หัวใจของซูอวี้เจ๋อเ็ปคล้ายถูกบิด เมื่อเห็นสิ่งของก็คิดถึงคน
ผู้หญิงสองคนที่เขารักมากที่สุดในชีวิตนี้ เสด็จแม่ฮองเฮาและอวิ๋นหวง ทั้งคู่ต่างก็เสียบปิ่นปักผมนี้ ทว่าเขาไม่อาจรั้งพวกนางไว้ได้สักคน...
ซูอวี้เจ๋อรู้สึกเศร้าสลดใจ
“ฝ่าา!”
ที่ด้านนอกประตู ผังรุ่ยเคาะประตูสามครั้ง
ซูอวี้เจ๋อซึ่งมีสีหน้าเย็นเยียบ เก็บปิ่นหยกหงส์แล้วเอ่ย “เข้ามา”
ผังรุ่ยผลักประตูเข้าไป ด้านหลังเขามีคนสวมเสื้อคลุมคนหนึ่ง สวมหมวกปีกกว้างปกปิดใบหน้า เผยให้เห็นเพียงคางเท่านั้น
ซูอวี้เจ๋อกวาดตามองขึ้นลง “คนผู้นี้คือ...”
ชายคนนั้นเลิกปีกหมวกขึ้น และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ฝ่าา! เป็กระหม่อม..กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ!”
“โจวจื่อเหิง?”
ในใจซูอวี้เจ๋อยินดียิ่งนัก
“เป็กระหม่อม..กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ! ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”
โจวจื่อเหิงร้องไห้ด้วยความดีใจ และกำลังจะคุกเข่าลงเพื่อถวายความเคารพอย่างเต็มพิธีการ ทว่ากลับถูกซูอวี้เจ๋อดึงตัวเอาไว้ “แม่ทัพโจว ท่านนำกองกำลังไปยึดเมืองหลวงของแคว้นต้าเฉินในคืนนั้น แต่ท่านกลับหายตัวไป ท่านไปอยู่ที่ไหนมา แล้วเหตุใดท่านถึงกลับมาเอาตอนนี้เล่า?”
“ฝ่าา คืนนั้นที่เราโจมตีเมืองหลวงแคว้นต้าเฉิน โจวอวิ๋นเฉินส่งพวกกระหม่อมไปค้นหาแผนที่หงส์เพลิง กระหม่อมไม่รู้ว่าแผนที่หงส์เพลิงคือของสิ่งใด? หลังจากค้นหาลวก ๆ อยู่เป็นาน ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากของเก่าหายาก อัญมณีและเครื่องประดับ ในที่สุดกระหม่อมก็คิดว่า ต่อให้หาไม่พบก็ไม่เป็ไร ไปเข้าเฝ้าฝ่าาก่อน แล้วค่อยวางแผนอีกที คาดไม่ถึงว่า กระหม่อมจะบังเอิญไปขยับขวดขวดหนึ่งที่อยู่ถัดจากประตูห้องของฮองเฮาแห่งราชวงศ์เฉินเข้า และได้พบว่ามีประตูลับซ่อนอยู่ในห้องนอนของพระนางพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อโจวจื่อเหิงพูดถึงตรงนี้ เขาก็เห็นถ้วยชาวางอยู่บนโต๊ะ จึงเดินไปหยิบอย่างไม่สนสิ่งใด แล้วรินชาจากกาน้ำชาใส่ถ้วยด้วยตนเอง ก่อนจะดื่มรวดเดียว
ชาถ้วยหนึ่งไม่อาจดับความกระหายของเขาได้ เขาจึงรินชาอีกถ้วยมาถือไว้ในมือ ดื่มไปพลางพูดไปพลาง “ขวดใบนั้นไม่มีก้น ด้านล่างมีท่อนไม้ทรงกระบอก ซึ่งก็คือสลักของประตูลับ กระหม่อมนึกสงสัย จึงเข้าไปดู และเห็นว่าด้านในมีห้องเก็บสมบัติลับซ่อนอยู่ ในห้องยังมีของแกะสลักทำด้วยโมรา หยกเขียว และเครื่องประดับบางส่วน และที่สร้างความประหลาดใจให้กับกระหม่อมก็คือ นึกไม่ถึงว่าจะมีตราพระราชลัญจกรประจำแคว้นเหมือนกันอย่างกับแกะอยู่สองชุด วางอยู่ในตู้ติดผนังพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อพูดเช่นนั้น โจวจื่อเหิงก็ดื่มน้ำชาจนหมด แล้วจึงวางถ้วยชาลง จากนั้นจึงล้วงเอากล่องผ้าปักหุ้มไม้หงมู่แกะสลักออกมาจากในอกเสื้อ ก่อนจะยัดใส่อกของซูอวี้เจ๋อ “ให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอวี้เจ๋อเปิดกล่องออก จึงเห็นตราประทับสี่เหลี่ยมหยกขาวสองอันวางอยู่ในนั้นอย่างเงียบ ๆ เปล่งประกายวูบไหว เป็มันวาว
เขาหยิบหนึ่งในนั้นขึ้นมาด้วยความสงสัย “ตามหลักแล้ว ตราพระราชลัญจกรหยกและตราพระราชลัญจกรหยกหงส์มีเพียงอย่างละชุดเท่านั้น จะปรากฏชุดเลียนแบบสองชุดได้อย่างไร”
“เพื่อป้องกันหัวขโมย จึงมีชุดเลียนแบบเพื่อความปลอดภัยสองชุดอย่างไรเล่า!”
ผังรุ่ยเป็คนมีนิสัยตรงไปตรงมาและพูดจาขวานผ่าซาก
“ใครคือหัวขโมยกัน?” โจวจื่อเหิงชกผังรุ่ย และมองไปที่ซูอวี้เจ๋ออย่างเป็กังวล “แล้วชุดที่กระหม่อมขโมยมานั้นเป็ของจริงหรือของปลอมเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ซูอวี้เจ๋อเพ่งพินิจอย่างละเอียด “นี่คือตราพระราชลัญจกรหยกของแคว้นต้าเฉินอย่างแน่นอน”
เมื่อวางมันลง เขาหยิบอีกอันหนึ่งขึ้นมา และมองดูมัน “นี่ก็คือตราพระราชลัญจกรหยกหงส์ของแคว้นต้าเฉินจริง ๆ หยกนั้นมีความประณีตและเรียบเป็มันวาว ส่วนตัวอักษรของตราประทับก็ถูกแกะสลักอย่างประณีต ทั้งหมดล้วนเป็ของมีค่าควรเมืองที่หายากนัก”
โจวจื่อเหิงหัวเราะด้วยความยินดี “ฮ่า ๆ เอ่อ กระหม่อมโชคดียิ่งนัก ในเวลานั้น กระหม่อมได้ใช้มือกะน้ำหนักของทั้งสองชุด และน้ำหนักของชุดนั้นไม่หนักเท่าชุดนี้ กระหม่อมไม่อาจซ่อนของไว้ในอกเสื้อได้มากนัก ดังนั้นจึงไม่โลภ แล้วเลือกอันที่หนักกว่า ฮ่า ๆ หากเป็โชคดีจริง ๆ หากเป็ของจริงก็...”
ทันใดนั้น สีหน้าของโจวจื่อเหิงก็เปลี่ยนไปมาก เนื้อตัวแข็งทื่อ เขายันตัวขึ้นและพ่นเืสีดำแดงออกมาเต็มปาก!
ทุกคนล้วนตกตกตะลึง
“ในน้ำชา ในน้ำชามียาพิษ...”
โจวจื่อเหิงชี้ไปที่กาน้ำชาบนโต๊ะ ตัวเขาสั่นจะล้มมิล้มแหล่
ซูอวี้เจ๋อรีบยัดกล่องผ้าปักใส่มือให้ผังรุ่ยอย่างว่องไว “ช่วยดูแลมันให้ดี อย่าทำหายเด็ดขาด”
“โอ้ ฝ่าา นี่มัน...”
ผังรุ่ยผู้กล้าหาญและเก่งกาจในการต่อสู้ เวลานี้พลันตื่นตระหนกใขึ้นมาแล้ว
ซูอวี้เจ๋อรีบจี้จุดลมปราณที่ด้านหน้าและหลังของโจวจื่อเหิงอย่างไว แล้วเอ่ยเสียงแ่เบา “อย่าใ จื่อเหิงไม่เป็อะไร พิษพุ่งเป้ามาที่กว่าเหริน ดังนั้นไม่ต้องกระโตกกระตาก”
เมื่อได้ยินซูอวี้เจ๋อพูดแบบนี้โจวจื่อเหิงก็มีสีหน้าผ่อนคลายลง ก่อนจะหลับตาแล้วสลบไป
ผังรุ่ยเองก็สงบลงมาก จากนั้นจึงเดินไปที่ประตู โผล่หัวมองไปทุกที่ จากนั้นจึงเดินกลับเข้ามาในห้อง พลางกวาดตามองไปรอบ ๆ อย่างละเอียด แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใด
“จะเป็แบบนี้ได้อย่างไร? ปกติแล้วพระที่นั่งเสียงหลง แม้แต่แมลงวันสักตัว ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนเหิมเกริมวางยาพิษในน้ำชาของฝ่าา! ภายหลังหากกระหม่อมรู้ว่ามันเป็ใคร กระหม่อมจะสับอุ้งเท้าของมันแล้วป้อนให้สุนัขกินซะ!” ผังรุ่ยกล่าวอย่างโกรธเคือง
ซูอวี้เจ๋อประคองโจวจื่อเหิงไปที่ตั่ง และจับจุดชีพจรของอีกฝ่าย “โชคดีที่ตอนนี้อยู่ที่นี่ หากล่าช้าไปอีกนิด คงจะช่วยชีวิตกลับมาไม่ได้”
ขณะที่พูดเช่นนั้น ซูอวี้เจ๋อก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมออกมาจากใต้ตู้หนังสือข้าง ๆ หยิบชุดเข็มเงินออกมา จากนั้นจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกของโจวจื่อเหิงออกอย่างรวดเร็ว แล้วทำการฝังเข็มรักษาด้วยความชำนาญ
“ฝ่าาทรงทำสิ่งนี้เป็ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ดวงตาของผังรุ่ยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “พระองค์ทรงไปเรียนรู้ทักษะนี้ั้แ่เมื่อไหร่กันพ่ะย่ะค่ะ?”
ซูอวี้เจ๋อกำลังยุ่งมือเป็ระวิง “ก็แค่ทักษะการป้องกันตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านต้าซือจิ้งอินแห่งวัดกูหลงสอนไว้น่ะ”
ผังรุ่ยบังเกิดความรู้สึกเลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง
ซูอวี้เจ๋อกล่าว “อย่าแพร่งพรายเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ ตอนนี้เ้าต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ และกลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้รุ่งสางยามเหม่า[1] ให้เ้าพาผู้คนไปที่พระที่นั่งเสียงหลงตามปกติ และขอให้กว่าเหรินเข้าประชุมเช้าก่อนเวลา เมื่อถึงตอนนั้น จื่อเหิงจะปลอมเป็กว่าเหรินและแกล้งตาย เ้าจะต้องร้องไห้คร่ำครวญให้ดังสุดเสียง เพื่อกระจายข่าวการตายของกว่าเหริน”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?” ผังรุ่ยคิดว่าเขาฟังผิดไป
“ทำตามที่กว่าเหรินบอก จำไว้เ้าต้องใช้กลอุบายลวงนี้ทำให้เหมือนจริง”
หลังจากซูอวี้เจ๋อฝังเข็มให้โจวจื่อเหิงเสร็จแล้ว เขาก็ประคองอีกฝ่ายขึ้น ผนึกลมปราณผลักฝ่ามือตบที่ด้านหลังของโจวจื่อเหิง
โจวจื่อเหิงโน้มตัวมาข้างหน้า แล้วกระอักเืพิษสีดำออกมาคำใหญ่ พร้อมเสียงดัง *โอ้ก* จากนั้นเขาก็ฟื้นขึ้นช้า ๆ ทว่าก็ยังคงอ่อนแรงอยู่
“อา~ แม่ทัพโจวฟื้นแล้ว ฝ่าาทรงมีอิทธิฤทธิ์จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!” ผังรุ่ยทั้งใและดีใจ ดวงตาแดงก่ำ
“หากเ้าพูดเสียงดังกว่านี้ ทุกคนภายนอกคงจะได้ยินกันหมดแล้ว”
ซูอวี้เจ๋อเหลือบมองเขา “รีบไปเถอะ พรุ่งนี้เช้ายามเหม่า อย่าลืมพาคนมาเพิ่มสักหลายคนหน่อย”
ผังรุ่ยตอบรับ “พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
หลังจากเดินไปได้สองก้าว ผังรุ่ยก็เห็นกล่องผ้าเล็ก ๆ ในอ้อมอกจึงเดินกลับมาอีกครั้ง แล้ววางกล่องผ้าไว้บนโต๊ะ “กระหม่อมกลัวจะทำมันตกหล่น ของเหล่านี้นับว่าเป็ภาระ กระหม่อมเกรงว่าจะทำมันหาย ดังนั้นฝ่าาควรเก็บเอาไว้เถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอวี้เจ๋อขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้า “อืม เื่นี้ก็เก็บเป็ความลับเช่นกัน”
ผังรุ่ยรับคำหนักแน่น “กระหม่อมไม่โง่เขลา เื่สำคัญเช่นนี้ย่อมถูกเก็บเป็ความลับแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอวี้เจ๋อยิ้ม แล้วผนึกลมปราณผลักผ่านจุดลั่ว[2]ให้โจวจื่อเหิงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเืพิษสีดำแดงบนพื้น ผังรุ่ยจึงหยิบผ้าจากบนโต๊ะ และกำลังจะก้มตัวเพื่อเช็ดทำความสะอาด ทว่าซูอวี้เจ๋อกลับบอกเขาว่า “ไม่ต้องใส่ใจ มันมีประโยชน์นัก”
ผังรุ่ยชะงักไป พลางพยักหน้า จากนั้นจึงยืดตัวขึ้น แล้วหันไปมองโจวจื่อเหิง ก่อนจะก้าวไปตบไหล่เขาเบา ๆ “พี่โจวทนลำบากหน่อยนะ มีฝ่าาอยู่ที่นี่ ก็ไม่เป็ไรแล้ว”
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเซียวของโจวจื่อเหิง เขาขยิบตาให้ผังรุ่ย
ผังรุ่ยสูดจมูก พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แล้วหันหลังสาวท้าวยาว ๆ ออกไป
ครั้นผังรุ่ยปิดประตูเสร็จ ก็เดินจากไป
ซูอวี้เจ๋อหยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วเทยาเม็ดสีแดงออกมาป้อนให้โจวจื่อเหิง “แม่ทัพโจว ท่านนอนหลับบนตั่งนี้ให้สนิท ต่อให้พรุ่งนี้เช้าจะดีขึ้นก็อย่าได้ลุกขึ้นมา พักผ่อนให้ดี เมื่อได้ยินเสียงคนร้อง ท่านก็ยืดตัวให้ตรง ถ้ามีใครแตะต้องท่าน ให้อยู่นิ่ง ๆ และปล่อยให้เขาแตะตัวท่านต่อไป”
“ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ...”
“ทำไมน่ะรึ...”
“ยาพิษนี้พุ่งเป้ามาที่กว่าเหริน กว่าเหรินอยากรู้นักว่าใครมันบังอาจเหิมเกริมถึงเพียงนี้ พรุ่งนี้เ้าจะเป็ซูอวี้เจ๋อที่ถูกวางยาพิษจนตาย ส่วนกว่าเหรินจะเป็เ้าเอง”
“...กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โจวจื่อเหิงกล่าวอย่างอ่อนแรง
“จำไว้นะ หากมีใครเข้ามาที่ตั่งกลางดึก อย่าไปสนใจ แกล้งทำเป็ตายไปเลย” ซูอวี้เจ๋อบอกเขา
โจวจื่อเหิงพยักหน้า
ซูอวี้เจ๋อกล่าว “ท่านจงหลับอย่างสบายใจเถอะ กว่าเหรินจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ท่านเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ...”
**
[1] ยามเหม่า ่เวลา 5.00-7.00 น.
[2] จุดลั่ว (络穴) (ลั่วเสวีย) คือ จุดที่เส้นลั่วแยกออกมาเพื่อไปเชื่อมโยงกับเส้นลมปราณหลักที่เป็คู่สัมพันธ์ และไปเสริมการหล่อเลี้ยงพื้นที่ตามแนวไหลเวียนของเส้นลมปราณหลักต้นสังกัด เส้นลมปราณหลัก 12 เส้น มีจุดลั่วเส้นละ 1 จุด
.
.
.