สีหน้าของจิ่งเสี่ยวเยวี่ยซีดเผือด แต่ยังพยายามจะตามไป ทันใดนั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาตบหน้าเธอจากด้านข้าง “วันนี้แกยังอับอายขายขี้หน้าไม่พออีกเหรอ?”
คนที่ตบหน้าจิ่งเสี่ยวเยวี่ยคือหยางหว่านซิ่วที่ตอนนี้โกรธจนหน้าเขียว
เดิมทีวันนี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยแล้ว ตอนนี้พอถูกฟางเสียนจือทำให้โมโห ซ้ำยังโดนหยางหว่านซิ่วตบหน้าอีก เมื่อเห็นสายตาเยาะเย้ยของคนรอบข้าง เธอกรีดร้องแล้วสลบไปอีกครั้ง
การเป็นคนก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน ครั้งนี้ไม่มีชาวบ้านคนไหนเข้าไปช่วยพยุงเธออีกแล้ว
หลิวชุนฮวาชะงักไป ก่อนจะร้องไห้ออกมาตรงนั้น “จิ่งเยี่ยนกุย แกใจร้ายเหลือเกิน! เสี่ยวเยวี่ยของฉันช่างน่าสงสารที่สุด!”
วันนี้พวกชาวบ้านได้ดูละครของตระกูลจิ่งถึงสองฉาก และแต่ละฉากล้วนสนุกขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านบางคนถึงกับส่ายหน้า พอรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรให้น่าสนใจแล้วก็แยกย้ายกันไป
ก่อนหน้านี้หลิวชุนฮวามีมนุษยสัมพันธ์กับคนในหมู่บ้านค่อนข้างดี พวกป้าๆ ที่สนิทกันก็เข้ามาปลอบใจสองสามคำ แล้วก็ช่วยพยุงหล่อนขึ้นมา
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยยังคงสลบอยู่ตรงนั้น แต่เชอฉางเกินกลับไม่ยอมรักษาเธออีก
หลิวชุนฮวาพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ภรรยาของเชอฉางเกินกลับถือมีดทำครัวเดินออกมาจากไหนก็ไม่รู้ กิริยาแสดงออกชัดเจนว่า ถ้าหลิวชุนฮวายังอาละวาดอีก หล่อนก็พร้อมสู้ตาย
หลิวชุนฮวาด่าทอสองสามคำ แล้วแบกจิ่งเสี่ยวเยวี่ยกลับบ้านไปเอง
สุดท้ายหล่อนก็เป็นห่วงจิ่งเสี่ยวเยวี่ย หลังจากกลับถึงบ้านก็ไปหารถไถมา แล้วพาจิ่งเสี่ยวเยวี่ยไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอำเภอ
จิ่งเยี่ยนกุยยังคงสุขุมตลอดเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เมื่อกลับมาถึงบ้านเก่า เธอเห็นหยางหว่านซิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเหม่อลอยไป จึงเข้าไปกอดแล้วพูดว่า “ย่าคะ ไม่ว่าหนูจะเป็นลูกใคร ย่าก็คือย่าของหนู”
หยางหว่านซิ่วน้ำตาคลอหน่วย แล้วพูดเบาๆ “เยี่ยนกุย ไม่ใช่ว่าย่าอยากจะปิดบังนะ แต่ว่า…”
“หนูเข้าใจค่ะ” จิ่งเยี่ยนกุยพูดขัดขึ้น “หนูรู้ว่าย่ารักหนู! ปิดบังเพราะหวังดีกับหนู”
เมื่อเธอพูดกับหยางหว่านซิ่วด้วยท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้ กลับทำให้หยางหว่านซิ่วรู้สึกผิดมากขึ้น ที่จริงแล้วการที่หยางหว่านซิ่วเลือกที่จะปิดบังชาติกำเนิดของเธอ ก็เพราะความเห็นแก่ตัวบางประการ
น้ำตาของหยางหว่านซิ่วหลั่งไหล ในที่สุดก็พูดว่า “ยังไงย่าก็ปิดบังหลานอยู่ดี ตอนที่แม่ของหลานพาหลานกลับมาจากในเมือง ก็บอกว่าเก็บหลานมาจากข้างกองขยะ ตอนนั้นหลานเพิ่งเกิด บนตัวมีแค่ผ้าห่อตัวธรรมดาๆ ไม่ได้พิเศษอะไรเลย…”
วันนี้เชอฉางเกินพูดเรื่องที่หลิวชุนฮวาเก็บจิ่งเยี่ยนกุยมาเลี้ยง ทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องชาติกำเนิดของจิ่งเยี่ยนกุย
แต่คนที่เก็บจิ่งเยี่ยนกุยมาคือหลิวชุนฮวา หยางหว่านซิ่วไม่รู้รายละเอียดมากนัก
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยเพิ่งเกิด คนส่วนใหญ่ยังพากันกินไม่อิ่มท้องและไม่มีใครต้องการลูกสาว
ในหมู่บ้านอิ๋นซานก็มีชาวบ้านไม่น้อยที่เอาลูกสาวของตัวเองไปทิ้งหรือยกให้คนอื่น
ด้วยข้อมูลเท่านี้ การตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงจึงยากประหนึ่งงมเข็มในมหาสมุทร
ชาติที่แล้วจิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าตัวเองถูกเก็บมาเลี้ยงตอนที่ใกล้ตายแล้ว ในช่วงเวลาที่เธอทุกข์ทรมานเหล่านั้น ไม่เคยได้ยินว่ามีใครมาตามหาเธอเลย เธอคิดว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของเธอก็คงเหมือนกับพ่อแม่ในหมู่บ้านอิ๋นซานที่คลอดลูกสาวหลายคน แต่ก็ยังคงดื้อรั้นอยากจะมีลูกชาย จนทิ้งลูกสาวอย่างเธอไป
เมื่อพวกเขากล้าที่จะใจร้ายทิ้งเธอไปได้ ก็แสดงว่าการมีอยู่ของเธอเป็นส่วนเกิน
ในเมื่อเธอเป็นส่วนเกินสำหรับพวกเขาแล้ว ก็ไม่เห็นต้องตามหาคนแบบนั้นเลย
เธอจึงพูดเบาๆ ว่า “ย่า หนูจะไม่ตามหาพ่อแม่ที่แท้จริงหรอก หนูจะอยู่กับปู่กับย่าตลอดไป”
หยางหว่านซิ่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจผ่านจมูกเบาๆ แล้วพูดว่า “พวกเขาไม่เลี้ยงดูหนูตั้งแต่เกิด ก็ไม่ใช่พ่อแม่ที่ดีอยู่แล้ว พวกย่าเลี้ยงดูหนูมา บุญคุณที่เลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด”
ตอนที่เธอถูกหลิวชุนฮวาเก็บมาใหม่ๆ หลิวชุนฮวาก็ดีกับเธอไม่น้อย แต่ผ่านไปไม่นานหลิวชุนฮวาก็รู้ว่าตัวเองตั้งท้อง จึงทิ้งเธอไว้ให้หยางหว่านซิ่วเลี้ยงดู พอเธอโตขึ้นมาได้เจ็ดแปดขวบก็ถูกหลิวชุนฮวาเอาตัวกลับไป
หลิวชุนฮวาเอาแต่คิดจะให้เธอทำงาน การทนหิวถือเป็นเรื่องปกติ แต่หยางหว่านซิ่วทนดูไม่ไหว จึงมักจะหาของกินมาฝากเธอเสมอ ดังนั้นถึงแม้ว่าหลิวชุนฮวาจะพูดว่าจิ่งเยี่ยนกุยเป็นลูกที่เธอเลี้ยงมา แต่ความจริงแล้วคนที่เลี้ยงดูคือคุณย่าต่างหาก
เมื่อหยางหว่านซิ่วได้ยินประโยคนี้จากจิ่งเยี่ยนกุยอีกครั้ง น้ำตาก็คลอเบ้า กอดเธอไว้ในอ้อมแขนแล้วพูดว่า “เยี่ยนกุยของย่า!”
เนื่องจากจิ่งเสี่ยวเยวี่ยก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมากมาย คงเป็นไปไม่ได้ที่จิ่งเยี่ยนกุยจะไม่รู้สึกอะไรเลย เธอไปนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงคันนาที่สูงที่สุดริมเชิงเขาของหมู่บ้านอิ๋นซาน
จะว่าเหม่อลอยก็ไม่ถูก เพราะเธอคิดเรื่องต่างๆ มากมาย เรื่องราวในชาติที่แล้วและเรื่องราวในชาตินี้ต่างสับสนวุ่นวาย กระจัดกระจายไปหมด เธอรู้สึกว่าในใจว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด
ฟางเสียนจือตามมาแล้วนั่งลงข้างเธอ เธอเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “คุณมาได้ยังไงคะ?”
“มาอยู่เป็นเพื่อน” ฟางเสียนจือตอบสั้นๆ
จิ่งเยี่ยนกุยกลับยิ้มออกมา “ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ”
ฟางเสียนจือถามเธอว่า “ยังจำสิ่งที่ฉันเคยบอกได้ไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยค้างไปเล็กน้อย เรื่องที่เขาเคยพูดเธอจำได้ แต่ไม่รู้ว่าเขาหมายถึงประโยคไหน
ฟางเสียนจือก็ไม่ได้จะให้เธอทาย เขาพูดขึ้นมาตรงๆ ว่า “ฉันเคยบอกว่าต่อจากนี้ไปฉันจะดูแลเธอเอง ต่อให้เธอไม่มีพ่อแม่รักถนอม เธอก็ยังมีฉัน”
จิ่งเยี่ยนกุยได้ยินประโยคนี้ก็อยากจะหัวเราะ “ฟังจากที่คุณพูดแล้ว เหมือนคุณอยากจะเป็นพ่อแม่ของฉันเลยนะ?”
“นี่เป็นแค่การเปรียบเทียบ” ฟางเสียนจือมองเธออย่างจริงจัง “ตอนเด็กๆ คนเราก็อยากให้พ่อแม่ดูแลและเอาใจใส่ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ฉันจะไม่รู้ว่าเธอจะมาเป็นภรรยาของฉัน ชีวิตก่อนอายุสิบเจ็ดปีของเธอ ฉันก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่ตอนนี้เธอเป็นภรรยาของฉันแล้ว ชีวิตหลังจากนี้ฉันก็ต้องรับผิดชอบ”
“ความสัมพันธ์ระหว่างเราอาจจะไม่เหมือนพ่อแม่กับลูก แต่ฉันเคยได้ยินมาว่าผู้ชายที่เอาใจใส่ภรรยาจริงๆ คือผู้ชายที่ดูแลภรรยาเสมือนลูกสาว”
เมื่อจิ่งเยี่ยนกุยได้ยินประโยคนี้ก็ไม่ได้หัวเราะอีก เธอกะพริบตาปริบๆ ไปทางเขา “ถึงแม้ฉันจะขาดความรักจากพ่อ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะให้สามีของตัวเองเป็นพ่อหรอกนะ รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้!”
พูดจบก็เอนพิงเขาเบาๆ แล้วพูดว่า “ฟางเสียนจือ ขอบคุณนะ”
ขอบคุณที่เขามาปลอบใจเธอในตอนนี้ และขอบคุณสำหรับความห่วงใยกับความเอาใจใส่ที่เขามีให้เธอในช่วงเวลานี้ เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อเธอ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยรู้จักวิธีปลอบใจคน แต่สำหรับเธอในตอนนี้ เพียงแค่ยังมีเขาอยู่ข้างๆ ก็เพียงพอแล้ว
ฟางเสียนจือหันไปมองเธอ หญิงสาวหลับตาลงเล็กน้อย แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องมาจากด้านหลังของเธอ รัศมีสีทองเข้าโอบล้อมร่าง ช่างงดงามสดใส เข้มแข็งและโดดเดี่ยวจนเขารู้สึกปวดใจ
เขาครุ่นคิดก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือออกไปโอบเอวเธอเบาๆ
จิ่งเยี่ยนกุยที่แต่ก่อนกังวลและสับสนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ตอนนี้กลับรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด เมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ เธอก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวขนาดนั้นอย่างที่คิด