ห้องทรงพระอักษร
องค์หญิงอี้อันเข้าไปคุกเข่าทำความเคารพ “ขอเสด็จพ่อทรงพระเจริญหมื่นปี หมืน หมื่นปี เพคะ” “ลุกขึ้นได้”
“ว่าอย่างไร วันนี้มาหาพ่อมีเื่อะไรอีก”
“ตอนนี้ลูกศิษย์หม่อมฉันกำลังฝึกโคจรลมปราณ และการซัดอาวุธได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถ่องแท้เื่เส้นลมปราณ หม่อมฉันขอเสด็จพ่อทรงประทานให้หม่อมฉันขอยืมหุ่นไม้ของสำนักหมอหลวงไปเป็ตัวอย่างได้หรือไม่เพคะ”
“เ้าไม่ไปขอยืมกับหัวหน้าสำนักหมอหลวงเองเล่า มาบอกพ่อทำไม”
“หม่อมฉันทราบว่าสิ่งของสำคัญในวังหลวงต้องได้รับประทานอนุญาตจากฝ่าาเสียก่อนจึงจะนำไปใช้ได้ เพคะ”
“แล้วเ้าเอาไปสอนวิชาอะไรหรือ”
“กระหม่อมจะสอนเื่การไหลเวียนของเส้นลมปราณเพคะ”
“เอ๋...... แต่รัชทายาทเล่าว่าเ้าสอนวิชานี้ไปแล้วนี่?”
“ครั้งนี้จะสอนเื่จุดต่างๆ ในร่างกายที่ลมปราณไหลผ่าน แต่ในค่ายซานตงยังไม่มีหุ่นจำลอง หม่อมฉันต้องให้ทหารมาแสดงจุดต่างๆ บนร่างกายเพคะ”
“เ้าจะให้แสดงอย่างไรรึ” ฝ่าาหรี่พระเนตรมองพระธิดา
“ให้เปลือยกายแสดงจุดเส้นลมปราณ 12 เส้นบนร่างกายเพคะ” ฝ่าายกพระหัตถ์แตะพระนลาฎ (หน้าผาก) เอนพระวรกายพิงพนักพระแท่น ราวจะเป็ลม “เอ้า ... เอ้า .. เ้าไปเบิกที่สำนักหมอหลวง ขอยืมไปใช้แล้วต้องคืนเขาด้วยนะ” ฝ่าายังคงทำท่าจะประชวรเอาจริงๆ “ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ กระหม่อมทูลลา” ว่าแล้วนางคุกเข่าคำนับแล้วเดินตัวปลิวออกจากห้องทรงพระอักษร
หลังจากนางเดินออกไปแล้ว ฝ่าาเอียงคอไปถาม ซื่อกง ขันทีคนสนิท “เ้าว่านางจะก่อเื่อะไรอีกไหม” ซื่อกงตอบยิ้มๆ “กระหม่อมคิดว่า คงไม่น่าจะมีอะไร พ่ะย่ะค่ะ แค่หุ่นไม้ตัวเล็กๆ เท่านั้นเอง”
ค่ายซานตง
คืนนี้ ทหารทั่วทั้งค่ายมีเนื้อกินมื้อค่ำอย่างอุดมสมบูรณ์ ผลงานจากกองทิศตะวันตกที่ออกไปล่าสัตว์ทุกคนมีสัตว์ที่ล่ามาคนละตัว ค่ำคืนนี้ทหารเฝ้าเวรยามที่นั่งล้อมรอบกองไฟคุยกัน “กองเ้าดีจริงๆ ได้ฝึกวิชาพิสดาร แถมทำให้เราได้มีเนื้อกินอิ่มหนำเช่นนี้ เยี่ยมจริงๆ พวกเ้าฝึกบ่อยๆ นะ”
“เ้าไม่รู้อะไร ท่านเ้าสำนักเรานอกจากเก่งแล้ว ยังตั้งใจสอนเราอย่างไม่ถือตัวอีก ข้าน่ะเคารพนางอย่างจริงใจ”
“นั่นสิ ข้าอยู่กองท่านรองผู้บัญชาการจางเหยา เดือนหน้าคงจะได้ฝึกกับกององค์หญิงแล้ว ถ้าข้าได้ฝึกซัดอาวุธได้อย่างพวกเ้าต้องดีมากเลย เพราะบ้านข้ายากจนไม่มีที่นา บิดาข้ามีอาชีพเป็นายพราน เมื่อข้ากลับบ้านไปจะได้ล่าสัตว์เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง” ทหารผู้นั้นนั่งกอดอาวุธพูดพลางทำตาลอยวาดฝัน
สำนักหมอหลวง
หัวหน้าสำนักหมอหลวงสุยผู้เฒ่า กำลังควบคุมการชั่งน้ำหนักสมุนไพร กับหมอหลวงาุโท่านหนึ่ง พลันได้ยินเสียงทหารเวรยามหน้าประตูสำนักกล่าว “องค์หญิงอี้อันเสด็จ” หมอหลวงสุย บรรดาหมอหลวง ผู้ช่วยในห้องยาทั้งหมด น้อมทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง
“คารวะองค์หญิงอี้อัน พ่ะย่ะค่ะ” นางเดินตรงเข้ามาประคองแขนหมอหลวงสุยผู้เฒ่าให้ลุกขึ้น ด้านหลังมีเฟยฉี ฮุ่ยชิว มู่ไป๋ เดินตามมา “ลุกขึ้นเถอะ ท่านหมอหลวงสุย”
“วันนี้องค์หญิงเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ทรงประชวรอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงผู้เฒ่ามีสีหน้าตระหนกไม่สบายใจ มองนางอย่างสำรวจตรวจตรา
อี้อันหัวเราะ ยิ้มกว้างให้หมอหลวงผู้เฒ่า “ข้าไม่เป็อะไรหรอก ท่านหมอสุย อย่าได้วิตกไปเลย วันนี้ข้าตั้งใจมาคารวะเพื่อขอบคุณหมอหลวงสุยอีกครั้ง เป็ความจริงนะ”
“มิกล้า มิกล้า เช่นนั้นที่องค์หญิงเสด็จมามีอะไรให้กระหม่อมรับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ได้ยินมาว่าสำนักหมอหลวงแห่งต้าซ่ง มีเซียนหมอสองท่านสอนเื่เส้นทางเดินเืและเส้นลมปราณในร่างกายคน เซียนท่านหนึ่งทำด้วยทองแดง เซียนอีกท่านหนึ่งทำด้วยไม้” นางกล่าวกับหมอหลวงสุย ท่านหมอผู้เฒ่าขมวดคิ้วยุ่งๆ ยังนึกไม่ออกว่าที่องค์หญิงกล่าวหมายถึงอะไร แต่นางกล่าวต่อไม่รอให้หมอหลวงสุยนึกได้เสียก่อน
“ข้าทูลขอประทานอนุญาตจากเสด็จพ่อแล้วว่า จะมาขอยืมหุ่นไม้เซียนหมอของท่านไปสอนลูกศิษย์ข้าที่ค่ายซานตง”
“..ฮื๋อ!!...” ดูว่าท่านหมอผู้เฒ่ายังมึนงงอยู่ นางจึงถือโอกาสที่คู่ความยังไม่ทันตั้งตัว หันไปส่งสัญญาณให้ทหารที่ติดตามมายกหุ่น "เซียนหมอไม้" ขนาดเท่าคนจริงทันที คนหนึ่งประคองส่วนบน อีกคนประคองส่วนล่าง
ท่ามกลางความตกตะลึงของบรรดาหมอหลวงและผู้ช่วย เสียงหมอหลวงสุยเอะอะ “ไม่ได้นะองค์หญิง หุ่นไม้นี้ใช้ศึกษาวิชากดจุด ฝังเข็มสำหรับรักษาเชื้อพระวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านหมอสุย ่นี้ท่านใช้หุ่นทองแดงตัวเล็กไปก่อนเถิด ข้าไปแล้ว ท่านหมอสุย ท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอกนะ ข้ากลับเองถูก” ว่าแล้วนางวิ่งตัวปลิวตามลูกน้อง 3 คน ไปทันที หมอหลวงผู้เฒ่ารู้ตัวอีกทีองค์หญิงและ "เซียนหมอไม้" ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ที่ห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าา.... ทรงพระเมตตากระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสุยก้มหน้ามอบคำนับฝ่าา ร่ำไห้เสียงดังอย่างน่าสงสาร “มีอะไรหรือท่านหัวหน้าหมอหลวง” ทรงเงยพระพักตร์จากฎีกา หมอหลวงผู้เฒ่าคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า
“ฝ่าา องค์หญิงอี้อัน ทรงมาเอาหุ่นไม้สอนวิชาแพทย์ของสำนักหมอหลวงไป บอกว่าจะนำไปใช้สอนลูกศิษย์ ทรงบอกอีกว่าฝ่าาทรงอนุญาตให้องค์หญิงแล้ว” หลวงหลวงสุยเล่าไป ร่ำไห้ไป
“อ๋อ ... เป็ความจริง เมื่อคืนนางมาขอยืมหุ่นไม้กับเราและเราได้ตอบรับไปแล้ว ทำไม? มีปัญหาอะไรหรือ”
“ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ หุ่นไม้ตัวนี้สำหรับทดลองฝังเข็มก่อนจะให้ลูกศิษย์จรดเข็มฝังจริงพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสุยโบกมือห้ามพร้อมอธิบายเหตุผลสำคัญ
“ฝังเข็มรักษาเชื้อพระวงศ์ในวังเท่านั้นนะพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงสุย เพิ่มน้ำหนักให้กับคำร้องขอของตนเอง “สำคัญขนาดนั้นเชียวหรือ?” ฝ่าามีสีหน้าฉงนจริงๆ “เช่นนั้นจะให้เราทำอย่างไรเล่า?”
“ขอทรงพระกรุณาด้วยเถิด หม่อมฉันขอหุ่นไม้กลับคืนสำนักหมอหลวงด้วยพ่ะย่ะค่ะ” หมอหลวงผู้เฒ่าก้มหน้าผากติดพื้นอ้อนวอนฝ่าา ด้านฝ่าาเองส่ายพระพักตร์อ่อนพระทัย ทรงหันไปมองแม่ทัพเสวี่ยิ และ ซื่อกง ขันทีคนสนิท เป็เชิงขอความเห็น แต่ปรากฏว่าทั้งสองคนเบือนหน้าหนีทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีใครยอมสบตากับฝ่าาสักคน
ค่ายซานตง
บนเวทีประลองหน้ากองฝึกทิศตะวันตก องค์หญิงอี้อันนั่งบนโต๊ะประจำตำแหน่ง จึงทำให้ศีรษะของนางสูงเท่ากับหุ่น "เซียนหมอไม้" ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ที่หุ่นไม้ตัวนี้มีความสำคัญกับสำนักหมอหลวงจนถึงกับหัวหน้าสำนักหมอหลวงสุย ไปเข้าเฝ้าฝ่าาเรียกหุ่นไม้คืน เพราะบนตัวหุ่นไม้ แสดงรายละเอียดเส้นชีพจร และจุดฝังเข็มอย่างละเอียด ทั้งยังมีขนาดเท่าคนจริง
เวลานี้นางให้ลูกศิษย์ทั้ง 200 คนนั่งชิดกันด้านหน้าเวที เพื่อให้มองเห็นจุดต่างๆ บนหุ่นได้ชัดเจน “วันนี้เราจะเรียนเื่ จุดสำคัญบนร่างกาย เ้าเห็นเส้นสามเส้นนี้ใช่ไหม” นางชี้ไปที่เส้นชีพจรหนึ่ง “นี่เส้นยาวที่ 1 ที่เริ่มต้นตรงหัวใจแล้วลากไปผ่านแขนไปจดปลายนิ้วโป้ง เส้นยาวที่ 2 จากหัวใจไปจดกลางนิ้วชี้และนิ้วกลาง เส้นยาวที่ 3 จากหัวใจผ่านไปสุดกลางนิ้วนางและนิ้วก้อย” ระหว่างนี้นางให้บรรดาลูกศิษย์ต่างลากเส้นบนแขนตนเองตามไปด้วย
“เ้าดูนี่ .... นี่เป็เส้นชีพจรที่เ้าใช้จิตเคลื่อนพลังผ่าน ที่เรียกว่าโคจรลมปราณ เมื่อเ้าาเ็ตรงจุดใด เ้าสามารถใช้ลมปราณที่ผ่านเส้นชีพจรรักษาอาการาเ็นั้น”
ที่หน้าประตูค่ายซานตง
ขบวนเสด็จพระจักรพรรดิซ่งไท่จง และเหล่าองครักษ์หน่วยอวี๋หลิน 20 นายทหารรักษาเมือง 100 นายเคลื่อนผ่านเข้าประตูค่ายซานตงมาอย่างเงียบเชียบตามรับสั่งของฝ่าา เมื่อเสด็จลงจากรถพระที่นั่ง ทรงทำมือเป็สัญญาณว่าให้เงียบ เหล่าทหารกองทิศเหนือ ทิศตะวันออกทั้งหมดที่กำลังฝึกอยู่คุกเข่าศีรษะติดพื้นไม่กล้ามองพระพักตร์ฝ่าา ทุกคนต่างตระหนกขวัญหนีดีฝ่อ เพราะจู่ๆ เ้าเหนือหัวเสด็จมาอย่างกระทันหัน สีพระพักตร์ฝ่าานิ่งเฉยไม่ยิ้มแย้ม เหล่าทหารค่ายซานตงต่างหันไปกระซิบกันทั้งที่ก้มหน้า “พวกเรามีใครทำอะไรผิดต่อองค์รัชทายาทหรือองค์หญิงกันหรือเปล่า” เสวี่ยซิง และ จางเหยา เห็นขบวนเสด็จของฝ่าาั้แ่ประตูค่ายแล้วจึงเดินเข้ามาคุกเข่าทำถวายพระพรฝ่าา แต่ทรงยกมือห้ามไว้ไม่ให้เสียงดัง องค์รัชทายาทเข้ามารับเสด็จพระบิดา
“เสด็จพ่อ” ฝ่าายกมือห้าม ไม่ให้ส่งเสียง ด้านหลังมีแม่ทัพเสวี่ยิ ซื่อกงขันทีคนสนิท ตามท้ายด้วยหมอหลวงสุย หัวหน้าสำนักหมอหลวง ทรงกระซิบถามพระโอรส “อี้อันอยู่ที่ใด” พี่ชายมีสีหน้าตระหนก เบิกตากว้าง จะเอ่ยถามพระบิดาว่านางไปทำอะไรให้ทรงพิโรธ ถึงกับเสด็จออกจากพระราชวังมาเรียกหาอี้อันด้วยพระองค์เอง
ฝ่าาตรัสกับพระโอรสราวกับกระซิบ พร้อมกับดำเนินไปข้างหน้า “เฮ่ย.... ไม่มีอะไรหรอก พ่อแค่มาเยี่ยมค่ายซานตง และมาดูพวกเ้าฝึกซ้อมทหารของข้าเท่านั้น แล้วนี่หมอหลวงสุยเขาไปฟ้องพ่อว่า เมื่อเช้านี้น้องสาวเ้าไปปล้นหุ่นไม้ของสำนักหมอหลวงมา ท่านหมอสุยเลยให้ข้ามาทวงของเขาคืนน่ะ” ฝ่าาชี้ไปทางหมอหลวงสุยที่หลบอยู่ด้านหลังแม่ทัพเสวี่ยิ ฝ่าาทรงตรัสกับพระโอรสอย่างบิดาที่เอือมระอาลูกๆ องค์รัชทายาท ถึงจะยังงงงันอยู่แต่ทรงผายมือและนำทางฝ่าาไปอย่างเงียบเชียบ
ที่กองทิศตะวันตก
องค์หญิงก้มมองหุ่น ชี้ที่จุดกวานหยวนทั้งสองตำแหน่งให้ลูกศิษย์ดูพร้อมกับอธิบายจุดสังเกต ระหว่างนี้ฮ่องเต้แห่งต้าซ่ง เสด็จมายืนโดดเด่นอยู่บนเรือนผู้บัญชาการอย่างเงียบเชียบ รายล้อมด้วยขุนนางระดับสูง รวมถึงหัวหน้าหมอหลวงสุยจากสำนักหมอหลวง เฟยฉี ฮุ่ยชิว มู่ไป๋ คนไปลักพาตัว "เซียนหมอไม้" จากสำนักหมอหลวงมองเห็นบุคคลที่อยู่ด้านหลังเ้าสำนักแล้วตาเบิกค้างนิ่งงัน ที่ตรงนั้น “คนที่สั่งตัดหัวเขาได้ ยืนอยู่ตรงนั้นครบหมดเลย” ทั้งสามหดตัวซุกหลบหลังเพื่อนทหาร ไม่เว้นแม้แต่ มู่ไป๋ ก็ต้องหลบหน้าด้วย ส่วนทหารทั้ง 200 คนที่นั่งอยู่จะคุกเข่าคำนับแต่ฝ่าาชี้นิ้วสั่งให้ทุกคนเงียบ ทหารแต่ละคนมองตากันแล้วพากันกลืนน้ำลาย ส่วนฝ่าาทรงประทับยืนที่เดิมกอดอกยืนฟังพระธิดา เอียงคอรอฟังดูว่านางจะเอาความรู้อะไรมาสอนทหารของพระองค์บ้าง
“จุดกวานหยวนที่ข้าสั่งให้เ้าโคจรลมปราณ คือจุดนี้” นางใช้มือทาบไปตรงตัวหุ่นไม้ “ทุกคนทำตามข้า” แล้วให้เหล่าลูกศิษย์ต่างทำตาม เหล่าลูกศิษย์เวลานี้ทำตามที่เ้าสำนักสั่ง เอามือขวาทาบบนจุดกวานหยวนบนร่างกายอย่างเกร็งๆ
“อาวุธที่เ้าซัดออกไป ล้วนสัมพันธ์กับเส้นชีพจรทั้ง 3 เส้น เวลานี้พลังซัดอาวุธของเ้าดีขึ้นมาก ดังนั้นหลังจากนี้ไปเราจะเรียนวิธีการซัดอาวุธไปที่จุดตายบนร่างกายมนุษย์ ข้าชี้ไปที่จุดใด พวกเ้าจงทำตาม” นางชี้ที่จุดหลังคอบนหุ่นไม้ ส่วนลูกศิษย์ชี้ตรงจุดเดียวกัน
“และที่ด้านหน้าจุดนี้ .... และจุดนี้ ....สามจุดนี้เ้าต้องจำให้แม่นยำ เพราะไม่ใช่มีเพียงเ้าที่เรียนรู้มัน แต่พวกนักฆ่าทุกสำนักล้วนเรียนเหมือนกับเ้า หากต้องปะทะกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือใกล้เคียงกัน และใช้อาวุธลับได้ สิ่งที่จะทำให้เ้าได้เปรียบคู่ต่อสู้คือ “สติ” ส่วนสติจะมีได้ต่อเมื่อเ้าดึงลมหายใจเข้าไปเติมชี่ที่พร่องไป ลมหายใจที่ดึงเข้าไปจะสะสมที่จุดกวานหยวนตรงนี้ ....... ใจเ้าจะนิ่งขึ้น เมื่อนั้นพลังซัดของเ้าจะนิ่งและแม่นยำขึ้น”
“อาวุธซัดนี้อานุภาพไม่อาจสู้กับลูกธนู แต่การลอบโจมตี ลอบสังหารในเวลาจวนตัว มันทำได้ดีกว่าธนู”
“ส่วนจุดนี้” นางชี้ลงไปบนหุ่นไม้ “สำคัญมากเท่ากับ 3 จุดตาย มันเป็ จุดสกัดลมปราณ ข้าเรียกมันว่า จุดสยบมาร”
“โดยมากเมื่อเราจับศัตรูมาได้ พวกมันจะกลั้นใจตาย กัดลิ้นฆ่าตัวตาย หรือกินยาพิษฆ่าตัวตาย หรือลุกขึ้นมาปาดคอตัวเองให้ตายไปเอง พวกเ้ายังไม่ทันได้เค้นถามอะไร พวกมันก็ตายไปเสียแล้ว แต่เราไม่้าให้มันตายตอนนั้น เรา้าความลับของมันก่อนตาย”
“วิธีหยุดพวกมันไม่ให้ตายก่อน เ้าซัดอาวุธมาที่จุดนี้ ... เ้าใช้แรงแค่ 1 ส่วนก็เพียงพอ จะทำให้มันเคลื่อนไหวไม่ได้เป็เวลา 1 ก้านธูป ระหว่างนี้เ้าจงจัดการตบปากมัน 1 ครั้งเพื่อให้มันคายอาวุธลับที่ซ่อนในปากของมันก่อน จากนั้นล้วงปากถอนฟัน ล้วงคอควานหายาพิษออกจากปากของมัน แล้วเอาถุงเท้าของเ้ายัดใส่ปากมัน ป้องกันไม่ให้มันกัดลิ้นฆ่าตัวตาย” ขั้นตอนพวกนี้ทำให้ทุกคนอึ้ง กระทั่งพระบิดาที่ยืนกอดอกอยู่ก็อึ้งกับมันสมองอันพิสดารของพระธิดา
“ทำไมต้องใช้ถุงเท้าเราด้วยขอรับ” มีหน่วยกล้าตายค่อยๆ ยกมือขึ้นถามด้วยสีหน้าเกรงๆ อ๋อ...เพราะเกรงฝ่าาที่อยู่ตรงนั้น “ก็เพราะเ้าจับมันได้งัยก็ต้องใช้ถุงเท้าของเ้าซิ หรือเ้ากล้าถอดถุงเท้าของมัน พอเ้ายัดเข้าปากมันไปแล้ว มันจะหลับไปเองไม่ขัดขืนให้เ้าต้องลำบากใจ จากนั้นเ้าเค้นถามความจากมัน เมื่อมันคายความลับหมดแล้วก็ค่อยเอายาพิษของมันคืนให้มันกลืนเข้าไป”
“จำไว้นะ 3 จุดตาย 1 จุดสยบมาร ที่พวกเ้ารู้ พวกศัตรูก็รู้เช่นกัน ทุกจุดล้วนหวังผลฆ่าทั้งสิ้น ดังนั้นพวกเ้าไม่เพียงต้องซัดไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำเท่านั้น แต่พวกเ้าเองต้องหลบหลีก 4 จุดนี้ให้ได้เช่นกัน”
แม่ทัพเสวี่ยิ รู้สึกทึ่งองค์หญิงน้อยผู้นี้ ไม่คาดคิดว่าเด็กสาวที่กำลังสอนเหล่าทหารอยู่นี้ คือทารกน้อยที่นั่งเหม่อลอยไร้จิติญญาเมื่อ 13 ปีก่อน?
เมื่อเ้าสำนักสอนจบ ฝ่าาขยับทำท่าจะก้าวลงมาที่เวที ลูกศิษย์ทั้งหมดที่นั่งอยู่ต่างรีบชิงคุกเข่าก้มศีรษะจรดพื้น กายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
“ถวายพระพรฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี” เ้าสำนักหญิงประหลาดใจ รีบหันหลังไป ได้พบกับพระบิดายืนเด่นอยู่้า เห็นหลวงผู้เฒ่าแอบหลบด้านหลังฝ่าา นางรีบคุกเข่าคารวะฝ่าาด้วย “เอาเถอะลุกขึ้น เ้าด้วย” ฝ่าาหันมาบอกพระธิดา
“อี้อัน เมื่อคืนเ้าบอกพ่อว่าขอยืมหุ่นไม้ของสำนักหมอหลวง” ฝ่าาเท้าเอว จ้องหน้าพระธิดาราวกับจับผิด “เพคะ” นางยิ้มกว้างให้พระบิดาใสซื่อ ไม่มีพิรุธใดๆ แม้แต่น้อย พระบิดาเอียงคอมองนางแล้วหัวเราะ หึ หึ ในลำคอ
“เ้าไม่รู้หรือว่า หุ่นไม้นี้มีความสำคัญมาก สำนักหมอหลวงใช้หุ่นนี้สอนฝังเข็มให้ลูกศิษย์สำหรับรักษาเชื้อพระวงศ์เท่านั้น”
“หม่อมฉันไม่ทราบเพคะเสด็จพ่อ หม่อมฉันเห็นสำนักหมอหลวงมีเซียนหมอ 2 หุ่น จึงขอยืมมา 1 หุ่นเท่านั้นเพคะ” ไม่เพียงตอบพระบิดาเท่านั้นแต่เข้ามาจับแขนพระบิดาเขย่าไปอย่างประจบ
“เฮ่ยย ... หุ่นนี้คืนท่านหมอหลวงสุยไปก่อน อีก 5 วันพ่อจะหาให้เ้าใหม่” ฝ่าาตัดบท “ทำตามนี้”
“แต่ลูกต้องใช้สอนทุกวันนี่เพคะ” อี้อันยังอ้อนอยู่
“5 วัน ..... “ ฝ่าาตรัสสั้นๆ ชัดเจน น้ำเสียงเข้ม พระพักตร์ดุ อี้อันจึงหยุดออดอ้อนทันที ยิ้มแห้งๆ นางเอี้ยวตัวไปด้านหลังพระบิดา ยิ้มกว้างขวางอีกครั้งบอกกับท่านหมอหลวงสุยว่า “ท่านหมอสุย เย็นนี้ข้าเอา “เซียนหมอไม้” ไปคืนให้นะ” พบหมอหลวงผู้เฒ่ากำลังแอบซับเหงื่อ เมื่อองค์หญิงอี้อันกล่าวกับเขา หมอหลวงสุยผู้เฒ่าถึงกับสะดุ้งหัวเราะแห้งๆ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็ก 2 ขวบเมื่อนานมาแล้ว วันนี้กลับโหดได้ถึงปานนี้... ตบปากงี้ ถอนฟันงี้ ล้วงคองี้ ใช้ถุงเท้ายัดปากงี้...โอ่ย .... ชีวิตที่เหลือของเขาจะได้เกษียณอย่างราบรื่นไหมหนอ
ขณะฝ่าาเสด็จกลับมาขึ้นราชรถ ทรงหันไปตรัสกับแม่ทัพเสวี่ยิ ซื่อกงและหัวหน้าหมอหลวงสุยว่า “ใครๆ ก็ชอบนินทาลูกเราลับหลังว่า นางเป็โรคโง่ ด้อยสติปัญญา วันนี้เ้าเห็นนางไหมเล่า ...นางน่ะมีไหวพริบสติปัญญาดีมาก มากจริงๆ” ตรัสแล้วทรงพระสรวลเสียงดัง ทรงสำราญพระทัยยิ่งนัก
ขบวนราชรถ เหล่าองครักษ์ ขันที นางกำนัล ตั้งแถวรอรับเสด็จอยู่ องค์รัชทายาท องค์หญิงอี้อัน เสวี่ยซิง จางเหยา ยืนส่งเสด็จฝ่าา แม่ทัพเสวี่ยิผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลินขี่ม้านำขบวน “น้อมส่งเสด็จฝ่าา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”
เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านประตูค่ายไปแล้ว พี่ชายหันมาดีดหน้าผากน้องสาว 1 เพี๊ยะ น้องสาวถูกพี่ชายทำโทษโดยไม่ทันตั้งตัว กุมหน้าผากตัวเองร้องลั่น “เสด็จพี่ ตีข้าทำไม”
“เื่หุ่นไม้ทำไมเ้าไม่ปรึกษาพี่ก่อน ทำให้เสด็จพ่อต้องเดือดร้อนเสด็จออกมาตามด้วยพระองค์เองแบบนี้”
“เสด็จพี่ไม่รู้อะไร แท้จริงเสด็จพ่อ้ามาดูความก้าวหน้าการฝึกทหารของพระองค์ต่างหากเล่า”
“เหรอ อ อ .... ที่หม่อมฉันรู้มา ฝ่าาไม่เสด็จออกนอกพระราชวังนานมากแล้วนะ แต่องค์หญิงกับท่านหมอหลวงสุย ท่านสองคนเก่งยอดเยี่ยม ที่ทำให้ฝ่าาต้องเสด็จออกนอกวังมาเยี่ยมค่ายซานตงด้วยพระองค์เอง” จางเหยาหัวเราะชอบใจ ยกนิ้วโป้งยั่วเย้านาง นางรู้ตัวว่าโดนกระทบกระเทียบ จึงวิ่งไล่ทุบตีจางเหยา
“ข้าจะถอนฟัน ล้วงคอท่าน กลับมาเลย” องค์รัชทายาท และเสวี่ยซิง มองสองคนนี้หัวเราะ พลางส่ายหน้า
ลานหมู่ตาน
เขตพระราชวังชั้นนอกอันเป็กำแพงสูงมีบริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ จัดตกแต่งเป็สวนดอกไม้อันงดงามสะพรั่งด้วยดอกโบตั๋นและดอกไม้นานาพันธุ์สีสันสดใส สมกับนามชื่อลานหมู่ตาน มีศาลาใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางลาน ซึ่งทางสำนักพระราชวังสนับสนุนให้ใช้สถานที่เป็แหล่งแสดงศิลปะ วิทยาของปราชญ์แขนงต่างๆ ปกติจะมีบรรดาบัณฑิต นักกวี มานัดพบปะแลกสังสรรค์เปลี่ยนความรู้ วิสัยทัศน์ ปรัชญาศาสนาแก่กันบ่อยๆ ยกเว้นบางโอกาสที่สำนักพระราชวังเป็ผู้จัดพบปะ จึงจะให้เชื้อพระวงศ์หมุนเวียนมาร่วมการพบปะนั้น
รถม้าที่ประทับขององค์หญิงเหออัน เสด็จมาถึงบริเวณลาน ขณะนั้นมีเหล่าบัณฑิตมากมายนั่งสนทนาเป็กลุ่มๆ ในสวน บ้างยืนสนทนากัน ครั้นองค์หญิงเสด็จลงจากรถม้าที่ประทับ แม่นมเฉิน เดินลงมาก่อนรอรับองค์หญิงเหออัน องค์ชายหลี่ผิงซานแห่งซีเซี่ย เดินเข้ามารอรับเสด็จด้วย เหล่าบัณฑิต ปราชญ์ กวี ที่กำลังสนทนากันอยู่ ต่างยืนขึ้นทำความเคารพองค์หญิงเหออัน
“กระหม่อมหลี่ผิงซาน คารวะองค์หญิงเหออัน” เขาทำความเคารพองค์หญิง นางทำความเคารพตอบทักทายองค์ชายแห่งซีเซี่ย ดวงตาของนางเวลานี้เป็ประกายสุกใสราวดวงดาวบนท้องฟ้า “องค์ชายแห่งซี่เซี่ย ก็มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้วย” องค์หญิงกล่าวทักทาย
“กระหม่อมได้รับมอบหมายจากเสด็จพี่ อ๋องหลี่ผิงชาง อ๋องแห่งซีเซี่ย ให้มาศึกษาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมในดินแดนต้าซ่ง โดยเฉพาะด้านวรรณกรรม อีกทั้งการดนตรีและร้องรำ เพื่อนำไปพัฒนานักกวีแคว้นซีเซี่ย พ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล สายตาคมกล้าจับจ้องที่ใบหน้าองค์หญิงเหออันอย่างตั้งใจ
แม่นมเฉินที่ยืนอยู่ใกล้ๆ องค์หญิงเหออัน รู้สึกไม่สบายใจกับสายตาเช่นนี้ขององค์ชายซีเซี่ยนัก
องค์หญิงเหออันกล่าวตอบ “เช่นนั้นย่อมเป็นิมิตหมายที่ดี ศิลปะ วรรณกรรม เป็ผลงานสร้างสรรค์อันดีงามของมนุษย์ ล้วนไม่มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ การแลกเปลี่ยนความรู้กันจะนำมาซึ่งการปรองดองแห่งแคว้นในที่สุด”
“เชิญองค์หญิงเหออันประทับเถิด กระหม่อมนำบทกวีนิพนธ์ ของนักกวีซีเซี่ยจำนวนมากมาร่วมแลกเปลี่ยนพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายแห่งซีเซี่ยยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย ผายมือเชื้อเชิญองค์หญิงเหออันไปทางศาลาใหญ่กลางลาน
ค่ายซานตง
กองฝึกทิศตะวันตก บนเวทีลานประลอง ตั้งแผ่นฟางหญ้า 5 แผ่นมัดเป็โครงร่างมนุษย์ แต้มจุดตายบนโครงนั้น ท่านเ้าสำนักให้ลูกศิษย์ครั้งละ 5 คนขึ้นไปฝึกซัดอาวุธ 10 ชิ้น หากไม่เข้าจุดใดเลย วิ่ง 10 รอบสนาม ค่อยกลับมาฝึกต่อจนกว่าจะสามารถซัดอาวุธเข้าจุดทั้ง 3 จึงสามารถพักได้ ส่วนกลุ่มผู้ชมที่นั่งดูอยู่ด้านล่าง ใช้แผ่นฟางบังด้านหน้าเอาไว้กันอาวุธที่ปลิวพลาดมา “เ้าว่ามั๊ย กองเราจะว่าไปใช้แรงฝึกหนักมากก็ไม่ใช่ แต่ทำไมกลับไปโรงนอนทีไร ข้ารู้สึกเหมือนฝึกเหนื่อยใจจะขาดก็ไม่รู้”
“อย่างเ้าไม่ใช่ฝึกเหนื่อย ข้าว่าถูกทำโทษวิ่งเหนื่อยต่างหากเล่า