฉันก็กำลังคิดเื่นี้อยู่เหมือนกัน ตอนนี้ครอบครัวของเรานอกจากจะไม่ไปทำงานในไร่่บ่ายแล้ว ่เช้าเรายังไปทำงานแค่สองชั่วโมงอีก ฉันว่าอีกไม่นานต้องมีคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของเราแล้วล่ะ”
“พวกเธอหายไปไหนกันมา อย่าทำให้งานในส่วนของพวกเธอมีผลกระทบกับชื่อเสียงของหมู่บ้านเชียวล่ะ ไม่งั้นฉันไม่ปล่อยไว้แน่” ผู้ใหญ่บ้านมาขวางรถจักรยานของสองหนุ่มไว้
เจียงโม่โฉวกับโจวต้าเฝิงถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายที่เห็นว่าเป็ใครมาดักรอ ดูเหมือนพวกเขาจะถูกผู้ใหญ่บ้านจับตาดูเสียแล้ว
“ลุงผู้ใหญ่มาดักรอพวกเราทำไมหรือครับ” เจียงโม่โฉวปั้นหน้ายิ้ม
“ฉันเห็นมีแค่อ้ายเหม่ยคนเดียวที่ทำงานในไร่ พวกเธอเป็ผู้ชายประสาอะไรถึงเอาเปรียบผู้หญิง เธอก็เหมือนกันนะโม่โฉว รู้ว่าจะแต่งผู้หญิงมาให้เขาลำบากแล้วเธอจะแต่งกับเขาทำไม ถ้าอ้ายเหม่ยได้แต่งกับลูกชายฉัน ป่านนี้เธอคงได้ใช้ชีวิตอย่างสบายไปแล้ว”
“นี่ลุงยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะให้พี่ไห่แต่งกับภรรยาของผมอีกเหรอครับเนี่ย หรือว่าคุณลุงอยากให้ผมกับภรรยาหย่ากันให้ได้ ไม่ครับคุณลุง คุณลุงไม่มีโอกาสเห็นวันนั้นของเราหรอก” เจียงโม่โฉวพูดอย่างไม่อยากเชื่อ เขากับอ้ายเหม่ยแต่งงานกันมาได้หลายเดือนแล้ว ลุงหลีหานกับพี่หลีไห่ยังไม่ถอดใจจากภรรยาเขาอีกหรือ
“ฉัน...ฉันไม่ได้มีความคิดชั่วร้ายแบบนั้น” ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธ “ที่ฉันมาดักรอพวกเธอวันนี้ก็เพราะจะบอกว่าอีกสามวันจะเริ่มการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ถึงตอนนั้นไม่อนุญาตให้พวกเธอหยุดงาน และต้องทำงานให้ได้สิบแต้มเหมือนคนอื่นด้วย เจียงโม่โฉว...เธอเป็ยุวชนที่ถูกส่งมาใช้แรงงาน ต่อไปไม่อนุญาตให้เธอหยุดงานอีก”
“แต่ผมเคยบอกคุณลุงฉินไปแล้วนะครับว่าผมจะขอทำงานแค่ครึ่งวัน คุณลุงฉินก็รับทราบและอนุญาตแล้วด้วย”
“นี่คือคำสั่งใหม่ของคอมมูน เลขาธิการฉินเป็คนออกกฎนี้ด้วยตัวเอง” ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างได้ใจ “ก็เพราะเธอไปขอทำงานแค่ครึ่งวัน ยุวชนคนอื่นก็เอาอย่างเธอบ้าง ในเมื่อมันจะทำให้เสียการปกครองและมีผลกระทบกับงาน เลขาธิการฉินก็ต้องยกเลิกคำขอของเธอก็ถูกแล้วนี่ เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ก็ตั้งใจไปทำงานในไร่ซะ”
เจียงโม่โฉวถึงกับเถียงไม่ออก เขาไม่ได้คิดในมุมนี้มาก่อนจริงๆ ที่ว่าเพื่อนยุวชนคนอื่นจะขอทำงานแค่ครึ่งวันเหมือนกัน
“แต่พรุ่งนี้ผมว่าจะไปหาหมอที่โรงพยาบาลครับ ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย”
“ถ้างั้นเธอก็ไปให้หมอในหมู่บ้านตรวจดูอาการก่อนสิ ถ้าหมอเหลียงรักษาไม่ได้ก็ให้เขาเขียนใบรับรองให้เธอไปลางานกับเลขาธิการฉิน ทำให้มันถูกต้องตามระเบียบก็จะไม่มีใครเขาว่าเอาได้ ฉันที่เป็ผู้ใหญ่บ้านก็จะได้ไม่ต้องลำบากใจ” ผู้ใหญ่บ้านพูดยิ้มแล้วก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
เจียงโม่โฉวมองตามหลังผู้ใหญ่บ้านอย่างพูดไม่ออก
“เราจะทำยังไงกันดีล่ะครับ ผมไม่อยากเสียรายได้ส่วนนี้ไปเลย” เจียงโม่โฉวพูดอย่างเสียดาย
“ตลาดเปิดขายั้แ่ตีห้า เวลาเริ่มงานในไร่ก็เริ่มตั้งเจ็ดโมงเช้า เราแค่ตื่นเช้าขึ้นสักชั่วโมงสองชั่วโมงคงไม่เห็นไรมั้ง”
“แต่เราจะเหนื่อยมากเลยนะครับ”
“เหนื่อยเราก็ต้องยอม ดีกว่าให้คนมาคอยจับผิด เพราะฉันเชื่อว่าผู้ใหญ่บ้านกับหลีไห่ต้องคอยจับตาดูพวกเราอยู่แน่ ไม่งั้นวันนี้เขาจะมาดักรอเราอยู่ที่นี่ได้ยังไง” โจวต้าเฝิงตบไหล่น้องเขย “่แรกอาจจะลำบากสักหน่อย แต่เราก็ต้องอดทนไว้ คิดซะว่าทำเพื่ออนาคตที่ดีในวันหน้า เอาน่า...ปัญหาทุกอย่างต้องมีทางออกสิ”