เงาร่างของชายสามคนปรากฏขึ้นตรงหน้าของเทียนฟางกับถิงหลางด้วยบรรยากาศที่เงียบสงัดและห่างไกลจากจุดที่เกิดเหตุไม่น้อยทำให้เสียงสนทนาของพวกมันยังคงแว่วมาให้ทั้งคู่ได้ยินอย่างไม่ยากเย็นนัก
“ครั้งนี้เ้าถึงกับสังหารคนของเรา!เ้าจะอธิบายเื่นี้อย่างไร”เสียงของนายน้อยเยี่ยนอัจฉริยะแห่งสำนักคุ้มภัยประกายดาราดังขึ้น ใบหน้าของมันนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์ที่คุกรุนอยู่ในใจของมันได้เป็อย่างดีไม่ใช่ว่ามันโมโหเพราะคนของมันเพิ่งเสียชีวิตแต่เป็การที่ หัวหน้าโจรเบื้องหน้าขัดคำสั่งของมันอย่างจงใจต่างหาก!
“ทุกอย่างย่อมต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นกันบ้างเป็ธรรมดาท่านคงมิหวังได้ทุกสิ่งอย่างโดยไม่ต้องสูญเสียสิ่งใดเลยกระมัง บางที...แม้แต่ชีวิตของท่านก็อาจจะกลายเป็หนึ่งในความสูญเสียนั้นก็เป็ได้”หัวหน้าโจรหัวเราออกมาเบาๆ พร้อมกับหดตาแคบลงก่อนจะจ้องมองไปยังร่างของนายน้อยเยี่ยนอย่างดูแคลน
“ระวังคำพูดของเ้าให้ดีด้วยคนเบื้องหน้าเ้าคือนายน้อยเยี่ยน อัจฉริยะที่จะก้าวขึ้นมาเป็ผู้นำคนต่อไปของสำนักคุ้มภัยเราและยังจะเป็ผู้ที่นำความรุ่งโรจน์มาสู่สำนักคุ้มภัยประกายดารา! จงอย่าได้ลืมคำมั่นและสัญญาแห่งิญญาที่ทำเอาไว้ด้วย”
“เ้าคิดขู่ข้าเช่นนั้นหรือ!” หัวหน้าโจรร้องออกมาด้วยความไม่พอใจกับคำพูดของพ่อบ้านชราตัวมันหาได้เกรงกลัวคนทั้งสองไม่หากมิใช่เพราะสัญญาิญญาที่ทำไว้ก่อนหน้าตัวมันมีหรือจะยอมทำตัวเป็เสือกลัวสุนัขเช่นนี้
ฝ่ายนายน้อยเยี่ยนที่เห็นว่าเหตุการณ์จะปานปลายไปมากกว่านี้มันจึงได้ปรามพ่อบ้านชราก่อนจะกล่าวกับหัวหน้าโจรตรงหน้าว่า
“พอเถอะ!มาเข้าเื่กันดีกว่า ครั้งนี้กองคาราวานของเรามีไม่น้อยผู้คนมากมายกว่าคราวก่อนมาก ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกัน”
“ก็เหมือนทุกที”หัวหน้าโจรตอบเสียงเรียบ โดยไม่ได้ใส่ใจอะไรตัวมันกับสำนักคุ้มภัยประกายดาราหาได้เริ่มทำเื่ราวเช่นนี้เป็ครั้งแรกไม่
“แต่ครั้งนี้เหมือนจะมีปัญหาอยู่นิดหน่อย”
“อะไร”หัวหน้าโจรเอ่ยขึ้นด้วยความงุนงง กับท่าทีกังวลใจของอีกฝ่าย
เยี่ยนหลิงที่ได้ยินก็หันไปหาชายชราก่อนจะสั่งให้อีกอีกฝ่ายเป็ผู้ตอบคำถามฝ่ายชายชราก็ได้พยักหน้ารับทราบก่อนจะพูเดกับหัวหน้าโจรว่า
