เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 74 ตบหน้า

            “อ้าว หลานสาวคนนี้หรือนี่ หน้าตาสวยมากเลย”

            เมื่อคราวก่อนที่ลงเงินเดิมพันไปหนึ่งพันหยวนว่าทีมเกาหลีใต้จะชนะทำให้หลิวชิ่งกั๋วได้เงินมาสี่พันหยวน สองพันหยวนมอบให้ภรรยา เก็บไว้เองสองพันหยวนเพราะเงินที่ให้สองวันที่ผ่านมานี้ภรรยาดีจึงดีกับเขามาก ทั้งอาหาร เครื่องดื่มดูแลปรนนิบัติ ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หลิวชิ่งกั๋วอารมณ์ดีไม่ว่ามองไปที่ใครก็อารมณ์ดีทั้งนั้น

            โดยเฉพาะซูอินสาวน้อยหน้าตาสะสวย

            “ฉันจะแนะนำให้รู้จัก เหล่าหลิว นี่คืออินอิน หลานของฉัน อินอินนี่คือหลิวชิ่งกั๋ว เป็นเพื่อนของฉันมาหลายปี เธอเรียกเขาว่าคุณอาหลิวก็แล้วกัน”

            ซูอินยืนตรงขาชิดกัน ยิ้มหวานเป็นเอกลักษณ์ก่อนจะก้มศีรษะทักทายอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะคุณอาหลิว”

            แค่เด็กสาวยิ้มก็หวานไปจนถึงหัวใจของผู้พบเห็น การเจอกันครั้งแรกหลิวชิ่งกั๋วรู้สึกประทับใจไม่น้อยระหว่างทางที่ไปหาครอบครัวนั้น เขาจึงเผยข้อมูลให้ฟังหลายอย่าง

            “มีแม่หม้ายคนหนึ่งเลี้ยงลูกชายตามลำพังไม่รู้ว่าช่วงนี้ไปได้เงินมาจากที่ไหน เธอจึงอยากขายบ้านเก่าเพื่อซื้อบ้านใหม่จะดีกว่านี้หากแม่หม้ายคนนั้นอยากขายบ้านให้เร็วกว่านี้สักสองสามปีตอนนี้เธอรวยแล้ว ก็น่าจะพอกดราคาลงได้บ้างแน่นอนว่าห้ามบอกเธอเด็ดขาดว่ารู้เรื่องพวกนี้มาจากฉัน”

            ซูอินพยักหน้า พร้อมให้คำมั่นสัญญา “คุณอาหลิววางใจเถอะค่ะ ที่คุณพูดแบบนี้ก็เพื่อฉันไม่ว่ายังไงฉันไม่มีทางหักหลังคุณแน่นอน”

            เมื่อได้ยินเขาพูดว่า “จู่ๆ ก็ได้เงินมาก้อนหนึ่ง” ซูอินพลันนึกถึงแม่เฒ่าสวีที่อยู่ในชุมชนนั้นโดยไม่รู้ตัว

            อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น

            ระหว่างพูดคุย พวกเขาก็มาถึงหน้าบ้านผู้ขายซูอินส่ายหน้าเพื่อขจัดความคิดที่ตีกันยุ่งเหยิงออกไป

            หลิวชิ่งกั๋วเดินเข้าไปเคาะประตู “พี่ซุน อยู่บ้านไหม ฉันพาคนมาดูบ้าน”

            “อยู่!”

            เสียงแข็งกร้าวของผู้หญิงดังออกมาจากหลังประตูก่อนจะตามมาด้วยเสียงคำสั่ง “เจี้ยนเจี้ยน แม่กำลังยุ่ง ลูกไปเปิดประตูให้อาหลิวหน่อยสิ”

            ก่อนจะมีเสียงพูดอย่างไม่พอใจ “ถึงตอนสำคัญพอดี รอเดี๋ยว”

            “รีบไป!”

            น้ำเสียงที่คุ้นเคย ซูอินเบิกตากว้าง คงไม่ใช่หรอกมั้ง

            และแล้วลางสังหรณ์ของเธอก็เป็นจริง เมื่อประตูเปิดเผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย

            เป็นซุนเจี้ยนจริงๆ!

            ด้วยความตกใจทำให้ซูอินเผลอร้องออกมา

            ซุนเจี้ยนกำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟาซึ่งกำลังฉายรายการที่สนุกที่สุด เมื่อถูกมารดาบังคับให้ไปเปิดประตูก็ตั้งใจว่าเปิดเสร็จจะรีบวิ่งกลับมาที่หน้าโทรทัศน์

            เดินกลับไม่ถึงสองก้าว เสียงผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังก็ดังขึ้นหลายวันก่อนปวดจนนอนไม่หลับ ตอนที่เข้าห้องน้ำเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดซุนเจี้ยนกัดฟันด้วยความแค้น โกรธซูอินที่ทำให้เขาต้องเจ็บ ทำให้เขาไม่ลืมเธอง่ายๆ

            เมื่อหันไปมอง เขาก็เห็นใบหน้านั้น

            “นี่เธอ!”

