ณ อาณาจักรฟ้าสีคราม
บนยอดเขาสูงเทียมเมฆอันแสนงดงามที่เต็มไปด้วยม่านเมฆหมอกราวขุนเขาในอาณาจักรเทพเซียน มีชายคนหนึ่งกำลังจะบรรลุพลังกลายเป็เซียนบน์ เพื่อที่จะเข้าสู่ขอบเขตพลังที่สูงกว่าและเข้าสู่พิภพเบื้องบน เขาจำต้องผ่านการทดสอบของทัณฑ์์ในครั้งนี้ หากเขาทำสำเร็จเขาจะกลายเป็ดังตำนานให้ลูกหลานกล่าวสืบต่อไปอีกหลายร้อยหลายพันปี
บนพื้นที่ซึ่งชายหนุ่มกำลังเข้าญาณเพื่อเลื่อนระดับ บัดนี้ได้เกิดกลุ่มก้อนเมฆสีดำขึ้นมา ซึ่งมาพร้อมกับเสียงร้องคำรามของสายฟ้า มันเป็สัญญาณบอกถึงเวลาอันสมควรที่ทัณฑ์จาก์จะเข้าทดสอบชายผู้นี้ ไม่นานเกินรอรัศมีเมฆาเริ่มขยับขยายกระจายวงกว้างแผ่ออกรอบขุนเขาจนปกคลุมพื้นที่ทั่วแดนดิน เหล่าผู้ที่สนใจในปรากฏการณ์ตลอดจนลูกศิษย์ลูกหาของสำนักนิกายน้อยใหญ่ ต่างเฝ้ารอคอยผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ประมุขผู้นำยุทธภพของพวกเขา เพื่อกลายเป็สักขีพยานการเลื่อนผ่านระดับด้วยความหวังและความเป็ห่วง
ชั่วอึดใจต่อมาได้เกิดลำแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งตรงจาก์ลงสู่แดนดินพื้นพิภพโลกมนุษย์ มันสว่างไสวเจิดจ้าเสียจนเหล่าประจักษ์พยานสายตาพร่ามัว การจะผ่านบททดสอบจาก์ครั้งนี้ไปได้นั้น ผู้ที่ถูกเรียกว่าประมุขของกลุ่มคนเหล่านี้จะต้องทนรับสายฟ้าเจ็ดสาย เมื่อลำแสงสว่างแสบตาขนาดใหญ่ดังเสาค้ำฟ้าเส้นแรกผ่านพ้นไป พร้อมเสียงก้องสะท้อนดังกังวานจากจุดกำเนิดแสงแผ่ขยายเข้าสู่โสตประสาทของทุกผู้คน เป็ดังสารแจ้งเตือนต่อพลังอำนาจฟ้าดินแดน์ได้เป็อย่างดี ยามเมื่อเส้นแสงดังเสาของสายไฟทัณฑ์์สายแรกผ่านพ้นไป กลุ่มแพเมฆดำเหนือชั้นฟ้ายังปรากฏอยู่ดีนี้ ทำให้เหล่าผู้คนลอบถอนหายใจด้วยความห่วงใย แต่ถึงอย่างนั้นพลังงานจาก์จำต้องผ่าลงใส่เป้าหมายอีกหกสาย และทุกครั้งที่ข้ามผ่านเส้นแรก เส้นถัดไปจะทรงพลังมากขึ้นและมากขึ้น
“ท่านผู้าุโหนึ่ง ท่านประมุขจะผ่านทัณฑ์์ได้หรือไม่” เสียงชายอีกคนที่อยู่ด้านข้างถามขึ้นมา
“แน่นอน ประมุขพวกเราได้ฝึกวิชาเซียนในตำนานมา ทำให้เขาไม่ตกตายโดยง่าย” พอผู้าุโหนึ่งพูดจบ
เส้นแสงสายฟ้าเส้นที่ 2 ก็ผ่าลงมาตามด้วยเสียงที่ก้องดังกว่าเดิม และเป็เช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงเส้นสุดท้ายสายฟ้าเส้นที่ 7 ที่ใหญ่โตขนาดกลืนกินทั่วทั้งยอดเขา ทว่าก่อนจะเกิดปรากฏการสีรุ้งที่แสดงถึงการทะลวงผ่านไปได้นั้น คลื่นพลังเทพเซียนที่สมควรปรากฏให้เห็นหรือรู้สึกได้นั้น กลับแตกกระจายหายไป
“ไม่ดีแล้ว ประมุขไม่ผ่านทัณฑ์์!!!” ราวกับนัดกันมา เหล่าผู้คนต่างพูดประโยคเดียวกันออกไปด้วยความใ
ณ อีกโลกใบหนึ่งในหลายปีต่อมา