“ในขบวนคาราวานครั้งนี้มีผู้เยี่ยมยุทธ์ปะปนมาด้วยมันเป็ศิษย์สายนอกคนหนึ่งของสำนักอัสนีคราม ก่อนหน้านี้มีคนในสำนักคุ้มภัยไปหาเื่มันคราหนึ่งออร่าที่มันปลดปล่อยออกมานั้นไม่มีทางต่ำกว่าขั้นรอบรวมลมปราณอย่างแน่นอน “
หัวหน้าโจรพอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับนิ่งไปหลายอึดใจก่อนที่มันจะอมยิ้มก่อนที่จะพูดออกมาปนกับเสียงหัวเราะเล็กๆ
“ช่างมันประไรแม้ว่าจะเป็คนของสำนักอัสนีคราม หรือแม้กระทั้งว่ามันมีพลังลมปราณที่สูงส่งก็ตสมข้าหาได้เชื่อว่าหากเราสามคนร่วมมือกันจะไม่สามารถจัดการมันได้”
พวกมันทั้งสามคนต่างพยักหน้าให้กันอย่างเงียบๆบ่งบอกแล้วว่ามันต่างตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
และในขณะที่พวกมันกำลังจะหันหลังเพื่อกลับไปยังกองคาราวานนั่นเองร่างของชายคนหนึ่งก็ได้กระโจนลงมาจากคาคบไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลก่อนที่ร่างนั้นจะปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกมันทั้งสาม
“นั่นใคร!!” เป็เสียงของเยี่ยนหลิงที่ดังขึ้นพร้อมกับทวนสีทองที่สะบัดฟาดไปทางจุดที่เงาร่างเพิ่งปรากฏเมื่อครู่พลังลมปราณถูกซัดฟาดออกไปตามแรงทวนก่อเกิดเป็คมมีดสายลมอันหนึ่งพุ่งซัดออกไปจนพื้นดินสนั่นด้วยแรงะเิฝุ่นฟุ่งกระจายไปทั่ว บดบังสายตาของพวกมัน
และในขณะนั้นเองที่ร่างของเด็กคนหนึ่งค่อยๆปรากฏขึ้นต่อหน้าของพวกมันฝ่ายพ่อบ้านที่เหฌนก็จดจำได้ทันทีว่าคนเบื้องหน้าคือเทียนฟางมันจึงรีบหันไปบอกคนอื่นๆว่าเด็กน้อยคนนี้ก็คือ ศิษย์สายนอกของสำนักอัสนีคราที่พวกมันเพิ่งพูดถึง
“ฮ่าๆๆๆนี่ตาแก่ แค่เด็กตัวแค่นี้น่ะหรอที่เ้าทั้งสองกังวลกันหนักหนาเห็นทีว่าเ้าคงแก่จนหูตาฝ้าฟางไปหมดเสียกระมัง”
“หุบปาก!” ชายชราะโออกไปด้วยความไม่พอใจแต่ยังไม่ทันที่พวกมันจะได้ต่อล้อต่อเถียงกันต่อความรู้สึกเย็นะเืราวกับตกลงไปในกองน้ำแข็งขนาดใหญ่ก็แวบผ่านร่างของมันไปอย่างรวดเร็วในพริบตาพวกมันรีบทะยานร่างถอยห่างออกไปนับร้อยก้าว เม็ดเหงื่อที่ไม่รู้ว่าหลั่งออกมาตอนไหนบัดนี้ชุ่มโชกไปทั่วทั้งร่างสายตาของพวกมันตาจ้องเขม็งไปเบื้องหน้าพร้อมกับร่างกายที่ตั้งท่าพร้อมต่อสู้ด้วยความระวังอย่างที่สุด
โดยไม่ต้องมีคนบอกตัวพวกมันย่อมรับรู้ได้ทันทีว่าคนเบื้องหน้าอันตรายมากเพียงใด!
ตอนนั้นเองที่เสียงจากอีกฝ่ายดังขึ้นพร้อมกับความกลัวที่ชำแรกเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจของคนทั้งสาม
“มาเริ่มกันเถอะ...กับการแสดงแห่งความตาย!”