แดดยามสายสาดส่องผ่านม่านผืนบางเข้ามาแยงตาคนที่ยังคงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ทิวาปัดมือไปมาอย่างรำคาญ พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปงหนีความจริงอันโหดร้ายที่เรียกว่า "คลาสเรียนเก้าโมงเช้า"
ทั้งกลิ่นหมูกระทะที่ยังติดจมูกจางๆ และอาการปวดหัวตุบๆ จากฤทธิ์เบียร์ที่ซัดไปเมื่อคืน ทำให้เขารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ
แต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากกว่าอาการแฮงค์โอเวอร์... คือภาพของดวงตาคมกริบคู่นั้น
"แม่งเอ๊ย"
ทิวาสบถกับตัวเองเบาๆ พลางพลิกตัวนอนหงายแล้วยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก
เขาเกลียด... เกลียดสายตาแบบนั้น สายตาที่นิ่งสงบ เยือกเย็น แต่กลับแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนอื่นต้องยอมศิโรราบ เกลียดท่าทีที่เหมือนจะเหนือกว่าทุกสิ่ง เกลียดการที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามา 'จัดการ' ปัญหาที่เขาไม่ได้ร้องขอ แล้วทำให้เขาตกอยู่ในสถานะ 'ผู้รับความช่วยเหลือ'
มันน่าหงุดหงิดชะมัด
"พี่ภาคินงั้นเหรอ... เหอะ ก็แค่พวกอันธพาลในคราบคนรวยเท่านั้นแหละ" เขาพึมพำกับตัวเอง
ก๊อกๆๆ! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเคาะประตูที่ดังราวกับจะพังห้องเข้ามา ทำให้ความคิดของทิวากระเจิดกระเจิง
"ไอ้ทิวา! ไอ้เวรตะไล! ตื่นโว้ยยยยยย! เก้าโมงแล้วมึง! อาจารย์เช็คชื่อคาบแรกนะเว้ย!"
เสียงแปดหลอดของไอ้ปาล์มดังทะลุประตูเข้ามาอย่างไม่เกรงใจเพื่อนร่วมหอคนอื่นๆ
"เออๆๆ ตื่นแล้ว! จะพังประตูเข้ามาหรือไงวะ!" ทิวาะโกลับไปอย่างหัวเสีย ลนลานดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงจนหัวแทบโขกขอบเตียง
"ก็มึงไม่ตื่น! กูโทรหาก็ไม่รับ! ไอ้ทดแม่งไปรอที่ใต้ตึกแล้วเนี่ย! เร็วเลยมึง! ห้านาที! ถ้ามึงยังไม่ออกมากูจะถีบประตูเข้าไปลากมึงออกมาทั้งชุดนอนนี่แหละ!"
"เอออออ! รู้แล้วน่า! บ่นเป็พ่อกูไปได้!"
ทิวาบ่นอุบอิบพลางวิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างทุลักทุเล
สิบห้านาทีต่อมา ณ ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
ร่างของนักศึกษาปีสองสามคนก็วิ่งกระหืดกระหอบมาจนถึงหน้าห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็วิชาบังคับที่นักศึกษาปี 2 และ ปี 3 ต้องเรียนร่วมกัน
“แฮ่ก... แฮ่ก... ทัน... ทันเว้ย!” ไอ้ปาล์มทิ้งตัวพิงกำแพง หอบหายใจเหมือนคนใกล้ตาย
“เพราะมึงเลยไอ้ทิวา! กูบอกให้รีบๆ” ไอ้ทดที่สภาพไม่ต่างกันหันไปค่อนขอดเพื่อน
“โทษกูอีก ก็นาฬิกามันไม่ปลุก” ทิวาเถียงข้างๆ คูๆ ทั้งที่ความจริงคือเขาปามันทิ้งไปตอนไหนก็ไม่รู้
“อาจารย์เข้ายังวะ” ปาล์มถามพลางชะโงกหน้ามองผ่านกระจกบานเล็กบนประตู
“ยังว่ะ... โล่งไปที”
“เออ งั้นรีบเข้าไปหาที่นั่งกันเหอะ หลังๆ น่าจะยังว่าง”
ทิวาพยักหน้า ก่อนจะเป็คนผลักประตูแล้วเดินนำเข้าไปในห้องเลคเชอร์ขนาดใหญ่ที่บรรจุคนได้หลายร้อยชีวิต เสียงจ้อกแจ้กจอแจของนักศึกษาที่มาก่อนหน้าดังผสมปนเปกันไปหมด
ตามคาด ที่นั่งโซนหน้าและโซนกลางถูกจับจองไปจนเกือบหมด เหลือเพียงที่นั่งแถวบนๆ โซนด้านหลังเท่านั้น
“นั่งตรงไหนดีวะ” ทดกวาดสายตามอง
“นู่นๆ ริมหน้าต่างตรงนั้นว่างยาวเลย ไปๆ” ปาล์มชี้ไปยังกลุ่มที่นั่งว่างสี่ห้าที่ติดกันบริเวณแถวเกือบบนสุด
ทั้งสามคนพยักหน้าแล้วเดินแทรกตัวผ่านนักศึกษาคนอื่นๆ ขึ้นไปยังแถวที่นั่งดังกล่าว
แต่ในขณะที่ทิวากำลังจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เลคเชอร์ตัวริมสุด หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นตาอย่างประหลาด... นั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่ถัดจากพวกเขาไปเพียงสองที่ว่าง...
