สำนักชิงฉู่ส่วนใหญ่ในล้วนมีเเต่ศิษย์บุรุษ ศิษย์สตรีนับว่ามีน้อยสามในสิบส่วนเลยทีเดียวได้ในบรรดาศิษย์สี่รุ่นก่อน ไม่นับรุ่นสิบเก้าที่มีเเต่ชายล้วน เเน่นอนว่าศิษย์สตรีที่หน้าตางดงามหน่อยก็จะถูกหมายตาเป็พิเศษ เเต่ที่งดงามดั่งยอดปุปผาเห็นจะเป็สิ่งที่เหล่าศิษย์บุรุษกล่าวขานเเละตั้งฉายากันเอาเองว่า สี่ยอดปุปผาเเห่งชิงฉู่ โดยสองในสี่เป็ศิษย์ลำดับสองยากจะพานพบทั่วไปอีกสองเป็ ศิษย์ลำดับที่สิบหกกับสิบเเปด เเน่นอนหากตอนเข้าสำนักมาไป่ชูเสวี่ยหากไม่เอ่ยวาจาคำโตว่า 'ข้าเป็บุรุษ' เเล้วไหนเลยจะรอดถูกจัดเป็ห้ายอดปุปผาเป็เเน่ นอกจากสี่ยอดปุปผาเเล้วที่เหลือล้วนเรียกได้ว่างดงามหมดจด
หลังจากเรียนภาคบังคับเสร็จสิ้นใน่เช้า ทุกคนในสำนักก็จะกรูกันเข้ามากินอาหารมื้อกลางวันกันที่โรงอาหารสำนัก เพราะมีคนค่อนข้างมากโรงอาหารจึงใหญ่กินเนื้อที่ถึงอาคารสามสี่หลังติดกัน เพื่อไว้รองรับคน ซำ้ราคายังถูก ศิษย์ที่ตอนนี้อยู่ในสำนักตอนนี้คือศิษย์ตั้งเเต่ลำดับสิบห้าขึ้นมา ตำ่กว่าลับดับสิบห้าไม่ขึ้นเป็อาจารย์ประจำสำนักหารือาุโสำนักก็ออกไปตะเวท่องยุทธภพ นับรวมรุ่นสิบเก้าของพวกซีห่าวตอนนี้ในสำนักมีศิษย์อยู่ด้วยกันทั้งหมดห้ารุ่น เเต่ศิษย์ที่ขึ้นระดับสองได้มีเพียงสิบเอ็ดคน สิบเอ็ดคนนี้เเยกเป็เอกเทศจากศิษย์ทั่วไป มีที่บำเพ็ญสันโดษต่างกันออกไปตามเเต่จะเลือกในหุบเขา ศิษย์ลำดับสองยังมีการเเข่งขันอีกอย่างที่ศิษย์ทั่วไปไม่อาจเข้าร่วมได้ 'ว่าที่เ้าสำนักรุ่นต่อไป'
จะถูกเลือกจากเ้าสำนักโดยตรง ทันทีที่ลำดับสองครบสิบสองคน เมื่อใดการเเข่งขันจะเริ่มขึ้น หากยังไม่ครบก็ต้องรอจนกว่าจะครบ นี้คือกฏสำนัก
เด็กหนุ่มกับเ้าอ้วนตอนนี้สนิทกันยิ่งกว่าพี่น้อง ยามเที่ยงเมื่อเจอกันจักต้องพากันมานั่งดื่มกินที่โรงอาหารของสำนัก สองอ้วนผอมจอมหื่นกามพากันชมมองบั้นท้ายเเละทรวงอกของเหล่าศิษย์สตรีในสำนัก ช่างงดงาม!
การกระทำของทั้งสองในสายตาผู้เเซ่ไป๋ถูกมองว่า 'ชั้นตำ่' เห็นการกระทำของทั้งสองที่อยู่ตรงข้ามส่งเสียงเฮอะ!ในลำคอหนึ่งคร่าก่อนลุกจากไป ไป๋ชูเสวี่ย ด้วยใบหน้างดงามไหนเลยเหล่าศิษย์สตรีจะไม่ชมชอบ หลังจากเข้าสำนักมักมีคนมาตามตอเเย ช่างน่าอิจฉานัก เเต่คนผู้นี้เ็าไหนเลยสนใจเื่รักใคร่ เอ่ยสามคำต่อหน้าเหล่าศิษย์สตรีพวกนั้น "ไสหัวไป" นอกจากซีห่าวที่รู้จักกันเพียงผิวเพิน ก็ไม่ใคร่สนิทกับผู้ใด เเถมวันๆเอาเเต่คลุกอยู่ในหอคัมภีร์สำนัก ช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์โดยเเท้ ต่างจากสองอ้วนผอมที่พออาหารตกถึงท้องจนอิ่มก็ทอดสายตามองเหล่าสิษย์สตรีพวกนั้น
ห่างกันไม่ไกลไม่กี่เกินสามสิบก้าวได้ยินเสียงศิษย์สตรีนางหนึ่งเอะอะโวยวาย เเน่นอนว่าทุกคนหันมองไปทางนั้นเห็นศิษย์บุรุษกลุ่มหนึ่งกำลังหยอกล้อกับกลุ่มศิษย์สตรีอีกกลุ่ม เเต่เมื่อเห็น ชายรูปร่างสูงโปร่ง ร่างกายกำยำ หน้าตาธรรมดาไม่จัดว่าหล่อเหลา ผู้เป็หัวหน้ากลุ่มเหล่าศิษย์ที่ผ่านไปมาก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งหรือห้ามปราม
เ้าอ้วนเห็นคนผู้นั้นจึงเอ่ยหนึ่งประโยค “ที่เเท้เป็สวี่เจี่ยนหลิง เ้าอันธพานนั้นเอาอีกเเล้ว”
ซีห่าวจึงเอ่ยถามไปว่า “สวีเจี่ยนหลิงเขาเป็ผู้ใด”
เ้าอ้วนตอบ “สวี่เจี่ยนหลิงคือศิษย์รุ่นสิบห้า เป็จอมอันธพานผู้หนึ่งในสำนัก มีนิสัยชอบกดหัวผู้อื่น เพราะถือดีว่ามีผู้าุโเเซ่สวี่ให้ทาย ศิษย์ทั่วไปจึงไม่ชอบยุ่งกับคนผู้นี้ ทางที่ดีพวกเราอย่างยุ่งจะดีกว่า”
ไม่ทันพูดขาดคำร่างตรงหน้าก็พลันหายไป “หายไปเเล้ว”
เด็กหนุ่มย่างเท้าก้าวตรงไปยังกลุ่มคนพวกนั้นเห็นท่าทีของคนเเซ่สวี่กำลังรังเเกเหล่าศิษย์สตรีก็อดกลั้นไม่ได้พลันยื่นมือไปจับมือของคนเเซ่สวี่ที่กำลังจะมือของศิษย์สตรี เอ่ยหนึ่งวาจา " บิดาเ้าไม่สั่งสอนรึไงว่าให้ถนอมปุปผา! "
คำพูดดูถูกพูดไม่เข้าหูถูกเอ่ยขึ้นไหนเลยอันธพานเเซ่สวี่จะทนฟังพลันปัดมือเด็กหนุ่มออก ใบหน้าเเสดงด้วยความโกรธเกรี้ยว พลันเดินพลังลมปราณออกหนึ่งหมัดใส่เด็กหนุ่ม “เ้าลูกสุนัขวอนหาเื่”
หนึ่งหมัดอาบด้วยพลังลมปราณถูกซัดออกไปซีห่าวที่ถูกจู่โจมกะทันหันพลันตั้งสติเดินลมปราณรวบรวมไว้ที่่อกตั้งรับหมัดนั้นเพื่อหักล้างพลังทำลายของหมัดนั้น ผัวะ! ร่างของซีห่าวกระเด็นออกมาห่างจากคนเเซ่สวี่สิบก้าวเเม้จะเดินลมปราณเพื่อหักล้างเเต่ดูจากพลังอีกฝ่ายน่าจะมีขั้นสูงกว่าเขา อันธพานเเซ่สวี่เห็นเด็กหนุ่มผู้นี้มีขั้นตำ่กว่าตนจึงยกตนข่มท่านเอ่ยหนึ่งวาจา “เเค่รวบรวมชั้นกลางทำวาจาโอหัง บิดาจะต่อยเ้าให้ตาย” เอ่ยวาจาเสร็จสิ้นก็เดินพลังลมปราณอีกคร่าครั้งนี้เขาผสมพลังธาตุลงไปด้วย หมัดที่อาบด้วยพลังอัคคีเเน่นอนว่ารุนเเรงกว่าหมัดอาบลมปราณธรรมดาเป็ไหนๆ ซีห่าวหยิบยันต์ปัดป้องออกมาหนึ่งใบเเปะไว้ที่หน้าอกพร้อมเดินลมปราณผสมพลังธาตุอัคคีเช่นเดียวกันไหลเวียนสู่ฝ่ามือ ทั้งสองพุ่งกระโจนเข้าหากัน ไหล่ของคนทั้งสองเฉียดกันเเค่นิ้วกว่า คนเเซ่สวี่หมัดขวาชกใส่ตรงใส่ใบหน้า เด็กหนุ่มเอียงหัวหลบหมัดขาวที่ถูกชกออกมาพลันใช้ฝ่ามือซ้ายหมายกระเเทกที่ทรวงอกของคนเเซ่สวี่ เเต่เขาเพียงเอียงร่างหลบ ท่าร่างกระโจนยกสูงขึ้นเหนือศีรษะหมายจะชกลงมายังร่างเบื้องล่างเพื่อบดขยี้ เด็กหนุ่มกระเเทกฝ่ามือใส่ พลังอัคคีสองสายปะทะกันเเพร่ความร้อนออกไปในระยะสิบก้าวหักล้างกันไปมา ทันใดนั้นพลันปรากฏพลังสายหนึ่งพลังฝ่ามือพุ่งตรงมายังพลังสองสายที่หักล้างกัน ตูม ทั้งสองกระเด็กไปคนละทิศทาง พลันปรากฏร่างของชายหนุ่มสูงโปร่ง ท่วงท่าสง่า ใบหน้าคมคาย
ผู้คนในที่นั้นเห็นชายหนุ่มก็เอ่ยวาจาพร้อมกัน “ศิษย์พี่ชิงิ”
ชิงิคงมิใช่อันดับสามของศิษย์ชั้นสองกระมั่ง?
คนเเซ่สวี่เห็นผู้มาเป็ชิงิจึงเอ่ยหนึ่งประโยค "ชิงิมิใช่กงการของเ้า"
ชิงิได้ยินเช่นนั้นจึงตอบว่า “เเน่นอนว่าเ้าจะต่อยตีกับใครไม่ใช่กงการของข้าเเต่พวกเ้าขวางทางเดินของข้าอยู่”
สวี่เจี่ยงหลิงขมวดคิ้วรู้ดีว่าตนสู้คนตรงหน้าไม่ได้จึงยอมถอยหนึ่งก้าวไม่ลืมที่จะส่งสายตาเเดกดันมาทางเด็กหนุ่มก็หมุนตัวจากไป
ซีห่าวประคองร่างตนเองยืนขึ้น โค้งคำนับขอบคุณคนตรงหน้า “ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือ”
ชิงิตอบว่า "ข้าไม่ได้ทำอันใดเเค่พวกเ้าขวางทางข้าเท่านั้น" ก่อนเดินตัดตรงจากไป
เ้าอ้วนรีบก้าวเท้าเข้ามาพลันตบผัวะไปที่หัวของศิษย์น้องผู้นี้หนึ่งครั้ง “เ้านี้น่าล่นหาที่ตายรึไงไปหาเื่คนเ้าคิดเ้าเเค้นอย่างมัน”
ซีห้าวหันมายิ้มเเห้งๆใส่เ้าอ้วน
เ้าอ้วนจึงเอ่ยประโยคหนึ่งคล้ายว่าเป็คำเตือนเป็นัย
“หลังจากนี้ชีวิตของเ้าในสำนักคงอยู่ยากขึ้น”
สวนสมุนไพรของสำนักหลังจากทำงานจนลุร่วงสองสหายต่างรุ่นอ้วนผอมกำลังนอนฟาดขาหนึ่งข้างบนกองหญ้าในปากคาบเคี้ยวใบหญ้าคนละอัน
ซีห่าวเอ่ยถามเ้าอ้วนหนึ่งประโยค "ศิษย์พี่ไฉนท่านไม่ออกไปรับภารกิจของสำนักกัน"
เ้าอ้วนที่นอนเเพร่างบนพื้นคล้ายก้อนเนื้อก้อนหนึ่งตอบว่า “ไม่มีอันใด ข้าเเค่เกียจคร้านเท่านั้น”
ซีห่าวไม่คล้ายว่าเชื่อคำพูดของเ้าอ้วน “คงมิใช่เเค่นั้นกระมัง”
เ้าอ้วนไม่ตอบเเต่กลับลุกขึ้นปัดเศษหญ้าตามร่างเอ่ยหนึ่งวาจา “ข้ากลับก่อน”
ก่อนหมุนตัวจากไป
หลังจากกลับมาจากสวนสมุนไพรก็ตรงไปยังห้องฝึกฝนของสำนักไม่ลืมเเลกป้ายขอเข้าใช้งาน ตอนนี้เคล็ดวิชาของซีห่าวพัฒนาขึ้นมากจากหลายเดือนก่อน ฝ่ามืออัคคีโชติเเละหนึ่งดาบอัคคีสะบั้นฟ้ามีอานุภาพมากขึ้นเเต่ก่อนส่วนวิชาอาภรณ์ประกายอัสนี ทะลวงถึงขั้นสอง หลังจากเขตขั้นบรรลุขึ้นก็สามารถใช้วิชาอัสนีได้นานขึ้น ในใจคิดเเต่เพียงต้องพัฒนาให้มากกว่านี้