สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 การกลับมาโลกที่แท้จริงของราชา

            ไม่ช้า มอนสเตอร์ทุกชนิดไม่ว่าจะ ‘ชาแมน’ ‘โร้กมืด’ ‘เวนดิโก’…พวกมันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนจัดงานขบวนแห่มอนสเตอร์ที่ยิ่งใหญ่ พวกมันไล่จี้ตูดซุนเฟยติดๆ

            ซุนเฟยวิ่งไปถึงพรมแดนติดต่อกันของ ‘โคลด์เพลส’กับ ‘บลัดมอร์’ ระหว่างทางก็สะสมกองทัพมอนสเตอร์ไม่ต่ำกว่าสามร้อยสี่ร้อยตัวที่ไล่จี้ตูดมาติดๆ

            “โอ้โห ใส่รองเท้าเหล็กไปหาตั้งนานไม่เจอ พออยู่เฉยๆ กลับบังเอิญเจอซะงั้น1”

            ซุยเฟยหันหน้ากลับไปมองพวกมอนสเตอร์กลุ่มใหญ่ในใจรู้สึกตื่นเต้นดีใจแทบบ้า

            มอนสเตอร์ระดับต่ำพากันมาแบบมืดฟ้ามัวดิน สำหรับซุนเฟยตอนนี้พวกมันไม่ถือว่าเป็นภัยคุกคามอะไรอีกทั้งในสายตาซุนเฟยพวกมันทั้งหมดต่างเป็นค่าประสบการณ์เดินได้ทั้งนั้น

            เขาค่อยๆ หยุดก่อนจะโบกไม้คฑาเนโครแมนเซอร์ในมือ

            ใช้ทักษะ ‘เขี้ยว’ ของเนโครแมนเซอร์

            วูบ!

            หมอกแห่งความตายสีขาวที่ดูมืดครึ้มน่ากลัวพรั่งพรูออกมา

            เขี้ยวแหลมคมแฝงมากับหมอกทั้งสามอันสะท้อนแสงสีขาววูบวาบ ส่งเสียงคำรามขณะที่เคลื่อนไหวไปตามเส้นทางเองอย่างน่าแปลกใจและลอยออกไปขย้ำร่าง ‘ชาแมน’ ที่วิ่งจี้ตูดอยู่หน้าสุดทั้งสามสิบตัวจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

            โบกไม้คทาอีกครั้ง

            หมอกแห่งความตายสีขาวมืดทึมน่ากลัวและเย็บยะเยือกก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

            เปิดใช้งานทักษะเนโครแมนเซอร์ ‘อัญเชิญโครงกระดูก’

            ครึกๆ ซู่ๆ!

            ศพ ‘ชาแมน’ ที่เลือดและเนื้อสาดกระจายกองอยู่บนพื้นทันใดนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากพื้นอย่างไม่น่าเชื่อ กลายเป็น ‘โครงกระดูกนักดาบ’ กระดูกมือข้างหนึ่งถือโล่อีกข้างหนึ่งถือดาบร่างเล็กๆ นั่นเข้าสกัดมอนสเตอร์ที่วิ่งเข้ามาตรงหน้าพอดี ‘โครงกระดูกนักดาบ’ยกดาบขึ้นมาฟัน ‘ชาแมน’ สองสามตัวตรงหน้าดังฉัวะ

            ถือโอกาสที่โครงกระดูกกำลังขวาง ‘กองทัพมอนสเตอร์’ ซุนเฟยก็เรียกใช้ทักษะ‘เขี้ยว’ ของเนโครแมนเซอร์อีกครั้งหมอกสีขาวที่มีกลิ่นอายความตายอันหนาวเหน็บพุ่งเข้าไปใน ‘กองทัพมอนสเตอร์’

            ฝูงมอนสเตอร์ใหญ่ขนาดนี้ทั้งเป้าหมายก็ตัวใหญ่ซุนเฟยไม่ต้องกังวลเรื่องเล็งเป้าหมายเลยสักนิด แค่ยิงออกไปตามทิศทางเสียงคำรามเท่านั้นก็สามารถฉีกกระชากมอนสเตอร์สองสามตัวได้อย่างง่ายๆ ประสิทธิภาพของทักษะ ‘เขี้ยว’ คือการทะลวงทักษะเขี้ยวจะโจมตีด้วยการทะลวงมอนสเตอร์สองสามตัว

            ห้าหกวินาทีต่อมา ในที่สุดโครงกระดูกอัญเชิญของ‘เนโครแมนเซอร์ซุนเฟย’ ก็ถูกฝูงมอนสเตอร์ที่ล้อมไว้ให้อยู่ตรงกลางก็ถูกทุบจนกลายเป็นเศษกระดูก

            ซุนเฟยหันหลังวิ่งหนีอย่างมาด

            หลังจากที่หนีมาจนระยะห่างพอสมควรเขาก็ใช้ทักษะ ‘อัญเชิญโครงกระดูก’ อีกครั้ง ทำให้โครงกระดูกเล็กที่อัญเชิญออกมาเข้าขวางฝูงกองทัพมอนสเตอร์ส่วนตัวเองก็ใช้ทักษะ ‘เขี้ยว’ เรียกหมอกสีขาวมายิงพวกมันอีกครั้ง

            ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

            แม้ว่าตอนที่อยู่ตรงกลางจะพบสถานการณ์อันตรายหลายครั้ง แต่โชคดีที่ซุนเฟยมีการตอบสนองที่ว่องไวผลของน้ำยา ‘น้ำยาฟื้นฟูมานาขวดเล็ก’ และ ‘น้ำยารักษาชีวิตขวดเล็ก’ นับสิบๆ ขวด ทำให้เขายังคงยืนหยัดต่อไปได้อย่างปลอดภัย

            ห้านาทีต่อมา

            มอนสเตอร์ตัวสุดท้ายก็ส่งเสียงร้องโหยหวนจมกองเลือด

            กวาดสายตามอง ทุกๆ ที่ต่างเต็มไปด้วยเศษอวัยวะภายในและอวัยวะที่ขาดๆแหว่งๆ กลิ่นเหม็นคาวลอยเข้ามาปะทะหน้า

            นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการสังหารหมู่อยู่ฝ่ายเดียวสนามรบที่เต็มไปด้วยซากศพทำให้ซุนเฟยมึนงง

            ซุนเฟยพบว่าตัวเองยิ่งอยู่นานเท่าไรก็ยิ่งปรับตัวเข้ากับฉากฆ่าฟันแบบนี้ได้สภาพจิตใจของเขา จากโอตาคุที่แค่เห็นเลือดจากการฆ่าไก่ฆ่าหมูในโลกเก่าก็แทบจะเป็นลมแล้วแต่ตอนนี้กลายเป็น ‘ยอดนักเชือด’ที่แม้ว่าจะฆ่าคนไปร้อยคนหมื่นคนก็ไม่แม้แต่จะรู้สึกอะไรสักนิด

            นอกจากศพของเหล่ามอนสเตอร์แล้ว ยังมีไอเทมแปลกๆ ส่องแสงทุกๆสีและเหรียญทองที่เป็นประกายสีทองละลานตาบนพื้น

            แต่เนื่องจากว่ามอนสเตอร์ส่วนใหญ่ในถิ่นทุรกันดารมีแต่พวกเลเวลต่ำๆดังนั้นไอเทมที่ตกก็ไม่มีของดีๆ อะไรสักอย่าง เวลาเร่งรีบแบบนี้ ซุนเฟยหยิบไปแค่บางส่วนหยิบแค่เมจิคไอเทมโยนใส่กระเป๋าส่วนอื่นๆ ก็ทิ้งไว้ที่นี่จากนั้นไม่เอ้อระเหยอยู่ที่นี่ต่อ เขารีบวิ่งไปต่อ

            เหลือเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีแล้ว

            เมื่อเข้าสู่ ‘โคลด์เพลส’ ความหนาวเย็นก็เสียดแทงเข้ากระดูก

            มอนสเตอร์และปีศาจที่นี่มีหลายประเภทมากและดุร้ายมาก

            ซุนเฟยดื่ม ‘น้ำยาฟื้นฟูความแข็ง’ ก่อนจะวิ่งอย่างบ้าคลั่งอีกรอบ

            และก็เหมือนกับครั้งที่แล้ว มอนสเตอร์บริเวณรอบๆถูกซุนเฟยรบกวนพวกมันพากันคำรามและไล่ตามมาติดๆไม่นานก็กลายเป็นกองทัพมอนสเตอร์ที่เกรียงไกร เป็นฉากที่อลังการมาก

            เป็นครั้งแรกที่ซุนเฟยพบว่า หากวิ่งในเวลากลางคืนของโลก Diablo ผลมันจะเป็นแบบนี้โลกนี้มันสมจริงมากกว่าเกมจำลองคอมพิวเตอร์ในโลกเก่าซะอีกพวกมอนสเตอร์ที่นี่รู้จักการไล่ล่าและมีชีวิตมากกว่าโปรแกรมในเกมคอมพิวเตอร์ซะอีก

            วิ่งได้ครึ่งทาง ซุนเฟยก็จำเป็นต้องหยุดพฤติกรรม ‘ยั่วโมโหมอนสเตอร์’แล้วหันกลับมาสู้

            หากจำนวนมอนสเตอร์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซุนเฟยก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดการพวกมันได้แม้ว่าพวกมันจะเป็นมอนสเตอร์เลเวลต่ำและไม่มีบอสที่แข็งแกร่งก็ตาม ทว่าแม้แต่พยัคฆ์ที่ดุร้ายยังยากจะเอาชนะฝูงหมาป่าวีรบุรุษก็ยังยากที่จะเอาชนะศัตรูสี่คนพร้อมกันได้เพราะฉะนั้นมดก็อาจจะล้มช้างได้เช่นกัน

            ซุนเฟยหยุดวิ่งต่อและใช้แผนเดิม

            อัญเชิญโครงกระดูกนักดาบระดับต่ำออกมาเพื่อตรึง ‘กองทัพมอนสเตอร์’ แล้วตัวเองก็วิ่งทิ้งระยะห่างซ่อนตัวไปพลางเรียกทักษะ ‘เขี้ยว’ ออกมายิงไปพลาง

            สามสี่นาทีแรกก็ยังราบรื่นดี

            ภายใต้แผนการการต่อสู้แบบไร้ยางอายของซุนเฟยพวกมอนสเตอร์ก็เหมือนกับต้นข้าวสาลีที่ล้มลง พวกมันส่งเสียงร้องโหยหวนแล้วล้มลงจมกองเลือดจำนวนของพวกมันลดลงไปมาก

            แต่สักพัก สถานการณ์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง

            บางทีพวกมันคงได้ยินเสียงร้องแบบเดียวกันและเสียงการต่อสู้ที่นี่มอนสเตอร์ก็เริ่มโผล่มาจากทุกสารทิศ ยิ่งมายิ่งมาก มาเข้าร่วมการต่อสู้

            เนื่องจากครั้งนี้มอนสเตอร์โผล่มาจากทุกสารทิศ ดังนั้น พึ่งพาแค่ทักษะ‘อัญเชิญโครงกระดูก’ อัญเชิญโครงกระดูกนักดาบเพียงไม่กี่ตัวคงไม่สามารถตรึงพวกมันได้แน่ซุนเฟยจำเป็นต้องเริ่มหนีไปให้ไกลกว่านี้ ดื่มยาไปพลางซ่อนตัวไปพลางบางครั้งก็เรียกทักษะ ‘เขี้ยว’ ออกมาสู้กลับ

            “เวรเอ๊ย ทำไมตอนกลางคืนไอ้พวกมอนสเตอร์มันถึงคึกเหมือนกินไวอาก้ามาแบบนี้เนี่ย?”

            ซุนเฟยค่อยๆ รู้สึกว่ามันเกินแรงแล้ว

            แม้ว่ามันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มันเสียเวลาเขามาก หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปคงหมดเวลาเล่นเกมและคงไม่ได้ไปถึง ‘สุสาน’ เพื่อฆ่า ‘บลัด เรเว่น’ ถ้าถูกเสียงเย็นชาลึกลับบังคับให้ออกจากโลกDiablo ก่อนจะได้เลื่อนถึงเลเวล 6 ก็คงไม่ได้เรียนทักษะ‘ศพระเบิด’ พอดี

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในมือของซุนเฟยโบกสะบัดไม้คทาเร็วขึ้น

            แต่สังหารไปเท่าไร

            เมื่อมอนสเตอร์ล้มไปสองสามตัวก็จะมีมอนสเตอร์ในมุมมืดกระโจนออกมาแทนที่ไม่ขาดสายสุดท้ายพอถูกซุนเฟยฆ่า ก็จะมีเสียงมอนสเตอร์ร้องตามไล่ฆ่าซุนเฟยไม่หยุด ยิ่งมายิ่งเยอะ

            “ไอ้พวกสารเลว ข้าไม่ได้ขุดหลุมบรรพบุรุษพวกเอ็งซักหน่อย!”

            ซุนเฟยโมโหขึ้นมาพลางฆ่าพวกมัน ไม้คทาเนโครแมนเซอร์ในมือถูกใช้เป็นไม้ไล่ทุบหัวพวกมันแล้วใช้ทักษะ‘เขี้ยว’ กับ ‘อัญเชิญโครงกระดูก’ อย่างต่อเนื่องโชคดีที่อาชีพในโลก Diablo ไม่มีการคูลดาวน์เวลาใช้ทักษะแค่มีมานามากพอก็สามาถใช้ได้ไม่มีจำกัด

            ซุนเฟยดื่ม ‘น้ำยารักษาชีวิตขวดเล็ก’และ ‘น้ำยาฟื้นฟูมานาขวดเล็ก’ ไปพลางจัดการพวกมอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามาเหมือนกระแสไปพลาง

            มอนสเตอร์ของ ‘โคลด์เพลส’ เลเวลต่ำมากและมีมอนสเตอร์โจมตีระยะไกลค่อนข้างน้อย ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ซุนเฟยพยายามที่จะยืนหยัดสู้ต่อไป

            “เวรเอ๊ย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปองหมดเวลาเล่นเกมก่อนแน่อย่าไปคิดว่าจะได้จัดการ ‘บลัด เรเว่น’ ผู้ทรยศเลย...”

            ซุนเฟยคำนวณเวลาแล้วคาดว่าคงเหลือไม่กี่นาที

            สุดท้าย หลังจากที่ยืนหยัดไปได้ห้าหกนาทีเสียงลึกลับเย็นชานั้นก็ได้ปรากฏขึ้นในหัวของซุนเฟย

            “คำเตือน ผู้เล่นซุนเฟย เวลาเล่นเกมของคุณวันนี้ถึงขีดจำกัดแล้วเตรียมส่งคุณออกจากโลก Diablo นับเวลาถอยหลังใน…สิบ…เก้า…แปด…”

            ในใจของซุนเฟยรู้สึกจำใจอย่างเลี่ยงไม่ได้

            คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายก็ล้มเหลว ตอนนี้เขาอัพเลเวลถึงเลเวล 5 อีกนิดเดียวก็จะเลื่อนเป็นเลเวล 6 และได้เรียนรู้ทักษะ‘ศพระเบิด’ ทั้งที่ใกล้จะถึงเวลาที่ต้องจัดการกับพวกข้าศึกที่ล้อมจะยึดเมืองแล้วแท้ๆใครจะรู้ว่า…

            “เพราะพวกเจ้า ไอ้พวกลูกเต่า”

            ในใจของซุนเฟยโมโหอย่างมาก เขาไม่สนว่าเวทมนตร์ของตัวเองกำลังลดลง ใช้ทักษะ‘เขี้ยว’ อีกครา หมอกสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนส่งเสียงกรีดร้องออกมาแล้วพุ่งไปตรงจุดที่เหล่ามอนสเตอร์อยู่รวมกันมากมายเสียงโหยหวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นมา…

            ตอนนี้เองปาฏิหาริย์พลันเกิดขึ้น

            ติ๊ง!

            เสียงใสๆ ดังขึ้น ทันใดนั้นก็นึกได้ว่า

            หลังจากนั้นลำแสงสีขาวก็ตามาจากฟากฟ้าปกคลุมซุนเฟยความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่าน บาดแผลเล็กๆ น้อยๆ ทั่วร่างก็ค่อยๆ ฟื้นฟูอย่างเชื่องช้าพลังชีวิตและพลังมานาก็พลันฟื้นฟูขึ้นมาจนเต็ม

            เลเวลอัพแล้ว!

            ตอนนี้เลเวลอัพแล้ว

            ในใจซุนเฟยรู้สึกดีใจอย่างบ้าคลั่ง

            เวลาใกล้จะหมด เขาไม่สนใจอย่างอื่น รีบนึกคิดเพื่อเปิดหน้าจอทักษะ หลังจากที่เลเวลอัพจะได้รับคะแนนทักษะ1 คะแนน เขาไม่รีรอรีบกดเพิ่มทักษะ ‘ศพระเบิด’ บนหน้าจอ

            “ฮึๆ ดูเหมือนว่าบิดาจะเป็นคนที่แข็งแกร่งมากๆนาทีสุดท้ายก็ยังบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ!”

            ซุนเฟยรู้สึกอิ่มเอมใจ

            ตอนนี้ความมืดโรยตัวอยู่เบื้องหน้าทุกสิ่งทุกอย่างในสายตาก็บิดเบี้ยวเหมือนทีวีเก่าๆ ที่ไม่มีสัญญาณความรู้สึกไร้แรงโน้มถ่วงก็เข้ามา จากนั้นซุนเฟยก็ออกจากโลก Diablo

            ……

            ……

            เมืองแซมบอร์ด

            ในที่สุดก็ถึงช่วงเที่ยง

            แม้ว่าจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้วแต่อุณหภูมิของอากาศในช่วงเที่ยงก็ยังคงทำให้คนร้อนจนเหลือจะทน กำแพงตรงที่มืดๆอาบแดดจนร้อน เกราะหนังและดาบเองก็ร้อนเช่นกันทหารบนกำแพงบางส่วนเริ่มทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า

            เหนื่อยล้าเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่กดทับจิตใจและร่างกายของทุกคน

            ข้าศึกเกราะดำตรงข้ามฝั่งแม่น้ำยังคงนิ่งไม่เคลื่อนไหว

            แต่ข้าศึกที่เหมือนกระแสน้ำสีดำก็ยังคงแผ่รังสีฆ่าฟันเข้ามาจากที่ไกลๆเสียดแทงกระดูกพวกเขาไม่หยุด ไม่ว่าใครๆต่างก็กวาดสายตาไปมองข้าศึกที่เหมือนงูสีดำนอนบนสะพานหินภายใต้แสงอาทิตย์ที่ร้อนระอุ ในใจก็ยังคงรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกถึงกระดูก

            ไม่มีใครรู้ว่าบรรยากาศที่อึดอัดจนทำให้ผู้คนหายใจแทบไม่ออกเมื่อไรจะสิ้นสุดลง

            ไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้นองเลือดนั้นกำลังจะปะทุขึ้น

            ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเมืองแซมบอร์ดจะยังเป็นเมืองแซมบอร์ดในอดีตอยู่ไหมและตัวเองจะสามารถลงจากกำแพงเมืองไปทั้งยังมีชีวิตหรือเปล่า จะได้พบพ่อแม่ ภรรยา คนรักและลูกที่รออยู่ที่หน้าประตูบ้านด้วยความกระวนกระวายหรือเปล่า...

            บรู๊คเดินไปเดินมาอยู่บนกำแพงพยายามที่จะปลุกขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร

            แต่ผลก็ไม่เป็นที่น่าพอใจ

            เหล่าทหารเหนื่อยล้าจากจิตใจไปจนร่างกาย คำพูดไม่กี่คำของเขาไม่อาจแก้ไขปัญหาพวกนี้ได้

            ผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ก็ค้นพบว่าความสามารถในการปลุกปั่นของตัวเองยังห่างไกลกับองค์ราชาอเล็กซานเดอร์องค์ราชาหนุ่มคนนั้นพูดไม่กี่คำก็สามารถทำให้เหล่าทหารเลือดเดือดพล่านแต่ตัวเองพูดเป็นสิบเป็นร้อยคำกลับได้ผลตอบรับแค่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

            เจ้าอ้วนกิลนั่งถอนหายใจอยู่บนพื้นโชคดีที่ทหารประจำตระกูลกางร่มไว้เหนือหัวเขา ส่วนผู้แทนบาร์เซิลยืนอยู่ด้านหลังลูกชายด้วยสีหน้าสงบนิ่งเขาหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

            พัศดีโอเลเกร์ประจำอยู่ที่จุดรบที่ซุนเฟยสั่งเขาเกราะตรงอกถูกเขาถอดออกมาทำเป็นพัดในมือแล้วพัดคลายความร้อนให้ตนเองไม่หยุดปากก็บ่นพึมพำ บางครั้งก็เงยหน้าไปมองข้าศึก ไม่ก็มองไปทางหอสังเกตการณ์ที่ทรุดโทรมและหันไปมองที่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองแซมบอร์ดอย่างแฟรงก์แลมพาร์ด ราวกับกำลังคิดจะทำอะไรบางอย่างแต่ตอนนี้เองเมื่อมองไปยังตุลาการทหารคอนก้าที่ยังคงถูกตอกอยู่บนกำแพง ก็หดตัว กลัวจนตัวสั่น

            เพียร์ซแบก ‘กระบี่ราชา’ เดินไปมาบริเวณด้านนอกหอสังเกตการณ์

            เมื่อเวลาผ่านไป อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในใจของเขาก็ยิ่งกระวนกระวาย เพียร์ซไม่รู้ว่าองค์ราชากำลังทำอะไรอยู่ในหอสังเกตการณ์มันเงียบตลอดเวลา แม้แต่การเคลื่อนไหวสักนิดก็ไม่มีหากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้การแสดงออกของอเล็กซานเดอร์ได้กำราบผู้ชายจอมมุทะลุคนนี้เพียร์ซคงวิ่งเข้าไปถามอเล็กซานเดอร์ว่าทำอะไรอยู่ตั้งนานแล้ว

            ทันใดนั้นเอง

            นักรบสามดาว แฟรงก์ แลมพาร์ก็ประหลาดใจ เพราะจู่ๆเขาก็รู้สึกถึงความผันผวนของพลังที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยความหนาวเย็นที่แผ่ออกมาจากในหอสังเกตการณ์ที่พังทลายการค้นพบนี้ทำให้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองแซมบอร์ดอดไม่ได้ที่จะแปลกใจชื้นมา

            ขณะเดียวกัน โอเลเกร์ นักรบหนึ่งดาวที่นั่งอยู่บนพื้นก็รู้สึกถึงปฏิกิริยาบางอย่าง

            เขารู้สึกถึงแรงกดดันที่น่ากลัวพุ่งออกมา แรงกดดันนี้มันเกินกว่าที่เขานักรบระดับหนึ่งดาวจะรับไว้ได้เขารู้สึกถึงความหนาวเสียดแทงกระดูกราวกับว่ากำลังมีเทพแห่งความตายจ้องมองอยู่ด้านหลังตัวเองและความรู้สึกนี้เขาเคยพบมันกับตัวเองก็ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับแลมพาร์ดในยามที่กำลังโกรธแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แลมพาร์ด แต่...อาจจะเป็นอเล็กซานเดอร์?

            บรู๊ค นักรบหนึ่งดาวก็รู้สึกถึงพลังผันผวนนี้เช่นกัน

            เขามองไปทางหอสังเกตการณ์ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะยินดี

            กิลที่เป็นผู้ฝึกเวทมนตร์และอยู่ใกล้กับหอสังเกตการณ์ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาเองก็พบเรื่องอะไรบางอย่างที่น่าหวาดกลัว จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาจากพื้นพลางหายใจลำบากขาเริ่มสั่นเทา เห็นภาพตอนที่ลูกชายแสดงอาการแบบนี้ ผู้แทนบาร์เซิลที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยตาก็พลันเบิกกว้างครุ่นคิดบางอย่างก่อนจะหลับตาลงอย่างรวดเร็ว

            แน่นอนว่า นอกจากยอดฝีมือหรือผู้ฝึกฝนด้านเวทมนตร์และพลังแล้วทหารธรรมดาและชาวบ้านต่างไม่รู้สึกอะไรเลย

            นั่นรวมไปถึงเพียร์ซเช่นกัน

            เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่มีพลังเกินมนุษย์ไปหน่อย แม้จู่ๆจะรู้สึกได้ว่าบรรยากาศบนกำแพงเมืองเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรนั้นเขาเองก็ไม่รู้

            ……

            ในหอสังเกตุการณ์ที่ทรุดโทรม

            ซุนเฟยลืมตาขึ้น

            เขามองผ่านรอยแตกตรงหน้าต่างเพื่อมองสถานการณ์ที่อยู่ห่างไกลจากเมือง

            ผ่านไปสี่ชั่วโมงแล้วสถานการณ์ของเมืองแซมบอร์ดไม่ได้ต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้ก่อนเข้าไปในโลก Diablo ดูเหมือนว่าผู้บัญชาการทหารลึกลับของข้าศึกจะเหมือนงูเห่าที่ยังคงไม่บุกเข้าโจมตีแต่กำลังรอคอยโอกาสอย่างอดทน

            สถานการณ์กำลังอยู่ในช่วงน่าอึดอัด

            เห็นได้ชัดว่าในสถานการณ์เช่นนี้เหมือนกำลังทดสอบความแข็งแกร่งทางจิตใจของเหล่าทหาร

            และเหล่าทหารเกราะดำที่เคยผ่านการฝึกฝนมาแล้วย่อมแข็งแกร่งกว่าทหารของเมืองแซมบอร์ดไม่ว่าจะเป็นทหารองค์รักษ์หรือชาวบ้านธรรมพวกเขาต่างห่างชั้นจากอีกฝ่ายมากนัก เวลาผ่านไปอย่างเงียบๆช่องว่างระหว่างสองฝ่ายจะกว้างขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และตาชั่งแพ้ชนะก็จะเอนเอียงไปทางฝั่งทหารเกราะดำ

            หากซุนเฟยเดาไม่ผิดเวลาที่เหมาะสมที่ผู้บัญชาการลึกลับของข้าศึกกำลังรอก็คือ หลังทานอาหารเที่ยงซึ่งมันเป็นช่วงเวลาปกติที่ทุกคนจะเหนื่อยล้ามากที่สุดและเมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าศึกก็จะเริ่มเปิดฉากการโจมตีเหมือนพายุคลั่ง

            เขามองสีท้องฟ้า อีกไม่ถึงยี่สิบนาทีก็น่าจะได้เวลาทานอาหารเที่ยงแล้ว

            สงครามกำลังจะปะทุขึ้น

            เขาเริ่มวางแผน

            ซุนเฟยลุกขึ้นยืนบนก้อนหิน

            แต่เขาไม่ได้รีบร้อนที่จะออกจากหอสังเกตการณ์

            เขาหลับตาลง รับรู้ถึงพลังที่นำออกมาในโลก Diablo อย่างช้าๆ ตามประสบการณ์ก่อนหน้านี้ของซุนเฟย ครั้งนี้ หลังจากที่ออกมาจากโลกDiablo นอกจากพลังคนเถื่อนเลเวล 12 แล้วตอนนี้ในร่างตัวเองก็น่าจะมีพลังของจอมเวทเลเวล 3 พาลาดินเลเวล6 และเนโครแมนเซอร์เลเวล 6

            ซุนเฟยหลับตาลง ครุ่นคิดอย่างรอบคอบ

            ค่อยๆ กระตุ้นมันออกมา

            พลังเย็นยะเยือกมืดครึ้มค่อยๆ ปรากฏออกมา พลังผันผวนรอบๆ กายซุนเฟยมันทั้งลี้ลับและไม่แน่ชัด

            ตอนนี้เขาพลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก

            ซุนเฟยคิดพลางพลิกฝ่ามือ

            เพียงชั่วพริบตาหมอกแห่งความตายสีขาวก็ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าบนฝ่ามือของเขา มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและส่งเสียงคำรามเบาๆ มันดูราวกับพายุทอร์นาโดขนาดเล็กที่ถูกย่อส่วนให้เล็กและกำลังก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของซุนเฟย

            “นี่คือ...หมอกแห่งความตายของเนโครแมนเซอร์”

            ในใจของซุนเฟยพลันดีใจ

            แต่ไม่นานเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นมา

            เพราะนอกจากพลังของเนโครแมนเซอร์เขากลับไม่รู้สึกถึงพลังของคนเถื่อน จอมเวท และพาลาดินเลยสักนิดแม้ว่าจะพยายามรับรู้ถึงขนาดไหนก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาสักนิด

            “ทำอย่างไรดี?”

            ซุนเฟยหลับตา

            ในใจก็คิดอย่างตึงเครียด “ไม่ควรเป็นแบบนี้...แย่ล่ะสิหรือว่าความคิดก่อนหน้านี้ของเขามันผิดนะ?”

            ตอนนี้เอง

            “คำเตือน ขณะนี้คุณสามารถมีทักษะและพลังของตัวละครเพียงหนึ่งตัว หากอยากใช้ความสามารถของตัวละครอื่นกรุณาเลือกเปลี่ยนโหมดตัวละคร”

            เสียงลึกลับเย็นชานั่น จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวของซุนเฟย

            เปลี่ยนโหมดตัวละคร?

            ซุนเฟยชะงัก เขาครุ่นคิดเล็กน้อยในไม่ช้าก็เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น

            “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง”

            หัวใจพลันกระตุกในใจก็โห่ร้องอย่างดีใจ เปลี่ยนโหมดตัวละครเป็นคนเถื่อน

            ฟู่ว!

            วินาทีต่อมา ก็มีการเปลี่ยนแปลงประหลาดๆ เกิดขึ้น!

            หมอกแห่งความตายสีขาวของเนโครแมนเซอร์บนฝ่ามือของซุนเฟยก็พลันสลายหายไปพลังแห่งความตายที่หนาวเย็นมืดครึ้มที่อยู่รอบตัวซุนเฟยก็พลันหายไปเช่นกันราวกับไม่เคยมีมาก่อน

            ตามมาด้วย พลังเนโครแมนเซอร์ก็ไม่มีแล้วเช่นกัน แต่แทนที่ด้วยพลังที่น่าเกรงขามไร้ที่สิ้นสุดของคนเถื่อนเลเวล12

            --------------------------

            1 เป็นอุปมาอุปไมยว่า พยายามมากที่จะทำอะไรหรือหาอะไรไม่เคยได้แต่สุดท้ายก็ได้มันมาแบบง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

    คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน