บทที่6ร่วมขบวน
อวิ๋นจางลี่หรี่ตามองอวิ๋นเซ่อ เมื่อเห็นแววความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อในดวงตาของมันประโยคแรกที่จะกล่าวออกมาจึงถูกกลืนลงในลำคอไป ก่อนที่นางจะกล่าวคำว่า
“ต้องสอบเข้าโดยตรงเท่านั้น”
“สอบ?”
“มิผิด สำนักมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงขึ้นชื่อในเื่ความยึดมั่น ซื่อตรง มีคุณธรรมเป็เลิศพวกมันเวลาคัดเลือกมือปราบเข้าสู่สำนัก จะใช้การวัดความสามารถเท่านั้น ไม่มีเส้นสายไม่มีระบบลูกขุนนางหรือมหาเศรษฐี แม้มีอำนาจหรือรวยล้นฟ้า หากไม่มีความสามารถผ่านการสอบคัดเลือกพวกมันก็ไม่มีทางเข้าเป็มือปราบได้”
อวิ๋นเซ่อได้ยินเช่นนั้นยิ่งมีความเลื่อมใสในสำนักมือปราบแห่งราชวงศ์หลิงเข้าไปใหญ่ความมุ่งมั่นที่จะเป็มือปราบของมันก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
“แล้วการสอบ จะสอบในเื่ใดบ้าง”
“ที่ข้าพอได้ยินมาเห็นว่าจะแบ่งการสอบออกเป็สองหมวด ประกอบด้วยหมวดทฤษฎี และปฏิบัติ”
อวิ๋นจางลี่หยุดเล็กน้อยคนเห็นสีหน้าที่ตั้งใจของอวิ๋นเซ่อ จึงกล่าวสืบต่อ
“ในหมวดทฤษฎีจะเป็การสอบในข้อเขียนทดสอบความรู้ในด้านการวิเคราะห์ สืบสวน และการจดจำส่วนหมวดปฏิบัติก็เป็การทดสอบกระบวนยุทธ์ ความชำนาญในด้านอาวุธ แลขี่ม้า...หากสอบผ่านในแต่ละหมวด ก็จะได้รับการคัดเลือกเข้าเป็มือปราบต่อไปแต่ถ้าพิเศษกว่านั้น... ”
อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว “อะไรหรือ?”
“ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็มือปราบในแต่ละปีหากมีพร์ในด้านพลังปราณ หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือหากฝึกเพลิงปราณได้ มันก็มีโอกาสที่จะได้รับเลือกให้เป็มือปราบติดลำดับ”
อวิ๋นเซ่อทวนคำ “มือปราบติดลำดับ?”
อวิ๋นจางลี่กล่าวสืบต่อ “มือปราบติดลำดับคือกลุ่มคนที่มีฐานะสูงส่งในกองทัพหรือเหล่าขุนนางของราชวงศ์หลิงพวกมันจะได้เป็ศิษย์เอกของท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ ได้รับการถ่ายทอดและชี้แนะในด้านการฝึกเพลิงปราณจากท่านราชครูทั้งยังเป็ที่นับหน้าถือตาของคนทั้งปฐี โดยลำดับที่ไล่เรียงมิใช่ว่าคนที่มีลำดับที่หนึ่งจะเก่งกว่าลำดับที่สองหรือสามหรอกนะแต่จะหมายถึงลำดับที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็ศิษย์เอกของท่านราชครูคนแรก ส่วนลำดับที่สองสาม สี่ หรือห้าก็คือบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็ศิษย์ไล่เรียงกันไป”
“ที่แท้เป็เช่นนี้”
“แต่ข้าก็ไม่ควรเล่าเื่นี้ให้เ้าฟังหรอกลำพังสอบคัดเลือกไปเป็มือปราบธรรมดาก็ยากเย็นแล้ว ยิ่งเ้าไร้พร์ในด้านพลังปราณยิ่งไม่ต้องฝันถึงเื่มือปราบติดลำดับเพราะขนาดคนที่มีพร์แท้ๆ ยังมิได้รับการคัดเลือกจากท่านราชครูเลย ทำให้มือปราบติดลำดับในปฐีตอนนี้มีเพียงหกคนเท่านั้น!”
เมื่อรู้ว่าเหนือมือปราบยังมีมือปราบติดลำดับอวิ๋นเซ่อก็ยิ่งบังเกิดความหมายมั่นเข้าไปอีก มันรู้ดีในโลกที่พลังธรรมชาติน้อยนิดเช่นนี้ต่อให้มันบำเพ็ญเพียรจนแก่ชราหรือได้รับปาฏิหาริย์มา มันก็มิอาจจะบรรลุไปเป็ยอดเซียนที่มีพลังญาณเหนือธรรมชาติเป็แน่เช่นนั้นมันจึงจำเป็ต้องศึกษาเกี่ยวกับเพลิงปราณ และผู้ที่จะชี้แนะมันให้สามารถบรรลุผลได้ตามความคิดก็คงต้องเป็ราชครูผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ปัญหาที่สำคัญคือมันต้องทำเช่นไรถึงจะได้รับเลือกให้เป็มือปราบติดลำดับและปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าคือจะทำอย่างไรมันจึงจะสอบเป็มือปราบได้ เห็นหัวคิ้วที่ขมวดเป็ปมแน่นคล้ายคิดมิตกของอวิ๋นเซ่ออวิ๋นจางลี่จึงกล่าวขึ้น
“เ้ามิต้องกังวลไป การสอบคัดเลือกมือปราบจะมีขึ้นทุกปีส่วนในปีนี้จะมีขึ้นอีกเจ็ดเดือนข้างหน้า ยังพอมีเวลาให้เ้าเตรียมตัว หากสอบไม่ผ่านครั้งแรกก็ยังมีปีต่อไปให้แก้มือ แต่ทว่าสิทธิ์ของคนผู้หนึ่งมีโอกาสสอบได้เพียงสามปีหรือสามครั้งเท่านั้นหากสอบไม่ผ่านทั้งสามครั้งไม่ว่าจะเป็ปีใด นั่นก็แสดงว่าเ้าหมดโอกาสที่จะได้เป็มือปราบตลอดชีวิต”อวิ๋นจางลี่หยุดกล่าวเล็กน้อย นางหันใบหน้ามาทางอวิ๋นเซ่อแล้วกล่าวต่อ
“เดี๋ยวยามมู่ซื่อของวันพรุ่งนี้ข้าจะเตรียมตำราและคัมภีร์ที่พอเกี่ยวข้องกับการสอบไว้ให้มีเวลาว่างเ้าก็มาหยิบยืม ส่วนตอนนี้มาเริ่มเรียนกระบวนยุทธ์กันเถอะ”
อวิ๋นเซ่อหันใบหน้าอันหล่อเหลาของมันมาจ้องั์ตาของอวิ๋นจางลี่ด้วยแววสำนึกขอบคุณ
“ถ้ามินับเื่อารมณ์ดุร้าย ท่านก็ยังเป็บุคคลเดียวที่ดีต่อข้ามาโดยตลอดบุญคุณครั้งนี้ต่อให้ตกตายข้าก็จะไม่มีทางลืมเลือน”
“ไม่เพียงอุปนิสัยที่แปรเปลี่ยน คารมคมคายของเ้านับวันก็ยิ่งร้ายกาจ”
“ข้าก็เป็ของข้าอย่างนี้ เพียงแต่เมื่อก่อนท่านมิได้สนใจข้าดั่งเช่นตอนนี้เท่านั้น”
อวิ๋นจางลี่มิกล่าววาจาคนหมุนร่างฟาดฝ่ามือเข้าใส่ใบหน้าของอวิ๋นเซ่ออย่างรวดเร็วทว่าฝ่ามือนี้มิได้หวังจู่โจม เพียงแต่เป็การร่ายรำกลางอากาศแสดงให้อวิ๋นเซ่อได้ชมดูเท่านั้น
“จงดูและจดจำ นี่คือกระบวนยุทธ์ หกฝ่ามือเงามายา”
อวิ๋นจางลี่ร่ายรำกระบวนท่าทั้งหกอย่างรวดเร็วพลิ้วแ่ แฝงไว้ด้วยความพลิกแพลง ล่อหลอกสมดั่งชื่อเงามายา ทั้งยังกอปรไปด้วยความหนักแน่นแข็งแกร่งในคราเดียวกันพอร่ายรำครบทั้งหกกระบวนท่า ท่าร่างของอวิ๋นจางลี่ก็หยุดลง คนกล่าวขึ้น
“ข้าจะแสดงให้เ้าดูเป็ครั้งที่สอง”
กล่าวจบนางก็เริ่มวาดมือออกอีกครั้ง แต่อวิ๋นเซ่อกลับกล่าวตัดบทขึ้น
“ไม่ต้องแล้ว ข้าจำได้ทั้งหมดแล้ว”
อวิ๋นจางลี่ชะงักท่าร่าง นางจ้องั์ตาเป็เชิงตำหนิมายังอวิ๋นเซ่อเวลาเช่นนี้ชายหนุ่มยังจะห่วงเล่นอีก ขณะที่นางจะกล่าววาจาออกไป อวิ๋นเซ่อกลับร่ายรำกระบวนยุทธ์หกฝ่ามือเงามายาออกมาทุกกระบวนท่า ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการวาดมือล้วนถูกต้องแม่นยำตรงตามที่นางแสดงออกมาทั้งสิ้นสร้างความตื่นตระหนกแลแปลกใจจนอวิ๋นจางลี่ต้องขมวดคิ้วเป็ปมแน่น นางกว่าจะจดจำท่านี้ได้ก็ต้องให้อาจารย์แสดงให้ดูถึงสามรอบและนำกลับไปทบทวนถึงหนึ่งวันเต็ม แต่บุรุษหนุ่มเบื้องหน้ากลับใช้เวลาดูเพียงแค่ครั้งเดียวก็จดจำได้อย่างหมดสิ้นอวิ๋นจางลี่พึมพรำแ่เบา
“อวิ๋นเซ่อ เ้าคือคนที่ไร้พร์จริงหรือ”
อวิ๋นเซ่อเมื่อทดลองร่ายรำกระบวนยุทธ์ออกมาจนครบทุกกระบวนท่าคนก็หยุดการเคลื่อนไหว
“พอใช้ได้หรือไม่”
“อืม ทำได้มิเลว ขาดแต่เพียงใส่พลังและความพลิ้วแ่ลงไป”
“เข้าใจแล้ว… เอ่อว่าแต่คุณหนู ท่านไปร่ำเรียนกระบวนยุทธ์และเพลิงปราณมาั้แ่เมื่อไหร่ ตลอดมาข้ากลับคิดว่าท่านไม่เป็เื่พวกนี้เสียอีกหากมิได้เห็นกับตาในคืนวันนั้น….”
“มิใช่เื่ที่เ้าจะต้องรู้ และข้าก็เคยเตือนแล้วมิใช่รึว่าห้ามเอ่ยถึงเื่วันนั้น”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว”
ด้วยความตั้งมั่นอันแน่วแน่ที่จะเป็มือปราบและแก้แค้นให้กับครอบครัวตนอวิ๋นเซ่อจึงทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจอย่างหนักฝึกฝนร่างกายอันอ่อนแอจนเริ่มแข็งแกร่งดั่งภูผาโลหะที่ผูกติดบนร่างกายของมันมีน้ำหนักมากกว่าร่างไม่รู้ตั้งกี่เท่า แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายไปแล้วไม่ว่าจะทำอะไรจะมีโลหะเหล่านี้ติดตัวอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ตอนฝึกกระบวนยุทธ์กับอวิ๋นจางลี่
เวลาการฝึกอันหนักหน่วงของอวิ๋นเซ่อย่างเข้าสู่เดือนที่สี่เวลาการสอบคัดเลือกมือปราบก็เหลืออีกเพียงหกเดือน ความสามารถด้านกระบวนยุทธ์และร่างกายของชายหนุ่มตอนนี้มิน่าเป็ห่วงจะห่วงก็แต่ความรู้ด้านตำราที่ชายหนุ่มมักนำมาทำเป็ที่หนุนนอนมากกว่าอ่าน คนอย่างอวิ๋นเซ่อชื่นชอบแนวทางการฝึกยุทธ์มากกว่าเป็หนอนตำราเช่นนั้นวันนี้มันจึงนำเอาร่างที่มีแต่โลหะอันหนักอึ้งมานั่งสมาธิลำตัวตรงดิ่งรองรับมวลน้ำตกอันมหาศาลที่ล่วงหล่นลงมาจากหน้าผา
น้ำตกสาดกระแทกเข้าใส่ร่างของอวิ๋นเซ่ออย่างหนักหน่วงแต่คนก็ยังฝืนเกร็งร่างต้านทานได้เกือบหนึ่งวันเต็ม จึงค่อยถูกมวลน้ำซัดสาดให้จมลงสู่ห้วงแห่งธารธาราไป
เฮือก! อวิ๋นเซ่อโผล่หัวขึ้นพ้นจากธารน้ำ มันนำพาร่างอันเปียกโชกและหนักอึ้งปีนป่ายขึ้นสู่ฝั่งก่อนนอนหอบหายใจหนัก
“เ้าเอาแต่หลบมิอ่านตำราเช่นนี้ ยังหวังจะสอบผ่านอีกหรือ”เสียงของอวิ๋นจางลี่ดังขึ้นที่ข้างกาย “แต่ก็ช่างเถอะจะได้หรือมิได้มันก็เื่ของเ้า ข้าช่วยเต็มที่แล้ว และครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้าย”
อวิ๋นเซ่อดีดตัวลุกขึ้น “ท่านหมายความว่าอะไร”
“เ้าทำความเข้าใจต่อหกฝ่ามือเงามายาจนแจ่มแจ้งแลัวไม่มีอะไรที่ข้าจะถ่ายทอดให้เ้าอีก มีเพียงสิ่งสุดท้ายนี้” กล่าวจบนางก็ยื่นแผ่นป้ายที่ทำจากไม้ชิ้นหนึ่งสลักคำว่าตระกูลอวิ๋นให้แก่อวิ๋นเซ่อ แล้วกล่าวต่อ “ขบวนม้าส่งสินค้าไปยังเมืองซีเอ๋งยังเหลือที่ว่างอีกหนึ่งที่หวังว่าเ้าจะได้ฝึกขี่ม้าจนเชี่ยวชาญจากการเดินทางไกลครั้งนี้ อีกทั้งค่าจ้างในการส่งของก็คงเพียงพอสำหรับการสมัครสอบคัดเลือกมือปราบ”
อวิ๋นเซ่อยื่นมือเข้าไปรับแผ่นป้าย พร้อมกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ
“ขอบพระคุณคุณหนูที่เมตตาข้า”
อวิ๋นจางลี่เบือนหน้าไปทางอื่น “เ้าไปเตรียมตัวได้แล้ว พรุ่งนี้จะเป็วันออกเดินทาง”
อวิ๋นเซ่อประสานมือให้กับนางคราหนึ่ง คนจ้องมองด้านข้างใบหน้าอันงดงามของนางแล้วค่อยจากไปเมื่ออวิ๋นเซ่อจากไปแล้วอวิ๋นจางลี่ค่อยหันหน้ากลับมาจ้องมองแผ่นหลังของชายหนุ่ม แล้วกล่าวพึมพรำแ่เบาราวเสียงแมลงหวี่
“รักษาตัวด้วย”
………………
ยามมู่ซื่อ(่เวลาสลัว) ของวันใหม่ได้มาถึง เหล่าวิหคแลสัตว์ปีกน้อยใหญ่ต่างแข่งขันกันส่งเสียงเพื่อปลุกให้คนได้ตื่นจากการหลับไหลตอนนี้หลายบ้านยังมิทันตื่นดี แต่เสียงฝีเท้าม้าจำนวนกว่าร้อยตัวได้เคลื่อนขบวนออกจากตระกูลอวิ๋นสายหลักมุ่งสู่ทางตอนใต้ของเขตเหนือบูรพาเพื่อไปยังเมืองซีเอ๋ง เมืองที่อยู่แถบชายแดนของเขตั้แ่เช้าตรู่แล้ว ขบวนม้าเหล่านี้ถูกนำขบวนมาด้วยอวิ๋นจางหย่งบุตรชายคนเล็กของผู้นำตระกูล อวิ๋นซื่อคัง มันถูกบิดาบังคับให้เดินทางนำขบวนสินค้าเหล่านี้ไปส่งเพื่อเป็การเรียนรู้กิจการของตระกูลเป็ครั้งแรกเนื่องด้วยถูกบังคับมันจึงไม่ค่อยสบอารมณ์นัก อีกทั้งบุรุษหนุ่มที่มันไม่ชอบขี้หน้าก็ยังร่วมขบวนมาด้วยเช่นนั้นเมื่อเดินทางมาจนถึงครึ่งทางของจุดหมายมันจึงคิดซ้อมไม้ซ้อมมือซักครา
“หยุด…. พักขบวนที่นี่”เสียงของอวิ๋นจางหย่งดังขึ้น ก่อนที่ร่างท้วมของมันจะเดินอุ้ยอ้ายถือหมั่นโถวชิ้นหนึ่งไปนั่งกัดกินที่โขดหินเหล่าผู้ติดตามของมันต่างหน้านิ้วคิ้วขมวด นั่นเพราะอวิ๋นจางหย่งเดี๋ยวหยุดเดี๋ยวพักเป็เหตุให้การเดินทางล่าช้ายิ่งนี่ก็ปาไปวันที่สามแล้วขบวนสินค้ายังคงเพียงบรรลุถึงครึ่งทางของจุดหมาย อีกทั้งตอนนี้ยังไม่ย่างเข้า่เวลามืดมิดดียังพอมีเวลาให้เดินทางอีกหนึ่งชั่วยามแต่มันกลับเลือกที่จะหยุดพักขบวนแล้ว แต่ผู้ที่ชอบใจเห็นเพียงจะมีแต่กลุ่มผู้คุ้มภัยรับจ้างที่ถูกจ้างวานให้มาคุ้มครองขบวนสินค้า พวกมันยิ่งใช้เวลาเดินทางมากเท่าไหร่ เงินค่าจ้างยิ่งจะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น
กลุ่มหนึ่งไม่ชอบใจที่เดินทางล่าช้า อีกกลุ่มกลับยินดีที่จะได้รับเงินค่าจ้างเพิ่มแต่ทว่าด้วยประสบการณ์อีกโลกของอวิ๋นเซ่อ มันกลับกำลังรู้สึกว่าสถานที่ตั้งค่ายเพื่อพักผ่อนนั้นล่อแหลมยิ่งนักบริเวณตรงนี้เป็แอ่งกระทะ โดยรอบเป็โขดหินและพุ่มไม้เล็ก หากมีโจรมาดักซุ่มโจมตีมีหวังจะประสบความโชคร้ายมากกว่าดีแต่อวิ๋นเซ่อคร้านที่จะบอกกล่าว เพราะด้วยนิสัยของอวิ๋นจางหย่งคงมิฟังตนเป็แน่ อีกทั้งแม้แต่เหล่าผู้คุ้มภัยที่มีประสบการณ์และล่วงรู้เป็อย่างดีแต่ด้วยพวกมันเคยทำงานมาทั่วสารทิศในเขตเหนือบูรพา พวกมันจึงมั่นใจว่าจะไม่มีใครกล้าเล่นงานเข้ามาหากพวกมันอยู่ที่นี่ผู้ติดตามทุกผู้ก็คิดเช่นนี้ คิดว่ามีเหล่าผู้คุ้มภัยอยู่พวกมันจะเกรงกลัวสิ่งใด เช่นนั้นอวิ๋นเซ่อจึงเลือกหยิบสัมภาระเดินขึ้นสู่โขดหินและป่าหญ้า้าหาสถานที่อันเหมาะสมพักผ่อนเพียงคนเดียวอวิ๋นจางหย่งมองเห็นการกระทำของอวิ๋นเซ่ออยู่นานแล้ว มันนั่งกัดกินหมั่นโถวในมือจนหมดสิ้นคนค่อยเดินมุ่งไปยังทิศทางที่อวิ๋นเซ่อไป
“เ้าคิดมาหลบอู้ที่นี่หรือเ้าสวะ!”เมื่อมาถึงอวิ๋นจางหย่งก็ะโเสียงดังลั่น พร้อมเตะเข้าใส่ผ้าใบที่พักของอวิ๋นเซ่อจนพังลงมาอวิ๋นเซ่อมุดออกมาจากผ้าใบพร้อมยืนจ้องหน้าอวิ๋นจางหย่งอย่างไม่ลดละ
“เ้ากล้ามองหน้าข้า!”
“แล้วมีปัญหาอะไรเ้าอ้วน”
เป็ครั้งแรกที่อวิ๋นจางหย่งถูกอวิ๋นเซ่อตะคอกใส่ใบหน้าทั้งยังเป็คำด่าที่เหยียดรูปร่างตน เช่นนั้นคนจึงมีโทสะจนใบหน้าแดงก่ำ มันชกหมัดเข้าใส่ใบหน้าของอวิ๋นเซ่อทันทีแต่อวิ๋นเซ่อมีท่าร่างที่ว่องไวมันเบี่ยงร่างเอนลู่ไปด้านหลังใช้แผ่นอกรับหมัดของอวิ๋นจางหย่ง
เกร็ง! “โอ้ย!....” ทั่วร่างกายของอวิ๋นเซ่อกลับผูกติดด้วยแผ่นโลหะหลายชิ้นเช่นนั้นหมัดของอวิ๋นจางหย่งจึงชกถูกแผ่นโลหะนั้นแทน
“เ้ากล้าทำร้ายข้า”
อวิ๋นเซ่อทำหน้าไขสือ “ข้ายืนอยู่นิ่งๆ มิได้ทำอะไร”
“เ้า!” ขณะที่อวิ๋นจางหย่งมีโทสะถึงขีดสุดเสียงขวับเคี่ยวกลางอากาศพลันดังขึ้น อวิ๋นเซ่อรับทราบโดยสัญชาตญาณคนจึงกล่าวเสียงหนัก
“ระวัง!” พร้อมถีบฝ่าเท้าเข้าใส่อวิ๋นจางหย่งให้ล้มลงช่วยมันหลบรอดจากลูกธนูได้อย่างหวุดหวิด ส่วนร่างของอวิ๋นเซ่อก็อาศัยแรงถีบดังกล่าวส่งให้ร่างของตนหมุนเป็เกลียวกลางอากาศหลบรอดจากลูกธนูสองลูกที่พุ่งเข้าหาได้อย่างฉิวเฉียด
“มีคนร้าย!”