“เสี่ยวลู่ เสี่ยวลี่ คาดเข็มขัดด้วยจ่า…” เมื่อเด็กชายและเด็กหญิงได้ยิน ก็จัดแจงทำตามคำบอกของผู้เป็แม่อย่างเชื่อฟัง
“มาม๊า อีกนานไหม ถึงจะถึงสวนสนุก” เสียงสดใสของเสี่ยวลี่ดังขึ้นมา
“ถ้าอยากให้ถึงไว ๆ ต้องบอกปะป๊า เพราะปะป๊าเป็คนขับรถ” หญิงสาวตอบอย่างเอ็นดู
“อะป๊า ผมอยากเล่นรถไฟเหาะ” เด็กชายอีกคนบอกถึงความ้า
“ฮ่า ๆ เสี่ยวลู่ เสี่ยวลี่ พวกหนูนอนรอเก็บแรงไว้เล่นเครื่องเล่นในสวนสนุกได้เลย พอพวกหนูตื่น ก็ถึงสวนสนุกแล้ว” พ่อของเด็กทั้งสอง กล่าวอย่างสนุกสนาน ทำให้เด็กทั้งสองมีความสุข พอรถเคลื่อนล้อออกสู่ถนนสายหลัก เหล่าเด็กชายและเด็กหญิงก็พาหลับสนิท เนื่องด้วยพวกเขาตื่นแต่เช้าเกินไป จึงทำให้ยังง่วงงัวเงียตามภาษาเด็กเล็ก
“เจ็บจัง”
เสียงเด็กชายพูดขึ้นพร้อมลืมตาตื่น เวลานี้เขาเ็ปที่หัวอย่างมาก แต่เมื่อเขาสังเกตรอบด้าน พบว่าเวลานี้ตัวเขาเองกำลังนอนอยู่ในห้องสีขาวดูสะอาดตา แต่มีเสียงเอะอะอึกทึกดูวุ่นวายอยู่รอบตัว
“เจ็บตรงไหนบอกพี่ชายนะครับ” เสียงชายในเสื้อกราวถาม เสี่ยวลู่พยายามขยับตัวมองหาพ่อแม่และน้องสาว ไม่นานก็เห็นเสี่ยวลี่นอนหลับอยู่เตียงข้าง ๆ เขาหมายจะขยับตัวออกจากเตียงแต่ไม่อาจจะทำได้ เพราะความเ็ปที่เกิดขึ้นไปทั่วร่าง
“ปะป๊า มะม๊า ล่ะครับ” เด็กชายถามด้วยความหวาดกลัว
แต่สายตาของชายหนุ่มนั้นกลับแสดงออกถึงอารมณ์สงสารต่อเหล่าเด็กทั้งสอง ด้วยความรู้สึกมึนงงและเ็ป ทำให้เด็กชายจำต้องร้องไห้ระบายออกมา เขาร้องเรียกหาผู้เป็พ่อและแม่ ฉากนี้ทำให้เกิดภาพสุดน่าเวทนาและสลดใจของผู้คนในแผนกฉุกเฉินแห่งนี้
เด็กชายนามว่าหลีชิงลู่ได้ร้องไห้อยู่ไม่นาน ร่างกายของเขาอยู่ ๆ ก็สั่นกระตุกกระทันหันมันเกิดจากความเ็ปได้ทวีเพิ่มขึ้นจนท้ายที่สุดเขาต้องดิ้นไปมา ทำให้ทีมแพทย์ที่เฝ้าดูอาการต้องเข้าตรวจสอบหาสาเหตุ ทว่าเด็กชายไม่อาจทนกับความเ็ปได้ไหว ก่อนเขาจะสลบหมดสติไปอีกครั้ง ใน่นี้เองความทรงจำบางอย่างก็ผุดขึ้นมาอย่างกับน้ำป่าไหลหลาก ผ่านไปอีกหลายชั่วโมงหลีชิงลู่หรือเสี่ยวลู่ก็ได้รู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่เขาหาใช่เสียวลู่เด็กใสซื่อเช่นเดิมอีกต่อไป
‘นี่ข้าล้มเลวในการรับทัณฑ์์หรือนี่ แล้วดูเหมือนจะเกิดใหม่กลายเป็เด็กเล็กอีกครั้ง’
เสี่ยวลู่ในเวลานี้เขาได้รับความทรงจำของชาติก่อนกลับมา ทำให้รู้ว่าเวลานี้เขามีโอกาสใช้ชีวิตใหม่เป็ครั้งที่สอง ในชาติก่อนเขาเป็ประมุขนิกายใหญ่อันดับหนึ่งของทวีป ที่อีกก้าวเดียวจะกลายเป็เซียน์ ทว่าโชคร้ายที่เขาไม่สามารถผ่านทัณฑ์์ไปได้ จำต้องจบชีวิตลง แต่ในโชคร้ายนับว่ายังมีเรืองดี ด้วยวิชาเซียน์ที่เขาค้นพบในซากโบราณสถานทำให้เขาสามารถสร้างแก่นแท้จิติญญาขึ้นมาได้ ถึงร่างกายจะแตกสลายกลายเป็ฝุ่นผง เขายังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป เพียงแค่เข้าสิงร่างกายใครสักคนก็จะสามารถคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง ซ้ำยังไม่จำเป็ต้องบ่มเพาะเริ่มใหม่ ทว่าร่างกายนี้ไม่ใช่อย่างที่เขา้าหรือคาดคิดมาก่อน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้รับความรู้ความทรงจำจากชาติก่อนและมีหลายสิ่งได้ติดตามเขากลับมาเกิดใหม่ด้วย เหนือสิ่งอื่นใดของวิเศษสมบัติิญญาระดับ์อีกมากมาย ตลอดจนโอสถบ่มเพาะไปจนถึงโอสถช่วยชีวิต เขาได้เก็บพวกมันไว้ในมิติจิติญญา ขอแค่ระดับบ่มเพาะฟื้นคืนสู่ระดับก่อเกิดจิติญญาอีกครั้ง เขาก็จะได้รับทุกอย่างกลับคืนมาและกลับสู่ความรุ่งโรจน์
หากแต่เขาดีใจและตื่นเต้นกับการได้รับความทรงจำกลับมาอยู่ไม่นาน ความเข้าใจในโลกมนุษย์แบบผู้ใหญ่ก็ได้ทำให้เสี่ยวลู่ตระหนักถึงสายตาของผู้คนในที่แห่งนี้ขึ้นมาได้ ความเ็ปสุดขั้วหัวใจได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง นี่นับว่าเป็ครั้งแรกที่เขาเ็ปเช่นนี้ในร่างกายใหม่นี้ เพราะผู้เป็พ่อและแม่ของเขาในชาติปัจจุบันได้พึ่งตายจากไป เขายังจำความอบอุ่นของวันวานแห่งความสุขได้อย่างชัดเจน มันเป็สิ่งที่ชาติก่อนเขาไม่เคยได้ััในวัยเช่นนี้ ในชาตินี้เขาได้รับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวแสนสุขแล้ว ซึ่งคนทั้งสองคนได้ให้ความรักและความอบอุ่นอย่างที่เขาในชาติก่อนไม่เคยพบเจอ เสี่ยวลู่สูดหายใจเข้าลึกและถอนหายใจออกลากยาวอยู่ครู่ใหญ่ ความรู้สึกทุกข์ทรมานภายในใจก่อนหน้าก็สลายหายไปเสียสนิท เวลานี้เขาได้สำรวจรอบด้านอย่างจริงจังและพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องสีขาวสะอาด มีเตียงอีกอันที่มีร่างเด็กหญิงในวัยเท่ากันกับเขาอยู่ไม่ไกล เข้ารู้จักเธอดีเพราะเวลานี้เธอเป็เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ของครอบครัว ก่อนที่เขาจะขยับตัวลุกออกจากเตียงเพื่อไปตรวจสอบอาการของน้องสาว ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกลุ่มคนที่เดินเข้ามา ถึงเขาจะไม่รู้จักอีกสองคน แต่ก็เดาได้ว่าเป็หมอและนางพยาบาล ส่วนอีกสองคนนั้นคือน้องชายของพ่อกับภรรยาของเขา
อาจิ่งและอาสะใภ้ได้เดินเข้ามากอดเด็กชาย เวลานี้เสี่ยวลู่อดกลั้นความรู้สึกไม่ไหวอีกต่อไปจำต้องร้องไห้ออกมาแบบเด็กเล็กทั่วไป ถึงนี่จะไม่ใช่กอดของพ่อแม่ แต่เด็กชายยังพอรู้สึกได้ว่ามีความอบอุ่นอยู่ ซึ่งนี่เรียกได้ว่าเป็ความเชื่อมโยงทางสายเื สิ่งแรกที่พวกเขาสองคนบอกกับเสี่ยวลู่คือ “อาและอาสะใภ้เสียใจด้วย พ่อกับแม่เธอไปสบายแล้ว หลังจากนี้อาและอาสะใภ้จะดูแลพวกเธอเอง” ในเวลานี้เสี่ยวลู่ไม่ได้สนใจคำพูดพวกนี้มากนัก เขาเพียงจดจ่อกับอดีตถึงความรักความอบอุ่นจากผู้เป็พ่อและแม่ ทำให้เสี่ยวลู่ทำได้แต่ร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กเล็ก จนเขาหยุดร้องและอยู่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยความที่ร่างกายอ่อนแอแบบเด็กและฤทธิ์ของยา ทำให้เสี่ยวลู่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับและพักฟื้นร่างกาย หลายวันต่อมาเขาและน้องสาวเสี่ยวลี่จึงได้กลับมาที่บ้านอีกครั้ง หากแต่เวลานี้บ้านหลังใหญ่โตที่เคยมีพ่อแม่อยู่นั้นมันไม่มีอีกแล้ว ด้วยที่ครอบครัวเขาเป็ครอบครัวใหญ่และบ้านหลังนี้เคยเป็บ้านของปู่มาก่อน หลังจากปู่เสียไปบ้านหลังนี้จึงเหลือเพียงครอบครัวของเสี่ยวลู่กับครอบครัวอาจิ่งที่อยู่อาศัย
“เสี่ยวลู่ เสี่ยวลี่ พวกหนู นอนกันเองได้ไหม” อาสะใภ้ถามสองพี่น้อง
“ได้ครับ” เสี่ยวลู่ตอบไปตามตรง
แต่เสี่ยวลี่หรือชื่อเต็มว่าหลีเหมยลี่เธอคล้ายจะกลัวขึ้นมา เพราะแต่ไหนแต่ไรเสี่ยวลี่มักมีคุณแม่ค่อยเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน ด้วยความที่เสี่ยวลู่นั้นมีจิตใจที่เข้มแข็ง เขาจึงจำต้องเข้าไปปลอบน้องสาวของตนให้นอนหลับได้อีกครั้ง อีกทั้งจำต้องเล่านินานต่างโลกให้เด็กหญิงฟัง เพราะเวลานี้พวกเขาไม่มีแม่ต่อไปอีกแล้ว
“ไปนอนกันเถอะเสี่ยวลี่ พี่จะเล่านิทานให้ฟังเอง”
หลังจากเล่านิทานให้น้องสาวฟังจนหลับไป เสี่ยวลู่จึงมีเวลาเป็ของตัวเองเสียที เขาได้ทำการโคจรพลังเพื่อฟื้นฟูการบ่มเพาะอีกครั้ง ั้แ่ได้รับความทรงจำกลับมาวันนี้คือคืนแรกที่เขามีเวลาเป็ส่วนตัว แต่หลังจากโคจรชีพจรเพื่อดูดกลืนพลังงานของโลกไปรอบหนึ่ง มันได้สร้างความแปลกประหลาดใจให้กับเขา เสี่ยวลู่ทำการทดสอบโคจรพลังอีกรอบก็ทำให้เขาแน่ใจแล้วว่า โลกใบนี้ไม่มีพลังชี่พลังปราณและพลังิญญาของโลกอยู่เลย ถึงเสี่ยวลู่จะเสียใจที่ไม่อาจจะกลับไปบ่มเพาะได้อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่สิ้นหวังเขาได้หลับตาลงเพื่อทบทวนความทรงจำก่อนที่เขาจะได้มาเกิดใหม่
ในครั้งนั้นหลังจากแก่นแท้จิตวิญาณออกจากร่างเพราะร่างกายแตกสลายจากทัณฑ์์ เขาซึ่งกำลังจะลงไปหาผู้าุโหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ในระหว่างทางได้เกิดวังวนมิติประหลาดขึ้นมาเหนือหัวของเขาพอดี แก่นแท้จิติญญาของเขาจึงถูกวังวนนั้นดูดเข้าไป พอรู้สึกตัวอีกครั้งแก่นแท้จิติญญาก็ลอยอยู่เหนือเมืองประหลาดที่ใหญ่โตเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างรูปร่างแปลกตา แม้จะถึงเวลากลางคืนแล้วก็ตาม เมืองแห่งนี้กลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟหลากสีสัน จนดูเหมือนหมู่ดาวบนท้องฟ้าในยามราตรี กระทั้งเสียงพูดคุยเสียงบรรเลงเพลงหรือเสียงประหลาดจากยานพาหนะยังก้องดังไปทั่ว เป็เมืองที่ไม่รู้จักหลับจักนอนแปลกตา ทว่าด้วยผลกระทบจากการผ่านวังวนมิติแก่นแท้จิติญญาของเขาจึงได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้สูญเสียพลังงานที่สะสมมาและสลายตัวลงไปเรื่อย ๆ
แต่เมื่อเขารู้สึกตัวอีกครั้งเขาก็กลายเป็เด็กชายเสี่ยวลู่ไปเสียแล้ว ดูเหมือนความทรงจำบางส่วนจะเสียหาย ทำให้เขาไม่รู้ว่าตนเองมาเกิดใหม่ได้อย่างไร ยิ่งทบทวนความทรงจำทำให้รู้ว่าโลกที่เขาอยู่ตอนนี้ แตกต่างไปจากโลกซานต้าโจใบเก่าของเขาอย่างมาก มันสงบสุขปลอดภัย ผู้คนถึงจะไร้พลังการบ่มเพาะแต่ก็อยู่กันได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องพบเจอสัตว์อสูรหรือกองทัพสัตว์จากทวีปกลาง ไม่มีพรรคมารหรือนิกายนอกรีดที่เป็ตัวทำลายความสงบสุขของโลก อีกทั้งความเป็อยู่ยังเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวัฒนธรรมแตกต่างไปจากโลกใบเดิมของเขา ราวกลับโลกนี้คือสรวง์เมื่อนำโลกทั้งสองมาเปรียบเทียบกัน ซึ่งโลกใบนี้มีชื่อว่าเทียนหูหลู่
‘เอาเถอะ ถึงไม่ได้กลายเป็เซียน แต่โลกใบนี้ก็คือ์ดี ๆ นี่เอง ต่อแต่นี้ไปข้าคือ เสี่ยวลู่ ไม่สิผมคือเด็กชายหลีชิงลู่’ เสี่ยวลู่คิดในใจและพร้อมเริ่มต้นชีวิตในโลกใบใหม่
แต่ใช่ว่าพวกเขาจะสะดวกสบายอย่างแต่ก่อน เพราะไม่มีพ่อกับแม่แล้วอะไรหลายอย่างพวกเขาสองพี่น้องจำต้องทำด้วยตนเอง สำหรับเสี่ยวลู่นั้นไม่ใช่ปัญหาแต่กับเด็กสาวอย่างเสี่ยวลี่นั้นจำต้องใช้เวลาในการปรับตัว คำว่าเด็กกำพร้านั้นมันมีความหมายในตัวของมัน เขาไม่มีคนดูแลเอาใจใส่เหมือนแต่ก่อนไม่มีคนคอยดูแลปกป้อง มันจึงส่งผลให้พวกเขาถูกลูกพี่ลูกน้องกลั่นแกล้งอยู่เป็ประจำ โดยเฉพาะเด็กหญิงลูกพี่ลูกน้องของเขานามว่า หลีจูจี ด้วยเพราะอายุของอีกฝ่ายที่น้อยกว่าเสี่ยวลู่จึงพยายามมองข้ามการกลั่นแกล้งของเด็กหญิงและปล่อยผ่านไปตลอด ทว่าอีกฝ่ายกลับหนักข้อขึ้นทุกวัน ครั้งเมื่อเสี่ยวลี่ตอบโตบ่อยครั้งอาจิ่งของเขาก็เข้าข้างลูกสาวของตัวเอง มีเพียงอาสะใภ้และลูกพี่ลูกน้องของเขาอีกคนชื่อ หลีจีหยวน ที่คอยจะช่วยเหลือดูแลพวกเขาสองพี่น้องอย่างจริงใจ ทุกครั้งที่สองสาวเสี่ยวลี่และจูจีทะเลาะกัน น้องสาวของเขามักจะถูกทำโทษด้วยที่โตกว่าและไม่รู้จักให้อภัยญาติผู้น้อง แน่นอนว่าเสี่ยวลู่เข้าใจดีว่าเด็ก ๆ มีนิสัยอย่างไร เขาจึงไม่คิดมากกับเื่พวกนี้ แต่ก็ปวดหัวทุกครั้งที่ต้องพบเจอเหตุการณ์เด็กน้อยตีกัน แต่ถึงเขาจะไม่ทำอะไรญาติผู้น้อง แต่เขาก็ไม่ละเลยน้องสาวของตัวเอง ดังนั้นทุกครั้งที่มีเื่เสี่ยวลู่จะคอยปลอบโยนเสี่ยวลี่อยู่เป็ประจำ
ยิ่งเวลาผ่านไปความเหินห่างของอาจิ่งยิ่งปรากฏให้เห็น ถึงเสี่ยวลู่จะไม่ใส่ใจเพราะเขาก็อยู่อย่างไม่ยากลำบากในบ้านหลังนี้มากนัก เพราะยังมีอาสะใภ้และพี่ชายญาติผู้พี่อีกคนที่อยู่ดูแลพวกเขาสองคน นอกจากนี้ยังมีป้าแม่บ้านอีกคนที่นับว่าเป็คนดูแลเสี่ยวลี่และเสี่ยวลู่ไม่ต่างกับคนในครอบครัว ชื่อของเธอคือ หลงหยานฉุ่ย ดังนั้นในบ้านหลังนี้มีเพียงอาสะใภ้พี่จีหยวนและป้าหยาน ที่คอยดูแลเสี่ยวลู่และเสี่ยวลี่อย่างคนในครอบครัว ยิ่งนานวันไปอาจิ่งแทบไม่มีเวลาหรือมาสนใจพวกเสี่ยวลู่เลย อีกทั้งเขาคือเ้าบ้านหลังนี้คนปัจจุบันทำให้ทุกคนจำต้องเชื่อฟังเขา หลายครั้งอาจิ่งใช้อำนาจที่ดูไม่สมเหตุผล ทำให้อาสะใภ้และจีหยวนถูกลงโทษ แต่เสี่ยวลู่ก็ไม่อาจเปิดปากว่ากล่าวอีกฝ่ายได้ ทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิของเขาในปัจจุบันคือเด็กชายอายุไม่ถึง 10 ขวบปีด้วยซ้ำ
จนคืนหนึ่งเสี่ยวลู่ลงมาหาน้ำดื่มได้บังเอิญได้ยินอาจิ่งของเขาคุยโทรศัพท์กับใครสักคนในห้องทำงาน ซึ่งหนึ่งในประโยคนั้นมีการกล่าวถึงเื่อุบัติเหตุของพ่อแม่ของเขา เสี่ยวลู่จึงแอบฟังด้วยความตั้งใจเพราะอยากรู้ในรายละเอียดที่ทำให้พ่อแม่ของเขาต้องจากไป แต่สิ่งที่เขาได้ยินทำให้เขาต้องใสุดขีด นั่นเพราะว่าอุบัติเหตุในครั้งนั้นน้องชายของพ่อหรือก็คืออาจิ่งของเขามีส่วนร่วมกับการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนั้นและจุดประสงค์ไม่ใช่อะไรอื่น ซึ่งมันเป็เหมือนกันกับทุกโลกนั่นก็คือความโลภในทรัพย์สมบัติ เสี่ยวลู่รู้สึกเ็ปในหัวใจอย่างมาก เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนสายเืเดียวกันจะทำกันได้เช่นนี้ ทำให้เสียวลู่ตระหนักได้ว่าโลกนี้ไม่ใช่สรวง์อย่างที่เขาเคยคิด ถ้าไม่นับพ่อแม่และน้องสาว อาจิ่งคือญาติของเขาที่มีสายเืเดียวกันเป็คนตระกูลหลีเดียวกัน ซึ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าอาแท้ ๆ ของเขาจะเป็ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อกับแม่ มันเป็ความรู้สึกเ็ปในหัวใจที่ยากเกินจะอธิบาย ซึ่งเื่นี้ดูเหมือนว่าคนอื่น ๆ จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งอาสะใภ้และพี่ชายหลีจีหยวนหรือกระทั้งน้องสาวของเขาหลีจูจี ส่วนคนที่อยู่ปลายสายเขาจะสืบหาตัวให้พบและจะทำให้อีกฝ่ายต้องจมสู่ฝันร้าย ส่วนความรู้สึกของเสี่ยวลู่ต่อหลีจิ่งนั้น เขาจะต้องได้ชดใช้ในสักวันเช่นกัน