            ซุนเจี้ยนไม่สนใจดูโทรทัศน์แล้วเขาลากรองเท้าแตะพุ่งตรงไปตรงหน้าซูอินราวกับนักกีฬาโอลิมปิก “เธอมาทำอะไรที่นี่ที่นี่บ้านของฉัน รีบไสหัวไป!”

            “เจี้ยนเจี้ยน~”

            หญิงวัยกลางคนที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวโผล่ออกมาพร้อมกับมีดทำครัวใบหน้าของเธอเหมือนซุนเจี้ยนอย่างกับแกะ ไม่ใช่แค่หน้านิสัยเจ้าอารมณ์ก็ค่อนข้างคล้ายกัน แค่มองก็รู้ว่าเป็นแม่ลูกกัน

            “นี่มันเรื่องอะไร”

            “แม่ คนนี้นี่แหละ”

            ซุนเจี้ยนก้มมองเป้ากางเกงของตัวเอง ซูอินช่างโหดร้ายผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์แล้ว อาการบวมแดงยังไม่หายสนิทเวลาที่เข้าห้องน้ำยังรู้สึกปวดอยู่เลย

            ซุนลี่เหมยเดินมามองหลินเฉวียนด้วยความโกรธพร้อมยกมีดขึ้นมา “แกทำร้ายลูกชายฉันหรือและยังทำให้เขาเข้าสอบสายด้วย”

            “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่เขา เธอต่างหาก”

            “อะไรนะ”

            สีหน้าโกรธเคืองพลันเปลี่ยนเป็นความสงสัยซุนลี่เหมยมองร่างผอมบางของซูอิน “รูปร่างแบบนี้จะต่อยแกคว่ำได้หรือ”

            ซุนเจี้ยนรู้สึกขายหน้า แต่ยังคงอธิบายต่อ “ยายนี่มีคนช่วยผู้ชายคนนั้นทำให้ผมล้ม จากนั้นเธอก็เข้ามาเตะ…”

            ในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงดูบุตรชายคนเดียวจนเติบใหญ่ซุนลี่เหมยเลี้ยงดูเขาจนมีนิสัยหยาบคาย รังแกคนอ่อนแอกว่าแต่หวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า

            หลังจากบุตรชายอันเป็นที่รักได้รับบาดเจ็บ เธอก็รีบไปที่สถานีตำรวจเมื่อรู้ว่าบุตรชายทำผิด และอีกฝ่ายมีภูมิหลังไม่ธรรมดา เธอก็อ่อนลงทันทีไม่เพียงไม่ไล่หาความรับผิดชอบ ยังกลัวอีกฝ่ายจะมาแก้แค้น

            แต่สถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด เมื่อกลับถึงบ้านบุตรชายได้เล่าสถานการณ์อย่างละเอียดให้ฟังว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กสาวบ้านนอกที่ถูกอุ้มผิดตัวมาและยังทำให้พ่อแม่บุญธรรมต้องขุ่นเคืองใจ ภูมิหลังที่แสนธรรมดาเทียบกับครอบครัวของพวกเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อรับรู้เรื่องราวซุนลี่เหมยก็ฟื้นนิสัยรังแกผู้อ่อนแอ เกรงกลัวผู้ที่แข็งแกร่งกว่าขึ้นมาอีกครั้งลับมีดและอยากไปเอาเรื่อง

            แต่พวกเขาไม่รู้ว่าซูอินอาศัยอยู่ที่ไหน

            หลายวันมานี้ในใจของซุนลี่เหมยร้อนรุ่มคิดไม่ถึงว่าเวลานี้อีกฝ่ายจะมาเคาะประตูเข้าหาเธอเอง

            “เธอมันเด็กเหลือขอที่กล้าทำร้ายลูกชายของฉัน…”

            ด้วยความโมโหสุดขีด ซุนลี่เหมยไม่คิดจะเอ่ยถามเธอยกมือขึ้นทักทายใบหน้าของซูอิน

            เธอใช้โอกาสตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาหลายปี เธอไม่เคยพลาดสักครั้ง

            แต่คาดไม่ถึงว่าครั้งนี้เมื่อเธอโบกมือ จะถูกคนคว้าไว้ได้มืออีกข้างที่ถือมีดถูกคว้าไว้เช่นกันมือที่คว้านั้นทำให้เธอเห็นใบหน้าที่มีรอยบากของอีกฝ่ายรูปลักษณ์ดุดันทำให้เธอตัวสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้

            เธอเริ่มส่งเสียงโหยหวนอยู่ที่หน้าประตู

            “ช่วยด้วย มีคนรังแกแม่หม้าย รังแกพวกเราสองแม่ลูก ยังมีศีลธรรมกันอยู่ไหมรีบมาช่วยกันเร็ว!”

            ในชุมชนมีคนค่อนข้างเยอะ และตอนนี้เป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผู้คนส่วนใหญ่อยู่บ้านเสียงแหกปากของซุนลี่เหมยเรียกความสนใจจากเพื่อนบ้านได้อย่างรวดเร็ว

            เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอก็ยิ่งร้องดังขึ้น “เด็กเหลือขอคนนี้ทำร้ายเจี้ยนเจี้ยนลูกชายของฉันทำร้ายจนเขาต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งหลายวัน แค่นั้นยังไม่พอตอนนี้ยังพาคนมาที่บ้านเพื่อรังแกเราสองแม่ลูก พวกคุณคิดดูสิ…”

            เพื่อนบ้านซ้ายขวาที่อยู่ร่วมกันมาหลายปีมีใครไม่รู้บ้างว่าซุนลี่เหมยเป็นคนหน้าด้านหน้าทนขนาดไหน ส่วนบุตรชายของเธอ…ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

            และการชี้นิ้วบอกว่าเป็นความผิดของเด็กสาวผิวขาวผุดผ่องดวงตาเป็นประกาย แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นเด็กดีจะต้องเป็นเพราะซุนเจี้ยนไปยั่วโทสะอะไรเข้าแน่นอน

            ในใจคนเหมือนดังกระจกเงา มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นอกเห็นใจผู้ที่อ่อนแอโดยเฉพาะเพื่อนบ้านเหล่านี้ทุกคนต่างคิดว่าการที่หล่อนเลี้ยงลูกคนเดียวย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายทำให้ในเวลานี้เกิดความรู้สึกลำเอียง

            “เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ทำไมต้องตามมาถึงที่นี่”

            “เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่เรื่องง่ายนะตีเขาจนเข้าโรงพยาบาลยังไม่พออีกหรือ”

            เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ซูอินยกมุมปากด้วยรอยยิ้มเย็นชา

            “พวกคุณรู้ไหมคะว่าทำไมเขาถึงโดนตี”

            เสียงเย็นชานั้นทำให้ทุกคนตกใจ ซุนเจี้ยนมีท่ามีเปลี่ยนไปทันทีเธอไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้พูด และเล่าถึงสาเหตุที่แท้จริง

            “เช้าวันสอบขึ้นชั้นมัธยมปลาย เขารับจ้างวานจากคนอื่นนำพวกอันธพาลพร้อมถือไม้มาขัดขวางระหว่างที่ฉันกำลังเดินทางไปสอบ ตั้งใจลากฉันเข้าไปในที่เปลี่ยวโชคดีมีคนมาช่วยไว้ทัน ตอนนั้นฉันโกรธมาก จึงเตะไปที่หว่างขาของเขาฉันไม่ใช่คนแรงเยอะ ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเข้าโรงพยาบาลได้”

            ทุกคนมองร่างผอมบางของซูอินในเวลานี้พวกเขารู้สึกลังเลเช่นเดียวกับซุนลี่เหมย รูปร่างแบบนี้จะทำร้ายคนให้บาดเจ็บได้หรือ

            นอกจากขัดขวางการเข้าสอบของผู้อื่น ยังคิดทำร้ายเด็กสาวตัวเล็กๆคนนี้ พอทำไม่สำเร็จก็บอกว่าตนเองเข้าโรงพยาบาล ปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น…

            มันเกินไปแล้ว!

            เพื่อนบ้านที่ตั้งใจออกมาดูเรื่องน่าสนุกพากันสูดลมหายใจ แม้แต่หลิวชิ่งกั๋วที่ทำหน้าที่ดูแลบ่อนไพ่กระจอกเมื่อพบเจอเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธ

            “แต่เธอก็ปลอดภัยดี ไม่ได้เป็นอะไรไม่ใช่หรือไง” ซุนเจี้ยนแก้ตัว

            ประโยคนี้อีกแล้วเมื่อนึกถึงท่าทางที่สองแม่ลูกตระกูลหลิงเอ่ยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาในใจของซูอินก็รู้สึกสะอิดสะเอียน

            เธอไม่ต้องการรู้สึกแย่อีกจึงเดินไปตรงหน้าแล้วยกมือตบซุนเจี้ยนอย่างแรงโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน