ตอนที่ 22 หมัดแห่งความคับแค้น
พลันสิ้นเสียงตะโกน ลมหอบใหญ่ก็พัดผ่านเจิ้นเทียน ไปยังร่างที่กำลังสั่นเทาร่างหนึ่งตรงหน้า มือที่ถือดาบของร่างนั้น ไร้เรี่ยวแรงจนดาบหลุดมือ ดวงตามองร่างเจิ้นเทียนที่แผ่แรงกดดันราวกับสัตว์ร้าย ค่อยๆก้าวตรงมาเบื้องหน้า เหงื่อน้อยใหญ่ไหลจนเปียกชุ่มตัว คนผู้นี้ก็คือหวังอู่ ““เจิ้น!!..เจิ้นเทียน เจ้า...เจ้าจะทำอะไร?” หวังอู่พูดตะกุกตะกัก แทบไม่เป็นภาษา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเจอจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนี้ จนหวาดกลัว เมื่อรวมกับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น ที่เจิ้นเทียนเอาชนะพรรคพวกของเขา ขนาดผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบก็ยังต้องพ่ายแพ้ นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้หวังอู่ ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความกลัวจนหมดแรง เจิ้นเทียนมองร่างหวังอู่ที่กำลังความกลัว ความแค้นที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก ทวีความรุนแรงจนดวงตาของเขาแทบเป็นสีแดง เมื่อครั้งยังเด็กเจิ้นเทียนถูกหวังอู่รังแกมาโดยตลอด ด้วยความที่เป็นเด็กกำพร้าและฐานะยากจน ทำให้หวังอู่มักจะล้อเลียนและเยาะเย้ย เพื่ออวดความเก่งของตัวเองเสมอ บ่อยครั้งที่เจิ้นเทียนมักจะโดนหวังอู่และพรรคพวกรังแกจนเสื้อผ้าขาดวิ่น เมื่อกลับถึงบ้าน เจิ้นเทียนต้องทนเห็นท่านปู่ของเขาลงมือเย็บเสื้อผ้าพวกนั้นด้วยตัวเอง แต่เมื่อเสื้อผ้าพวกนั้นถูกเย็บเรียบร้อย หวังอู่ก็จะรังแกเขาจนเสื้อผ้าขาดอีก ราวกับจะทำให้ตัวเจิ้นเทียนด้อยค่า เหมือนขยะตามที่หวังอู่ชอบดูถูก จนผ่านไปหลายครั้ง เจิ้นเทียนก็ไม่ยอมให้ท่านปู่เย็บเสื้อผ้าของเขาอีกเลยและยอมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นนั้นมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้หวังอู่ทำเกินไป ถึงกับบุกรุกเข้ามาในบ้านของเขาและพูดข่มขู่ท่านปู่ เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ไฟโทสะของเจิ้นเทียนก็เพิ่มขึ้นอีก จนเส้นเลือดทั่วร่างกายปูดโปนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนโคจรที่มือขวาอย่างเต็มที่สูงสุด “หวังอู่!!!....ข้าเจิ้นเทียนตั้งแต่เด็กโดนเจ้ารังแกมาโดยตลอด ข้าทนได้ แต่วันนี้...เจ้าล้ำเส้นของข้ามากเกินไป เจ้าบุกรุกบ้านข้าและข่มขู่ท่านปู่ของข้า ด้วยความคับแค้นทั้งหมดที่เจ้าทำกับข้า จะถูกใส่ลงในหมัดนี้ กลับคืนให้เจ้า ตายซะ!!!!.....” เมื่อสิ้นคำพูด เจิ้นเทียนที่เต็มไปด้วยความโกรธจนสติสัมปชัญญะหายไป จนกลายเป็นความคลุ้มคลั่ง พุ่งทะยานร่างไปที่หวังอู่ด้วยความรวดเร็ว หมัดขวาที่โคจรเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนอย่างเต็มที่ กลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับบรรจุด้วยความคับแค้นมาทั้งชีวิต ถูกปล่อยออกไปอย่างสุดแรง หวังอู่ที่เห็นภาพนี้ตกใจราวกับเห็นความตายอยู่เบื้องหน้า จนเข่าอ่อนจนสะดุดขาล้มลง เป้ากางเกงเปียกชื้น สีหน้าตกตะลึง พร้อมร้องตะโกนเสียงดัง “ไม่!!!!!!!!!!!!!..........” เจิ้นเทียนไร้ซึ่งความสงสาร ร่างที่เต็มไปด้วยความโกรธทะยานมาถึงเบื้องหน้าหวังอู่ หมัดสังหารที่รุนแรงที่สุดของเขา ถูกปล่อยออกมาทันที ทันใดนั้นแรงกดดันมหาศาลก็ปกคลุมทั่วบริเวณ ลมปราณสายหนึ่งที่รุนแรงวิ่งตรงมาที่เจิ้นเทียนทันที “อ้ากซ์!!.........” เจิ้นเทียนร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด ร่างกระเด็นไปไกลราวสิบจั้ง จนปะทะกับต้นไม้ใหญ่ พร้อมกระอักเลือดคำโต ร่างโค้งงอด้วยความเจ็บปวด เมื่อเจิ้นเทียนเงยหน้าขึ้น ก็เห็นชายกำยำร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครา หน้าตาดุร้าย บนบ่ามีเกราะเหล็กพร้อมผ้าคลุมสีแดงราวกับเลือด แผ่แรงกดดันรุนแรงยืนอยู่ข้างหวังอู่ “เจ้ากำลังจะทำอะไร?” ชายกำยำร่างสูงใหญ่ แผ่แรงกดดันรุนแรงมากกว่าเดิม เจิ้นเทียนที่โดนพลังปราณกระแทกจนแทบลุกไม่ขึ้น เมื่อโดนแรงกดดันอันรุนแรงแผ่เข้ามาโจมตีอีก ก็กระอักเลือดอีกครั้ง “ท่านพ่อ!!....” หวังอู่ร้องดีใจราวกับได้ชีวิตใหม่ เมื่อรู้ว่าคนที่มาช่วยคือใคร ชายกำยำร่างสูงใหญ่ผู้นี้ก็คือหวังเย่ พ่อของหวังอู่นั่นเอง หวังเย่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหัวหน้านักรบขั้นต้น ถือเป็นระดับขั้นที่แม้แต่เผ่าใหญ่ๆ ก็ยังบรรลุแค่ไม่กี่คน หวังเย่เป็นผู้นำนักรบของเผ่าฟ้าคำราม นิสัยเป็นคนทะเยอทะยาน บ้าอำนาจ และเจ้าคิดเจ้าแค้น เมื่อก่อนหวังเย่เป็นคู่แข่งของมู่เหวินพ่อของมู่ปิงมาโดยตลอด แต่เมื่อมู่เหวินผันตัวไปเป็นครูฝึก หวังเย่ก็หมดคู่แข่งและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำนักรบในปัจจุบัน หวังเย่มีบุตรชายห้าคน หวังอู่เป็นบุตรคนสุดท้อง เมื่อเทียบกันระหว่างบุตรทั้งหมดแล้ว หวังอู่เป็นคนที่มีพรสวรรค์มากที่สุด หวังเย่จึงรักและให้ท้ายหวังอู่มาโดยตลอด ด้วยฐานะผู้นำนักรบ ทำให้ไม่มีใครในเผ่าฟ้าคำรามกล้าทำร้ายคนในตระกูลของเขา โดยเฉพาะลูกชายที่เขารักและให้ท้ายอย่างหวังอู่ แต่วันนี้...กำลังจะมีคนในเผ่าฟ้าคำรามผู้หนึ่งทำลายกฎของเขา “เจิ้นเทียน...ถึงเจ้าจะได้รับมรดกวรยุทธ์จากท่านเทพ แต่เจ้าทำร้ายคนในเผ่าถือว่าทำผิดกฎ วันนี้ข้าในฐานะผู้นำนักรบของเผ่า จะขอใช้กฎของเผ่าลงโทษเจ้าซะ!!...” เมื่อพูดจบหวังเย่ก็เดินตรงเข้ามาหาเจิ้นเทียน แผ่แรงกดดันที่มากขึ้นเรื่อย จนเจิ้นเทียนต้องกระอักเลือดอีกครั้ง “หวัง...เย่!!! ” เจิ้นเทียนกัดฟัน ด้วยความแค้น ในใจเจิ้นเทียนตอนนี้รู้สึกคับแค้นมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า เมื่อพบว่าหวังเย่ไม่ถามถึงเหตุผลที่มีเรื่องกัน แถมยังจะลงโทษเขาแค่คนเดียว ทั้งที่หวังอู่เป็นคนมาหาเรื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า นอกจากความแข็งแกร่งแล้ว เขาต้องมีอำนาจเพื่อสยบผู้อื่น เพื่อให้ไม่มีใครข่มเหงแบบนี้อีก ในขณะที่แรงกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเจิ้นเทียนแทบหายใจไม่ออก ก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้น “หวังเย่...ท่านยังจำข้อตกลงของพวกเราได้หรือไม่? ” เมื่อสิ้นเสียงนี้ ร่างที่คุ้นตาของเจิ้นเทียน ก็มายืนอยู่เบื้องหน้า แรงกดดันทั้งหมดหายไปทันที “ผู้อาวุโสเผ่าเร่ร่อน”“ท่านปู่” เมื่อรู้ว่าเสียงนี้เป็นของผู้ใด หวังเย่ก็ขมวดคิ้ว พลางถอนแรงกดดันทั้งหมดและหยุดเดินส่วนเจิ้นเทียนก็รู้สึกประหลาดใจยิ่ง ว่าเหตุใดท่านปู่ของเขา ถึงสามารถหยุดหวังเย่ได้ “ข้อตกลงของเราอย่างนั้นหรือ ข้าหวังเย่ยังจำได้ หวังว่าผู้อาวุโสจะรักษาสัญญาเช่นกัน” เมื่อพูดจบ หวังเย่ก็หันตัวกลับไป แล้วเดินตรงไปที่หวังอู่ ส่วนท่านปู่ของเจิ้นเทียนยืนสงบนิ่ง คล้ายไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวหวังเย่ผู้แข็งแกร่ง “หวังอู่!!!...เจ้าทำให้ตระกูลขายหน้า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนี้ไปเจ้าจะถูกกักบริเวณ ห้ามออกจากบ้านเป็นเวลาสามเดือน และรีบขนพวกของเจ้า ออกไปจากที่นี่! ” หวังอู่หน้าเปลี่ยนสี รีบลุกขึ้นแล้วพาพรรคพวกที่นอนร้องโอดโอยเดินตามหวังเย่กลับบ้านทันที “เจิ้นเทียน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ท่านปู่ของเจิ้นเทียนถามขึ้นด้วยความห่วงใย “ท่านปู่ ข้าไม่เป็นไรมา แค่โดนกระแทกช้ำนิดหน่อย ” เจิ้นเทียนค่อยๆพยุงตัว ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ “ท่านปู่ระหว่างท่านกับหวังเย่มีสัญญาอะไรกัน เหตุใดหวังเย่จึงดูเกรงใจท่านนัก?”เจิ้นเทียนถามต่อ ตามองที่ท่านปู่ด้วยความสงสัย “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ปู่จะเล่าให้เจ้าฟัง ไปรักษาตัวในบ้านก่อน ปู่เห็นเจ้านำกวางมาด้วยเดี๋ยวจะทำมื้อเย็นให้กิน” ท่านปู่ไม่พูดอะไรต่อ พยุงเจิ้นเทียนเข้าไปในบ้านพร้อมหายามาต้มให้เจิ้นเทียนกิน ในขณะที่ทุกคนจากไปจากลานหน้าบ้าน เงาดำตรงต้นไม้ต้นหนึ่งก็ค่อยๆลอยขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มควัน เมื่อมองไปในกลุ่มควันนั้น ก็มีดวงตาสีแดงคู่หนึ่ง มองตรงไปยังบ้านของเจิ้นเทียน...............................................................