ในเช้าวันรุ่งขึ้นชวีอี้เจี๋ยวจะให้คนขับรถไปส่งชวีเสี่ยวปอที่โรงเรียนแต่เมื่อชวีเสี่ยวปอปฏิเสธออกมาอีกครั้ง ชวีอี้เจี๋ยก็ไม่ได้เซ้าซี้เขาแล้ว
ปากของชวีเสี่ยวปอพูดออกไปว่า “ช่วงเวลานี้แถวโรงเรียนรถติดมากยังไม่เร็วเท่าผมเดินไปเองเลย” แต่ในใจกลับคิดว่า“ขายหน้าคนแค่ครั้งเดียวก็เกินจะพอ”......เมื่อคืนซือจวิ้นส่งภาพแคปหน้าจอกระดานสารภาพรักของโรงเรียนพวกเขามาให้โดยมีข้อความพลาดหัวเอาไว้ว่า “รุ่นพี่! ที่ที่บ้าน! ขับรถ! เบนท์ลีย์! ฉันชอบพี่!”เครื่องหมายตกใจมากมายเหล่านี้ทำเอาชวีเสี่ยวปอที่เห็นเข้ารู้สึกปวดขมับไปด้วยเลยนอกจากข้อความนั้นยังมีรูปที่เขาถูกแอบถ่ายแนบมาด้วยถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงรูปด้านหลังของชวีเสี่ยวปอที่กำลังเดินไปยังรถเบนท์ลีย์รูปหนึ่งเท่านั้นแต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เขารู้สึกรำคาญใจขึ้นมา
และที่ยิ่งหมดคำพูดไปมากกว่านั้น พอเข้าห้องเรียนมาเจียงอี้หยางก็พูดกวนเขาขึ้นมาว่า “รุ่นพี่ที่ขับเบนท์ลีย์”จนทำให้คนมากมายที่อยู่หลังห้องหัวเราะขึ้นมาอยู่พักหนึ่ง
“ใครมันเป็นคนทำเรื่องไร้สาระแบบนี้กัน? ” หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอลงโทษที่หัวของเจียงอี้หยางไปหนึ่งที เขาจึงมานั่งที่นั่งของตัวเองแล้วอดไม่ได้ที่จะกัดฟันด้วยความเคียดแค้น
“ดีจะตายไป” เจียงอี้หยางลูบหน้าผากของเขา “นี่ พี่ปอปอนายไม่อยากรู้เหรอว่าใครเป็นคนสารภาพรัก? ”
“นายเรียกฉันว่าไงนะ? ” ชวีเสี่ยวปอเลิกคิ้วแม้ว่าเขากำลังรอให้เจียงอี้หยางพูดคำนั้นออกมาอีกรอบแต่ใบหน้าของชวีเสี่ยวปอกลับเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “นายลองเรียกดูอีกครั้งสิฉันจะบีบคอนายให้ตายไปเลย”
“อ๋อ คุณคนหล่อ !”เจียงอี้หยางกลัวขึ้นมาทันที “นายตอบมาหน่อยว่านายอยากรู้หรือไม่อยากรู้ !”
“ไม่อยาก” ชวีเสี่ยวปอคว่ำปากลงตามอารมณ์ความรู้สึกจริงๆของเขาโดยที่ไม่ได้แสร้งทำถึงยังไงการถ่ายรูปของคนอื่นมาลงอินเทอร์เน็ตเพื่อสารภาพรักเช่นนี้เขาบอกไม่ถูกเลยว่ามันรู้สึกน่ารำคาญแค่ไหนแต่สรุปก็คือเขาไม่ค่อยปลื้มสักเท่าไหร่
“เฮ้อ แบบนี้เรียกว่าผู้ชายที่กินอิ่มช่างไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้ชายหิวโหยเอาเสียเลย”เจียงอี้หยางถอนหายใจออกมา ไม่ค่อยพอใจกับคำตอบของชวีเสี่ยวปอสักเท่าไหร่แล้วยังบีบเสียงเล็กพูดออกมาอีกว่า “พี่ที่ขับรถเบนท์ลีย์นี่นิสัยแย่จริงๆ เลย !”
“ฉันต่อยนายจริงๆ แน่ !” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกสะอิดสะเอียนเข้าอย่างจังกับท่าทางเสียใจของเจียงอี้หยาง“เอ๊ะ ทำไมเซี่ยเจิงยังไม่มาอีกนะ”
อันที่จริงชวีเสี่ยวปออยากถามตั้งแต่เข้าห้องเรียนมาเมื่อครู่แล้วเพราะโดยปกติแล้วเซี่ยเจิงจะมาเร็วกว่าเขา ในหลักการชีวิตของคนคนนี้น่าจะมีประโยคที่ว่า“จะช้าหรือเร็วก็ต้องถูกตัดหัวอยู่ดี” นี้อยู่ด้วยดังนั้นตอนนี้ที่มีเวลาเหลืออยู่อีกห้านาทีก็จะถึงคาบเรียนด้วยตัวภาคเช้าแล้วแต่เซี่ยเจิงกลับยังไม่มา ชวีเสี่ยวปอจึงรู้สึกมันแปลกๆ เกินไปแล้ว
“นายถามฉัน? ” ใบหน้าของเจียงอี้หยางเต็มไปด้วยคำว่าอะไรฉันก็ไม่รู้ทั้งนั้นแหละ“ฉันนึกว่านายรู้แล้วซะอีก ทั้งวันนายสองคนเอาแต่ตัวติดกันเป็นตังเม”
ทำไมเจียงอี้หยางพูดมากขนาดนี้
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วหันหลังกลับไปนั่งดีๆแต่จนกระทั่งกริ่งเข้าเรียนดังขึ้นแล้ว เซี่ยเจิงก็ยังไม่มา
ในตารางเวลาของชวีเสี่ยวปอโดยปกติแล้วคาบเรียนด้วยตัวเองภาคเช้าจะถูกใช้เป็นเวลานอนเสริมของเขาไปโดยปริยายแต่วันนี้ตอนที่ชวีเสี่ยวปอเพิ่งจะฟุบลงไป เขากลับรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป
ในคาบเรียนด้วยตัวเองภาคเช้าเซี่ยเจิงมักจะท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษและท่องบทเรียนอะไรทำนองนี้ชวีเสี่ยวปอจึงใช้มันเป็นเพลงกล่อมนอน แต่วันนี้เพลงกล่อมนอนไม่อยู่จึงทำให้ชวีเสี่ยวปอหลับยากขึ้นกว่าทุกที
“ทำไมยังไม่มาอีก? ” ชวีเสี่ยวปอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาเซี่ยเจิง
แต่ทว่าเขารอจนกระทั่งหมดคาบเรียน เซี่ยเจิงก็ไม่ได้ตอบกลับมาชวีเสี่ยวปอเขี่ยหน้าจอมือถือไปมา รู้สึกกลุ้มใจมากเลยทีเดียว
“ปอเอ๋อร์” ซือจวิ้นบิดขี้เกียจพร้อมทั้งเดินมาหาเขา“เซี่ยเจิงลาหยุดเหรอ? ”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ชวีเสี่ยวปอเขย่าโทรศัพท์มือถือ“ถามไปแล้วไม่ตอบ คงน่าจะไม่เห็น”
“โหยวเจียน่าจะรู้แล้วนะ? ถ้าไม่มายังก็ต้องไปบอกเขา”ซือจวิ้นพูด “ที่บ้านมีเรื่องเร่งด่วนอะไรหรือเปล่า? ”
“คงไม่หรอก......มั้ง”ชวีเสี่ยวปอกำลังจะพูดว่าเขาจะไปมีเรื่องด่วนอะไรได้แต่คำพูดประโยคนี้ของซือจวิ้นเตือนเขาขึ้นมา “เชี่ย”
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเขาก็คือภาพที่วันนั้นเซี่ยรุ่ยเซินเข้ามาก่อความวุ่นวายในซอยบ้านของเซี่ยเจิง
“มีอะไรเหรอ? ” คำสบถที่จู่ๆชวีเสี่ยวปอก็พ่นออกมาอย่างไม่มีสาเหตุทำให้ซือจวิ้นประหลาดใจขึ้นมา
“เดี๋ยวฉันไปโทรศัพท์ก่อนนะ” ชวีเสี่ยวปอไม่ได้ตอบเขาแล้วก็วิ่งออกจากห้องเรียนไป พร้อมทั้งรีบไปหามุมที่ไม่มีคนจากนั้นก็ต่อสายหาเซี่ยเจิงทันที เสียงตู๊ดๆที่ดังออกมาจากลำโพงนั้นทำให้เขาร้อนใจกว่าปกติชวีเสี่ยวปอเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ จนกระทั่งมีเสียงเซี่ยเจิงดังออกมา
“ฮัลโหล? ”
“นายอยู่ไหนเนี่ย? ทำไมไม่ตอบข้อความฉัน?เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า? ”
“ค่อยๆ พูดก็ได้” เซี่ยเจิงที่อยู่ปลายสายหัวเราะออกมาเบาๆแต่ชวีเสี่ยวกลับฟังออกว่าน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า“สามคำถามต่อกันเลยนะ”
“ฉันอยู่โรงพยาบาล”เซี่ยเจิงมองไปยังผนังสีขาวตรงทางเดินในโรงพยาบาล แล้วเขาก็ลุกขึ้นมาจากม้านั่งยาวชวีเสี่ยวปอคงจะรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากจนทำให้เขาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเขาจินตนาการคร่าวๆ ถึงท่าทางของชวีเสี่ยวปอในตอนนี้ “แม่ฉันลำไส้อักเสบฉับพลันน่ะฉันเลยมาโรงพยาบาลเป็นเพื่อนเขา”
“อ๋อ” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจความเป็นกังวลที่แขวนอยู่ในใจของเขาในที่สุดก็สลายหายไปแต่เขาก็รีบถามออกไปอีกครั้งว่า : “แล้วคุณป้าเป็นยังไงบ้าง?”
“ยังให้น้ำเกลืออยู่เลย” เซี่ยเจิงถอดหายใจออกมา “วางใจได้ แม่ฉันดีขึ้นมากแล้ว”
แล้วชวีเสี่ยวก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ” เขาลังเลอยู่สักพัก“ใช่เพราะ......กินชาบูไหม? งั้นนายเป็นยังไงบ้าง? ”
“ไม่ใช่” เซี่ยเจิงหัวเราะ แล้วอธิบายไปว่า“ในตู้เย็นมีแตงโมชิ้นหนึ่งวางทิ้งไว้สองวันแล้ว แม่ฉันทำใจทิ้งไม่ได้”
“อ๋อ” แล้วชวีเสี่ยวปอก็เงียบไปสักพักหลังจากที่กลั้นเอาไว้อยู่ครู่หนึ่งจึงพูดออกมาว่า : “ความมัธยัสถ์เป็นคุณธรรมอันดีงามของคนเราแต่ฝากบอกคุณป้าด้วยนะว่ามัธยัสถ์จนเกินไปมันก็ไม่ควร”
“เดี๋ยวจะบอกให้แน่นอน” เซี่ยเจิงพูด “ที่จริงฉันก็ตำหนิเขาไปด้วยแล้วเหมือนกัน”
“งั้นวันนี้นายก็ไม่มาโรงเรียนแล้วใช่ไหม? ”
“อืม”
“เดี๋ยวตอนเลิกเรียนฉันไปเยี่ยมคุณป้านะ” ชวีเสี่ยวปอพูด“ต้องนอนโรงพยาบาลด้วยไหม? ”
“ไม่ต้องๆ เดี๋ยวให้น้ำเกลือเสร็จก็กลับบ้านแล้ว มาที่บ้านเลยก็ได้”เซี่ยเจิงพูด “ฉันรอนายอยู่ที่บ้านนะ หนุ่มหล่อรถเบนท์ลีย์”
หลังจากที่เขารู้สึกตัวว่าห้าคำสุดท้ายที่เซี่ยเจิงพูดออกมามันคือคำว่าอะไรบ้างชวีเสี่ยวปอคิดสามคำถามนี้ขึ้นมาในทันที
หนึ่ง. ฆ่าคนผิดกฎหมายไหม
สอง. ต่อยเพื่อนร่วมโต๊ะมีผลทำให้ร่างกายแข็งแรงได้ไหม
สาม. ทำไมเซี่ยเจิงถึงได้น่ารำคาญขนาดนี้
“ฉันได้ยินเสียงนายกัดฟันกรามแล้วเนี่ย”เซี่ยเจิงหัวเราะออกมาอย่างไม่จริงจัง เขาพบว่าเรื่องการแกล้งชวีเสี่ยงปอเช่นนี้นับวันเขาก็ยิ่งเก่งขึ้นเรื่อยๆแล้ว ทั้งยังทำให้เขารู้สึกถึงความสำเร็จขึ้นมานิดหนึ่งอย่างบอกไม่ถูกด้วยเช่นกัน
“ฉันไม่ได้กัดเป็นแค่ฟันกรามนะ”สำหรับเรื่องที่เขาไม่สามารถเอาเรื่องเซี่ยเจิงกลับได้ในตอนนี้ชวีเสี่ยวปอเองก็รู้สึกอึดอัดใจมากเหมือนกันดังนั้นเขาจึงทำได้แค่โมโหใส่โทรศัพท์ไป “ฉันยังกัดนายเป็นด้วยนายก็ระวังตัวเอาไว้ด้วยนะไอ้คนชื่อเซี่ยเจิง !”
“รู้แล้วไอ้คนชื่อชวีเสี่ยวปอ !”เซี่ยเจิงเลียนแบบคำพูดของเขา “ฝ่าบาทไว้ชีวิตด้วย เจอกันคืนนี้นะฝ่าบาท”
ทว่าชวีเสี่ยวปอไม่ได้รอถึงช่วงเลิกเรียนตอนเย็นในตอนบ่ายที่เป็นเวลาฝึกซ้อมของซือจวิ้นเขาจึงแอบเนียนไปกับนักเรียนที่เป็นนักกีฬาออกมาด้วยเลยครั้งนี้ชวีเสี่ยวปอไม่สับสนเส้นทางแล้วเขาหาซอยเข้าบ้านของเซี่ยเจิงได้อย่างถูกต้องแต่ทันทีที่เลี้ยวเข้าไปเขาก็เงยขึ้นมาเจอกับเซี่ยเจิงพอดี
ชวีเสี่ยวปอ : “ ? ”
เซี่ยเจิง : “ ? ”
แล้ววินาทีถัดมาชวีเสี่ยวปอก็เข้าไปล็อกคอเซี่ยเจิงเอาไว้ในทันทีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและว่องไวทำให้เข้าถึงตัวเซี่ยเจิงได้ในขณะที่เขายังไม่ทันได้ตั้งตัวจากนั้นก็ถูกชวีเสี่ยวปอแกล้งทำเป็นรัดคอ แล้วพูดขู่ออกไปว่า :
“เรียกพ่อสิ”
“นายอยากเป็นเซี่ยรุ่ยเซินเหรอ? ” เซี่ยเจิงตีที่มือของชวีเสี่ยวปอเบาๆ
“ให้ตายเถอะ ถุยๆ ถุยๆ”ประโยคนี้ของเซี่ยเจิงแทบจะเป็นเหมือนกับเครื่องสังหารขนาดใหญ่แล้วทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอก็รู้สึกราวกับว่าเขากำลังยกก้อนหินมาทับเท้าตัวเองอย่างไรอย่างนั้นเลย“งั้นนายเรียกฉันว่าปู่”