วันต่อมา ทั้งสี่คนก็ออกจากโรงเตี๊ยมั้แ่เช้าตรู่
การเดินทางใน่เช้าเป็ไปอย่างเอื่อยเฉื่อยเพราะหวังเสี่ยวเหยามัวแต่คุยจ้อกับพ่อค้าในคาราวาน ซึ่งพวกเขาก็ทยอยเดินทางมุ่งสู่เมืองหานซื่อเช่นกัน
หวังเสี่ยวเหยาสอบถามเกี่ยวกับสินค้าหลายๆ อย่างที่สนใจ เพราะบางอย่างเป็สินค้าที่ขาดแคลนสำหรับชายแดนเมืองซีนางจึงคอยสอบถามข้อมูลไว้เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้าโดยมีเซียวซูเม่ยคอยเป็ผู้ช่วยสอบถามการติดต่อกับบรรดาพ่อค้าเ่าั้
หยางเฟยิเองก็สนใจสินค้าหลายๆอย่างของกลุ่มพ่อค้าเช่นกัน ชายแดนเมืองเป่ยเองก็ไม่ต่างจากชายแดนเมืองซีนักเป็พื้นที่ห่างไกล พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมืองติดทะเล แม้ไม่ขาดแคลานอาหารทะเลแต่กลับทำให้ปลูกพืชไม่ได้ เพราะดินเป็ดินทรายเสียส่วนใหญ่ทำให้ข้าวและอาหารมีราคาแพง ชาวเมืองเองก็ยากจนค้นแค้นมีฐานะแค่พอประทังชีวิตไปวันๆ ทางกองทัพเองก็ต้องคอยระวังแคว้นข้างเคียงทั้งยังมีกลุ่มโจรูเาและโจรสลัด กองทัพแทบไม่มีเวลาพักหายใจ
ด้วยระยะทางที่ไกลและลำบากมากทำให้กลุ่มพ่อค้าไม่ยอมเสี่ยงเดินทางไปขายสินค้ายังเมืองเป่ย ดังนั้นสินค้าส่วนใหญ่จึงมาจากแคว้นหม่าและแคว้นสุย ราคาจึงสูงเพราะภาษีนั่นเอง
หากได้สินค้าจากแคว้นเดียวกัน ราคาย่อมถูกลงกว่ามาก
แต่ว่าเขาเป็คนหยาบกระด้างไม่มีความละเอียดอ่อนในเื่การค้าการขายหรือแม้แต่การพูดคุยกับพ่อค้าเื่นี้จึงได้แต่รู้สึกขอบคุณหวังเสี่ยวเหยาและเซียวซูเม่ยอยู่ในใจ
“เช่นนั้น ข้าจะให้รองแม่ทัพมารับข้าวด้วยตัวเองที่เมืองหานซื่อขอบคุณท่านชุนมาก” หยางเฟยิกล่าวกับพ่อค้าชุนซึ่งตกลงจะขายข้าวให้กองทัพเมืองเป่ยเป็จำนวนหนึ่งร้อยเกวียนซึ่งถือว่าเป็จำนวนมากพอที่จะทำให้กองทัพผ่านพ้น่ฤดูหนาวในปีนี้ไปได้
“มิกล้าท่านแม่ทัพเป็ข้าเสียอีกที่รู้สึกเป็เกียรติที่ได้ทำการค้ากับท่าน”ชุนอี้ตอบกลับอย่างนอบน้อมทั้งแคว้นมีใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงของแม่ทัพหยางคนนี้เพียงแต่น้อยคนนักที่จะได้เห็นตัวจริง
แม่ทัพผู้ที่มากความสามารถในด้านการรบเป็ผู้ที่สามารถกำราบชนเผ่าเล็กเผ่าน้อยที่คอยรุกรานชายแดนเมืองเป่ยมาตลอดเจ็ดปีแค่มีชื่อของแม่ทัพหยางติดอยู่ที่ป้ายประตูเมืองก็ทำให้ทางแคว้นหม่าและแคว้นสุยไม่กล้าเคลื่อนย้ายกำลังเข้ามาใกล้รัศมีห้าร้อยลี้ของชายแดนเมืองเป่ยแม้แต่น้อย
วันนี้โชคหล่นทับพ่อค้าอย่างเขาเข้าแล้วที่ได้ค้าขายกับทางกองทัพแถมยังไม่ต้องเสี่ยงชีวิตไปถึงเมืองเป่ย เพราะทางรองแม่ทัพจะเดินทางมารับข้าวกับเขาด้วยตัวเองถึงที่
ตำลึงทองอยู่ตรงหน้า ชีวิตก็ไม่ต้องเสี่ยงได้ทั้งขึ้นได้ทั้งร่อง ดียิ่งนัก
ตอนนี้ชุนอี้ยกให้หวังเสี่ยวเหยาและเซียวซูเม่ยเป็สาวน้อยแห่งโชคลาภไปเสียแล้ว
ใครบ้างไม่อยากค้าขายกับเมืองเป่ย อาหารทะเลสดๆ ของที่นั่นสามารถล่อเงินจากกระเป๋าของคนในเมืองหลวงได้ง่ายยิ่งเพียงแต่ระยะทางที่ทั้งไกลและลำบาก ระหว่างทางก็กลัวถูกโจรูเาปล้นทำให้บรรดาพ่อค้าไม่กล้าเสี่ยงเดินทางไปยังเมืองเป่ยส่วนพ่อค้าทั่วไปของเมืองเป่ยก็ไม่กล้าเดินทางมาส่งสินค้าที่เมืองหานซื่อเช่นกันจะมีก็เพียงแต่พ่อค้าที่กระเป๋าหนักที่สามารถจ้างสำนักคุ้มภัยได้เท่านั้นแต่ราคาสินค้าก็แพงขึ้นตามไปด้วย
หลังจากกลุ่มคาราวานพ่อค้าแยกตัวมุ่งไปทางเมืองหานซื่อทั้งสี่คนก็หยุดพักในบริเวณที่ไม่ไกลนัก
หยางเฟยิจึงเอ่ยขึ้น“ขอบคุณรองแม่ทัพหวังที่ให้ความช่วยเหลือ แล้วข้าจะส่งอาหารทะเลไปให้ท่าน”
หวังเสี่ยวเหยายิ้มรับพลางพยักหน้ารัวๆ
นางแอบกระซิบว่าหากสามารถโน้มน้าวให้ทางพ่อค้ากลุ่มนั้นขายข้าวให้กองทัพเมืองเป่ยได้ขอให้หยางเฟยิส่งอาหารทะเลสดๆ ไปให้นางที่จวน
อันที่จริงคนที่เปิดการเจรจาตลอดจนสามารถตกลงราคาได้นั้นเป็เซียวซูเม่ยเสียมากกว่า
ไม่เสียแรงที่นางให้เซียวซูเม่ยติดตามกลับไปที่ตระกูลหวัง
หวังเสี่ยวเหยาเกยคางบนไหล่ของเซียวซูเม่ยด้วยความรู้สึกภูมิใจ
กองทัพเมืองซีไม่ถึงกับขาดแคลนข้าวสารหรืออาหารจะขาดก็แค่สมุนไพรและยารักษาบางชนิดเท่านั้นเท่านั้น นางจึงไม่กังวลใจ จากการสอบถามกลุ่มพ่อค้าที่ค้าขายสมุนไพรก็ได้ข้อตกลงกันในเบื้องต้น หากแต่ต้องให้บิดาของนางซึ่งเป็แม่ทัพตัดสินใจอีกที
ดังนั้นนางและเซียวซูเม่ยจึงได้ลงแรงช่วยเหลือแม่ทัพหยางที่มีความจำเป็ก่อน
อาหารทะเล
อา แค่คิดก็น้ำลายไหล
หวังเยว่ชิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแค่คนเป็พี่สาวอยากกินอาหารทะเลคนเป็น้องสาวก็ยอมลำบากเจรจากับพ่อค้าอยู่เป็ชั่วยาม
ช่างเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยดีเสียจริง
เพราะ่เช้าพวกเขาเสียเวลาไปมากหลังจากหยุดพักไปหนึ่งชั่วยาม ทั้งสี่ก็เร่งเดินทางเพื่อให้ถึงประตูเมืองหานซื่อก่อนตะวันตกดินหยางเฟยิควบม้านำเช่นเคย หวังเสี่ยวเหยาและเซียวซูเม่ยขี่ม้าตัวเดียวกันส่วนหวังเยว่ชิงรั้งท้าย
เซียวซูเม่ยที่ไม่เคยได้ขี่ม้ามาก่อนในชีวิตต้องกัดฟันอดทนโดยไม่ปริปากบ่นให้ทั้งสามคนได้ยินแม้แต่น้อยนางเข้าใจดีว่า หากพวกเขาทั้งหมดหยุดพักเป็ระยะดังเช่นการเดินทางในเมื่อวานคงจะได้ค้างแรมในป่าเป็แน่
แม้ไม่เคยออกทัพจับศึกแต่นางก็รู้ว่าเส้นทางที่มีแต่ต้นไม้ตามสองข้างทางนั้นอันตรายเพียงใด
หากเดินทางพร้อมกับกลุ่มคาราวานพ่อค้าก็ว่าไปอย่างเพราะมีคนมากและยังมีสำนักคุ้มภัยคอยคุ้มกัน แต่กับคนสี่ชีวิตพร้อมกับม้าสามตัวคงไม่เป็การดีหากต้องมานั่งระวังภัยในตอนกลางคืนทั้งที่ในตอนกลางวันก็เดินทางมาเหนื่อยพอแล้ว
ที่สำคัญ นางไม่มีวรยุทธ์ที่จะปกป้องตัวเองได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน นางคงเป็ได้แค่ตัวถ่วง
ส่วนผู้ที่มีวรยุทธ์ทั้งสามแอบชื่นชมเซียวซูเม่ยในใจที่นางเข้าใจถึงสถานการณ์ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครเอ่ย
“ตะวันใกล้ตกดินแล้ว อีกไม่เกินสิบลี้ก็ถึงประตูเมืองเ้าอดทนอีกนิดนะ เสี่ยวเม่ย” หวังเสี่ยวเหยาเอ่ยปลอบ
หากในหนึ่งเค่อนี้ทั้งหมดยังไม่สามารถผ่านประตูเมืองไปได้เห็นทีจะต้องได้นอนในป่าจริงๆ
เซียวซูเม่ยพยักหน้ารับใบหน้าของนางซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด
แต่จู่ๆ หยางเฟยิก็หยุดม้าอย่างกะทันหันหวังเสี่ยวเหยาและหวังเยว่ชิงเองก็พอจะรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ
ฟิ้ว ฟิ้ว
เสียงของอาวุธขนาดเล็กจากต้นไม้ต้นหนึ่งแหวกผ่านมายังตำแหน่งของหยางเฟยิเขาชักดาบขึ้นมาป้องกันอย่างรวดเร็ว
หวังเสี่ยวเหยาโอบเอวบางของเซียวซูเม่ยแล้วะโลงจากม้าหวังเยว่ชิงะโลงแล้วก้าวออกมาด้านหน้าของทั้งสองทันที
ชายฉกรรจ์นับสิบในชุดสีดำปกปิดใบหน้าทะยานออกมาจากต้นไม้รอบๆ
“้าสิ่งใด” หยางเฟยิถามด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ไปถามยมบาลเถอะ” หนึ่งในชายชุดดำตอบ
แล้วชายชุดดำทั้งสิบก็เข้าโจมตีทันที
หยางเฟยิรับมือกับชายชุดดำสามคน
หวังเยว่ชิงและหวังเสี่ยวเหยารับมือกันคนละสองคน
เซียวซูเม่ยรีบหาที่หลบเพื่อไม่ให้กลายเป็ภาระส่วนชายชุดดำอีกสามคน คอยคุมเชิงอยู่รอบๆ
แม้จะรับมือชายชุดดำพร้อมกันสามคน แต่หยางเฟยิก็ไม่ได้ตกเป็รองหากกลับเป็ฝ่ายรุกหนักจนเริ่มทำให้ทั้งสามคนได้มีแผลหลายตำแหน่งจนอีกสามคนที่เหลือต้องหาจังหวะสลับกันเข้าปะทะกับแม่ทัพหนุ่มอยู่เนืองๆ
ส่วนหวังเสี่ยวเหยาและหวังเยว่ชิงก็ทำให้ชายชุดทำทั้งสี่คนเริ่มาเ็ไปไม่น้อย
คนพวกนี้ฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งสามได้แต่คิดในใจ
ฟิ้ว
ลูกธนูถูกส่งออกมาจากฝั่งต้นไม้ด้านหลังเยื้องจากที่เซียวซูเม่ยหลบอยู่ปากไวเท่าที่ตาเห็นว่าลูกธนูมีเป้าหมายที่แม่ทัพหนุ่ม นางรีบะโขึ้น “แม่ทัพหยางระวัง”
ทำให้หยางเฟยิเอี้ยวตัวหลบได้ทัน ธนูเฉี่ยวไหล่ของเขาไปเพียงนิดเดียว
แล้วห่าลูกธนูก็ถูกส่งออกมาจากหลายทิศทางอย่างไม่ขาดสายแม้เป้าหมายจะอยู่ที่สามชีวิต แต่ชายชุดดำที่เข้าปะทะก็พลอยโดนลูกหลงไปด้วยตอนนี้เหลือชายชุดดำเพียงหกคน
แม้ชายชุดดำจะเหลือน้อยลงแต่ห่าธนูก็ยังพุ่งออกมาอีกเรื่อยๆ
“กะจะฆ่ากันให้ตายเลยหรือยังไง” หวังเสี่ยวเหยาเริ่มบ่นลมหายใจเริ่มติดขัด ตอนนี้นางรู้สึกว่าความเร็วของนางเริ่มลดลงไปมากหวังเยว่ชิงเองก็เช่นกัน
“ว้าย” เสียงร้องของเซียวซูเม่ยดังขึ้น
เมื่อทั้งสามคนหันไปตามต้นเสียง ก็พบว่าเซียวซูเม่ยถูกชายชุดดำคนหนึ่งใช้ดาบจ่อที่คอระหงของนางอยู่พร้อมกับการปรากฏตัวของชายชุดดำอีกสิบคนรอบตัวทั้งสาม
ชายชุดดำทั้งหกจึงถอยออกหาชายชุดดำที่มีตัวประกัน
หยางเฟยิก้าวไปรวมกลุ่มอยู่กับหวังเสี่ยวเหยาและหวังเยว่ชิง
“ปล่อยนาง” หวังเสี่ยวเหยาตวาด
ชายชุดดำเอ่ยตอบ “ปล่อยนางได้ หากข้าได้หัวของแม่ทัพหยาง”
ดูท่าชายคนนี้คงจะเป็หัวหน้าของกลุ่มชายชุดดำพวกนี้
หวังเสี่ยวเหยาหันไปหาแม่ทัพหนุ่มอย่างตำหนิ“ที่แท้ก็ศัตรูของท่านหรือนี่”
แต่หยางเฟยิกลับไม่แปลกใจที่จะมีคน้าชีวิตของเขา“นางไม่มีความแค้นกับพวกเ้า ปล่อยนางซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้า”
ชายชุดดำทั้งหมดหัวเราะขึ้นอย่างเย้ยหยัน
“ท่านแม่ทัพช่างมั่นใจเหลือเกิน”ชายชุดดำที่จับตัวเซียวซูเม่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหยียด
แล้วเขาก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเข้ม “ฆ่า อย่าให้เหลือ”
ชายชุดดำทั้งสิบหกคนก็พุ่งเข้าใส่ทั้งสามทันที
หวังเสี่ยวเหยาหันไปคาดโทษแม่ทัพหนุ่ม “เสร็จงานนี้ข้าจะคิดบัญชีกับท่าน”
“ได้ ข้ายินดี” แม่ทัพหนุ่มตอบกลับด้วยความจำนน
กลุ่มคนพวกนี้้าชีวิตเขาทำให้สตรีทั้งสามได้รับความลำบาก ครั้งนี้เขาจะยอมถอยให้นางก็แล้วกัน
เขาไม่เชื่อหรอกว่าฝีมือของเขากับสตรีทังสองจะเสียท่ากับนักฆ่าแค่เพียงหยิบมือ
ทั้งสามประสานเพลงกระบี่ เพลงดาบและแส้ได้อย่างลงตัวหวังเสี่ยวเหยาหาจังหวะเข้าใกล้เซียวซูเม่ยส่วนหวังเยว่ชิงและหยางเฟยิก็คอยเปิดโอกาสให้รองแม่ทัพสาว
เมื่อได้จังหวะที่หัวหน้าชายชุดดำคนนั้นเริ่มเผลอแส้ของหวังเสี่ยวเหยาสะบัดไปยังข้อมือของชายชุดดำแต่ปลายแส้ก็โดนไหล่ของเซียวซูเม่ยเช่นกัน
ฟิ้ว เพี้ยะ
“อ๊ากกกกกกก/อึก” เสียงร้องของทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน