คำพูดที่ว่าใครๆก็มีคดีได้ ไม่ได้เกินความจริงเลย เพราะเมื่อผมเข้ามาในคุกผมก็รูสึกแปลกใจในคดีของหลายๆ คน ว่าคดีแบบนี้ติดคุกด้วยเหรอยิ่งบางคนติดคุกไปสักพักหนึ่งประกันยังไงก็ประกันไม่ได้ แต่ผลสุดท้ายศาลยกฟ้องแล้วทีนี้ใครจะรับผิดชอบล่ะ นอกจากศาลจะให้เรียกค่าเยียวยาได้วันละ 200 บาทที่เหลือถ้าอยากได้มากกว่านั้นก็ไปฟ้องโจทก์เอาบางคดีเป็แค่ผู้ค้ำประกันเงินกู้เซ็นต์รับประกันไปด้วยถูกฟ้องในคดีร่วมกันฉ้อโกงติดคุกไป 2 เดือน บางคดีอยู่บ้านดีๆ กรรมหล่นใส่เจอคดีอนาจารเด็กแม้จะชนะในศาลชั้นต้นแต่กลับเจอทนายมีปัญหาไม่ยอมแก้ให้ในศาลชั้นอุทรณ์และชั้นฎีกาต้องติดคุก 2 ปี และมีหลายๆ คนโชคร้ายกว่านั้น ต้องติดคุกเป็เวลานานๆทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ แต่สำหรับคนที่ทำผิดจริงๆ ก็คงจะว่าไปตามกฎหมาย ตามกฎแห่งกรรม
ผมมีเื่เล่าจากพี่คนหนึ่งที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ
“ผมเป็คนหนึ่งที่โชคชะตากลั่นแกล้งให้ไปอยู่ผิดที่ผิดทางหรือไม่ก็อาจจะเรียกว่าเกิดไปเข้าตามิจฉาชีพเข้าซึ่งในตอนแรกผมก็คิดว่าน่าจะมีคนเจตนากลั่นแกล้ง แต่ในความเป็จริงกลับมีคนตั้งใจจะใส่ร้ายป้ายสีเพื่อให้เป็แพะในคดีการเงิน คดีหนึ่งก็มีมูลค่าถึง 32 ล้านบาท
ผมมีอาชีพเปิดบริษัทจัดนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศบริษัทอยู่ที่เชียงใหม่ เื่ราวจึงเริ่มต้นจากที่เชียงใหม่นั่นเองก่อนที่จะเกิดเป็คดี ผมได้รับการติดต่อจากเ้าหน้าที่ของธนาคารกรุงไทยให้มาใช้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศกับเขาเราก็ไปแลกเป็ปกติของการทำทัวร์เพราะต้องบริการลูกค้าของเราซึ่งเขาก็ให้อัตราแลกเปลี่ยนค่อนข้างดีเมื่อเห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนเป็ประจำและต่อเนื่อง ก็มีการแนะนำให้เราเปิดบัญชีกับธนาคารของเขาผมก็เลยเปิดบัญชีส่วนตัวไว้ เพราะของบริษัทเรามีบัญชีที่อื่นอยู่แล้วและเขาก็บริการดีด้วยเวลาเราไปต่างประเทศไปกดเงินหรือใช้บัตรที่นั่นก็ไม่เคยมีอะไรติดขัดจนมาวันหนึ่งเ้าหน้าที่ชื่อพี่อ้อยก็โทรหาผมตอนที่ผมอยู่กรุงเทพฯเพื่อนติดต่อธุระเกี่ยวกับทัวร์เขาบอกว่าเขาจะโอนเงินให้ผม ขอให้ผมช่วยไปแลกเงินดอลล่าห์ เงินเยน เงินยูโรให้หน่อย ผมก็เห็นว่าไม่ลำบากกว่าแรงเผื่อบางที่จะได้บริการดีขึ้นด้วยก็เลยตกลงทำให้เขาพอกลับเชียงใหม่ในวันนั้นก็เอาเงินที่แลกไปให้เขาครบทุกบาททุกสตางค์ เป็แบบนี้ 2-3 ครั้ง จนผมรู้สึกสงสัยว่าทำไมธนาคารต้องให้เราไปแลกให้ด้วยประกอบกับตอนนั้นธนาคารที่ติดต่อจะเปลี่ยนชื่อเป็ธนาคารอิสลามด้วยเพราะเดิมเขามาขออาศัยที่ทำงานในธนาคารกรุงไทย ผมจึงรู้สึกมีกลิ่นไม่ค่อยดีพอครั้งที่ 4 เขาก็ขอให้ผมไปแลกอีก ผมก็ปฏิเสธไปว่าผมไม่ว่างเพราะ่นั้นเป็ต้นเดือนตุลาคม 2546 เริ่มจะเข้าหน้าทัวร์แล้วจากนั้นเขาก็หายไปเลยแล้วจู่ๆต้นเดือนพฤศจิกายนก็มีหมายเรียกถึงผมให้ไปรับข้อกล่าวหาที่กองปราบฯในกรุงเทพฯเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงเงินจำนวน 32 ล้านบาทจากธนาคารกรุงไทยสาขาไนท์บาร์ซ่าจังหวัดเชียงใหม่ผมก็งงเป็ไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่าเื่นี้มาจากไหน แต่ผมก็ต้องไปตามหมายเรียกผมจึงไปพร้อมกับทนายความ เขาก็แจ้งว่าเมื่อวันที่ 17, 19, 21, 23 และ 25 เขาเอาเงินให้ผมเพราะผมสัญญาว่าจะเอาเงินต่างประเทศมาให้โดยเอาเงินสดไปก่อน ตามที่กล่าวมา 5 วัน รวมเป็เงิน 32ล้านบาท ผมก็ปฏิเสธและขอให้การในชั้นศาล ตอนนั้นผมก็ยังงงๆอยู่พอกลับมาถึงเชียงใหม่ได้ซัก 1 อาทิตย์แลนด์ของผม(ผู้ติดต่อประสานงานด้านที่พัก) ที่ภูเก็ต กระบี่ สมุยและต่างประเทศก็ปฏิเสธไม่ไห้เราใช้เครดิต ให้ใช้เงินสดเท่านั้นผมก็เลยถึงบางอ้อว่าที่เป็การดิสเครดิตผมทางธุรกิจเพราะผมทำบริษัททัวร์ในเชียงใหม่ ถ้าไปเสนองานที่ไหน ทั้งสถาบันต่างๆ บริษัทหรือกลุ่มลูกค้าต่างๆ ผมก็จะได้งานหมด แต่คู่แข่งผมเป็บริษัททัวร์ที่ใหญ่มากแต่เขาเสนองานแพ้ผมมาตลอด แต่เื้ั เขาสนิทสนมกับพีอ้อยที่อยู่ธนาคารกรุงไทยแต่เหตุผลนี้ผมมารู้เอาทีหลัง ที่แน่ๆพี่อ้อยยิงนกทีเดียวได้ 2 ตัวคือนอกจากจะเลือกผมเป็เหยื่อในการยักยอกเงินธนาคารแล้วเธอยังเอาความลับของผมที่มีปัญหากับธนาคารไปเปิดเผยให้กับคู่แข่งของผมเพื่อดิสเครดิตผมทางธุรกิจด้วย
ผมทราบมาด้วยว่าธนาคารกรุงไทยเคยแจ้งความเอาผิดผมที่เชียงใหม่แต่ตำรวจที่เชียงใหม่ไม่รับแจ้งความเพราะดูแล้วไม่มีหลักฐานเพียงพอนอกจากคำให้การของเ้าหน้าที่ธนาคารเท่านั้น เลยกลายเป็ว่าผมต้องขึ้นๆลงๆเชียงใหม่-กรุงเทพฯเพราะคดีไปอยู่กับกองปราบฯและผมต้องไปให้ปากคำที่กองปราบฯเท่านั้นซึ่งทุกครั้งผมก็ปฏิเสธไปว่าผมไม่รู้และไม่เคยได้รับเงินจากทางธนาคารในวันเวลาที่กล่าวหาโดยเฉพาะใน่นั้นผมไม่ได้อยู่ประเทศไทยโดยมีหลักฐานเป็ตราประทับบนพาสปอร์ตของประเทศสิงคโปร์และตั๋วเครื่องบินตำรวจชุดแรกจึงสรุปไม่ฟ้องผมแต่ธนาคารไม่ยอมจึงใช้อำนาจทุกรูปแบบเพื่อเอาผิดผมให้ได้ เพราะเขาเชื่อคนของเขาฝ่ายเดียวมากกว่าหลักฐานที่แสดงอยู่ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนชุดตำรวจสอบสวนชุดใหม่และนำคดีขึ้นฟ้องต่อศาลผ่านทางอัยกาซึ่งท่านอัยการเห็นว่ามีพยาน-หลักฐานไม่เพียงพอจึงชะลอการนำคดีขึ้นสู่กระบวนการพิจารณาคดีไว้ก่อนจึงทำให้ผมได้พักบ้าง แต่เื่ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกหนักใจอยู่ลอดเวลาเหมือนกับมีอะไรฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งกลายเป็สาเหตุที่อยู่ๆผมก็ช็อคไปเฉยๆโชคดีหน่อยที่มีคนอยู่แถวๆนั้นรีบส่งผมไปโรงพยาบาลแพทย์ลงความเห็นว่าผมเป็โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเื และลงมือผ่าตัดทันทีโดยต้องทำบอลลูน 1 เส้นและทำบายพาสอีก 5 เส้น ทำให้ผมรอดมาได้แต่ผมก็แปลกใจเป็อย่างมากเพราะตามประวัติไม่มีใครในครอบครัวของผมที่เคยเป็โรคนี้ในขณะเดียวกันผมก็เป็คนที่มีสุขภาพดีมาโดยตลอด และในปี2553 คุณวิโรจน์ ย้ายไปเป็หัวหน้าอัยการภาค4ขอนแก่น อัยการท่านใหม่มาแทน ก็เอาคดีผมขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งพร้อมกับออกคำสั่งหมายจับเอาตัวผมมาฟ้องทั้งๆที่ผมมาให้ปากคำทุกครั้งที่มีการเรียกตัวมาสอบ ผมเองก็ไม่รู้เื่หมายจับนี้เพราะอยู่บ้านที่เชียงใหม่และพยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุดซึ่งหลังจากการผ่าตัดทำให้ผมต้องเพลาๆงานนำทัวร์ไปต่างประเทศและอยากหยุดผมจึงหยุดรับงานมาอยู่บ้านและออกหาอะไรทำบ้าง เพื่อไม่ให้เบื่อก็พอดีไปประมูลขายของที่โรงเรียน 2 ห้องห้องหนึ่งขายผลไม้ละขนมรวมมิตร ส่วนอีกร้านขายข้าวราดแกงกับน้องสาวส่วนแฟนก็ยังทำทัวร์อยู่ เพราะยังไม่หมดสัญญาที่ทำไว้กับบริษัทญี่ปุ่น เลยต้องไปอยู่ภูเก็ต
พอมาถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2554 ตอนเช้ามืดผมก็ไปจ่ายตลาดตามปกติแต่ก็ผิดสังเกตว่ามีรถตามมาจากบ้านจนถึงตลาดพอจอดรถเขาก็แสดงตัวว่าเป็ตำรวจกองปราบฯมาจับผมตามหมายจับปี 2553 คือเขาวางงานไว้แล้ว เพื่อเป็ข้ออ้างว่าผมหลบหนีถ้าจับที่บ้านก็ไม่ใช่การหลบหนี จากนั้นก็นำตัวผมเข้ากรุงเทพฯมาที่กองปราบฯและขังผมที่นั่น 1 คืน และเช้าวันที่ 31สิงหาคมก็ส่งผมให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลทางญาติก็เอาหลักทรัพย์มาประกันตัวแต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันเพราะกลัวผมหลบหนีและส่งผมเข้าเรืองจำั้แ่วันนั้น คดีก็มีการสืบพยานมาเรื่อยๆและมีการส่งเื่มาสืบพยานที่เชียงใหม่ด้วยโดยที่ศาลท่านเมตตาไม่ต้องให้ผมเดินทางไป-มาเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ก็เป็โชคดีที่เข้ามาช่วยในยามที่ผมโชคร้ายอยู่เหมือนกันเพราะทุกวันนี้ผมต้องทานยาเยอะมากแต่ไม่ต้องจ่ายเองเพาะได้รับตัวเป็คนไขในพระราชินูปถัมภ์ถัมภ์และจากการสืบสวนหลักฐานและพยานต่างๆไม่มีว่าเกี่ยวข้องกับตัวผมเลยมิหนำซ้ำยังถูกทนายของผมซักจนพยานแตกหมด โดยเฉพาะพยานคนสำคัญคือพี่อ้อยถูกทนายของผมร้องอัยการให้เอาผิดเขาที่ทำให้เกิดความเสียหายกับทางธนาคารอัยการก็ฟ้องพี่อ้อยกับสมุห์บัญชี แต่ศาลชั้นต้นตัดสินยกฟ้อง อัยการจึงยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 10 ปีในตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งในเื่ที่เกี่ยวกับคดีผมพี่อ้อยกลับคำให้การว่าเขาไม่เคยเอาเงินให้ผมเลย ผมไปเอาเองที่ธนาคารซึ่งในความเป็จริงยิ่งเป็ไปไม่ได้เลยที่ธนาคารจะเอาเงินให้ใครก่อนไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆทำให้เป็ผมดีต่อคดีผม
ในส่วนธนาคารได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในเื่นี้ 2 ชุดโดยชุดแรกสอบหลักฐานที่เป็เอกสารทั้งหมดและชุดที่สองสอบเื่พนักงานที่เกี่ยวข้องและกำหนดโทษผลคือตัดเงินเดือนผู้จัดการ 25% เป็เวลา 1 ปี และให้ไล่รองผู้จัดการ(พี่อ้อย)และสมุห์บัญชีออกซึ่งใน่ที่มีการสอบพนักงานธนาคาร ทนายของผมก็ได้สอบถามว่าโดยปกติธนาคารจะมีเงินคงไว้ที่สาขา 5 ล้านในแต่ละวันใช่หรือไม่เขาบอกว่าไม่แน่ใจ(ทั้งๆที่เป็นโยบายของธนาคาร) ทนายก็ถามอีกว่าถ้าธนาคารจะเอาเงินให้จำเลยทีละ 8-9 ล้านบาทมันมากกว่าเงินคงไว้ที่ธนาคารใช่หรือเปล่า ถ้าใช่แล้วเอาเงินส่วนเกินมาจากไหนเขาบอกว่าเงินส่วนเกินต้องไปเบิกหรือนำฝากไว้ที่ธนาคารเขตแต่ในวันที่ระบุไว้ตามข้อกล่าวหากลับไม่มีรายงานตามที่ถามและถามว่าแน่ใจได้อย่างไรว่าผมมีส่วนเอาเงินไป เขาก็ตอบว่าเพราะผมเคยได้รับเงินโอนจากพีอ้อยโดยเบิกที่ธนาคารกรุงไทยสาขาประตูน้ำ(ที่ฝากผมแลกเงินให้เขา)ทนายว่าแล้วครั้งนั้นได้รับเงินถูกต้องใช่ไหม เขาตอบว่าใช่ ทนายความก็ถามต่อว่าแล้วฝ่ายตรวจสอบท่านได้ลงมาตรวจสอบที่สาขาหรือไม่ เขาตอบว่าไม่แต่รับเอกสารจากทางสาขาเท่านั้น ทนายก็ถามอีกว่าแล้วจะมั่นใจว่าเขาแต่งเอกสารขึ้นมาหรือ เขาก็เงียบอัยการก็เลยมีท่าทีไม่แน่ใจมากขึ้น
เมื่อวันที่ 6 และ 7 ก.พ. 2556 ที่ผ่านมาผมก็เบิกความของผมและคุณเจริญก็มาเป็พยานให้ผม แต่อัยการไม่ซักถามอะไรเลยศาลจึงนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 18 มีนาคม 2556 ผลออกมาคือศาลยกฟ้องแบบเด็ดขาด คือจะไม่มีการอุทธรณ์ ทำให้ผมได้กลับบ้านเพื่อจะรอฟ้องกลับเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อไป”
เื่นี้เป็เื่จริงที่เกิดขึ้นกับคนบริสุทธิ์คนหนึ่งที่ตั้งใจทำงานเพื่อเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียแต่ไปเข้าตามิจฉาชีพเข้าจึงทำให้เสียเวลาเป็10 ปี กว่าจะเป็ผู้บริสุทธิ์ ปิดท้ายด้วยการติดคุกมากว่าปีครึ่ง
คุณเป็นคนหนึ่งที่เหมือนผม ก่อนที่จะมาติดคุกคุณไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวัน ที่คิดว่าไม่มีอะไรนั้นได้เดินเฉียดคุกไปเฉียดคุกมา ผมเคยตีเช็คจ่ายเจ้าหนี้ทั้งๆ ที่ไม่มีเงินในธนาคารเพราะคิดว่ามันจะเข้ามาทันผมเคยทำสัญญาปลอมขึ้นเพราะคิดว่าเป็นเพื่อนกันคงไม่เป็นไรผมเคยจีบผู้หญิงแล้วมีอะไรด้วยทั้งๆ ที่ไม่ใช่ภรรยาผมเคยทำเรื่องเสี่ยงผิดกฎหมายหลายๆ อย่าง เพราะไม่รู้ เพราะคิดว่าไม่เป็นไรเพราะความประมาท ซึ่งในความรู้สึกตอนนี้ถ้าเอาเรื่องกันจริงๆ ผมไม่ได้มีแค่ 30คดีหรอก รวมๆ แล้วน่าจะเป็นร้อย บางคดีสามารถติดคุกได้ถึง 10 ปีดังนั้นถ้าคุณรู้เหมือนผม คุณก็จะรู้ว่าถ้ามีคนมากล่าวหาคุณด้วยหลักฐานเล็กๆก็จะทำให้คุณติดคุกได้ แต่หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายที่จะให้คำแนะนำ ตั้งแต่คุณไม่มีดคี เริ่มมีคดีจนคุณไม่มีทางต้องมาติดคุกหนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับทุกคนที่ไม่ได้อยู่เฉยๆ ไปวันๆ ไม่ยุ่งกับใครตราบใดที่คุณยังต้องทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นๆ คุณก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแล้ว