ฉิบหาย...
ทิวาชะงักค้างกลางอากาศ ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“อ้าว... พี่ภาคิน?” ไอ้ทดที่เดินตามมาติดๆ อุทานออกมาเสียงเบา เมื่อเห็นคนที่พวกเขาทั้งสามเพิ่งจะ 'ติดหนี้บุญคุณ' หมาดๆ เมื่อคืน นั่งอ่านหนังสือรอเรียนอยู่อย่างเงียบเชียบ
ภาคินละสายตาจากหนังสือในมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มผู้มาใหม่เล็กน้อย ดวงตาคมกริบคู่นั้นสบเข้ากับดวงตาของทิวาที่กำลังจ้องมาอย่างตกตะลึงพอดิบพอดี
ไม่มีคำพูดทักทาย... ไม่มีรอยยิ้ม... มีเพียงสายตาเรียบนิ่งที่มองตอบกลับมาเท่านั้น
“ชิบ... ชิบหายแล้วไอ้ทิวา” ปาล์มที่เดินตามมาเป็คนสุดท้ายกระซิบกระซาบเสียงสั่น “ทำไมพี่เขามาเรียนคลาสนี้ด้วยวะ นี่มันวิชาปีสองไม่ใช่เหรอวะ”
“น่าจะเป็วิชาเลือกเสรีมั้ง” ทดคาดเดาเสียงเบา “กูจำได้ว่าวิชานี้มันเปิดให้ปี 2 ถึงปี 4 ลงได้นี่หว่า”
“แล้วมึงจะซวยอะไรขนาดนั้น ไปลงตัวเดียวกับพี่เขาพอดีเป๊ะ!” ปาล์มโอดครวญ
ทิวาไม่ตอบอะไร เขาแค่ขบกรามแน่น พยายามสะกดอารมณ์หงุดหงิดที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง เขาละสายตาจากอีกฝ่ายทันที ทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวที่ไกลที่สุดจากภาคินเท่าที่จะทำได้ โดยมีปาล์มกับทดนั่งคั่นกลางเป็กันชน
“ไอ้ทิวา... มึงโอเคป่ะเนี่ย” ปาล์มถามเพื่อนเบาๆ เมื่อเห็นบรรยากาศมาคุที่แผ่ออกมาจากตัวเพื่อนสนิท
“ทำไมกูต้องไม่โอเค” ทิวาตอบเสียงห้วน พลางหยิบสมุดเลคเชอร์ออกมาจากกระเป๋าอย่างแรงจนเกิดเสียงดังปึ้ก
“ก็... ก็พี่เขา... นั่งอยู่ตรงนั้นไง”
“แล้วไงวะ ที่นี่มันห้องเรียน ใครจะนั่งตรงไหนก็ได้ปะวะ เขาก็มีสิทธิ์นั่ง กูมีสิทธิ์นั่ง ต่างคนต่างอยู่ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร”
“เออ... ก็จริงของมึง” ปาล์มพยักหน้าหงึกๆ แต่ก็ยังไม่วายชำเลืองมองไปทางรุ่นพี่ปีสี่เป็ระยะๆ
ไอ้ทดที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างปาล์มกับทิวา (และใกล้ภาคินมากที่สุดในกลุ่ม) นั่งตัวลีบ ทำตัวเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ตลอดเวลาเกือบสองชั่วโมงเต็มในคลาสเรียน ทิวาไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่อาจารย์สอนหน้าห้องได้เลยแม้แต่น้อย
เขารู้สึกได้... รู้สึกถึงสายตาที่มองมาเป็ระยะๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้หันไปมองเลยสักครั้ง แต่สัญชาตญาณบางอย่างมันะโบอกเขาว่าเขากำลังถูกจ้องอยู่... ถูกจ้องด้วยสายตาเรียบนิ่งคู่เดิมจากคนข้างๆ
‘จะมองเหี้ยอะไรนักหนาวะ!’ ทิวาได้แต่ะโด่าในใจ
เขายิ่งพยายามตั้งใจเรียนมากเท่าไหร่ สมาธิก็ยิ่งแตกกระเจิงมากเท่านั้น รังสีความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากคนตัวสูงข้างๆ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดจนแทบบ้า
ในที่สุด... เสียง์ก็ดังขึ้น
"โอเคครับ สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อน อาทิตย์หน้าเรามาต่อกันเื่..."
สิ้นเสียงของอาจารย์ ทิวาก็รีบกวาดข้าวของทุกอย่างลงกระเป๋าทันที
“ไอ้ปาล์ม ไอ้ทด ไป! กูหิวข้าว!” เขาพูดเสียงดังกว่าปกติ พลางลุกขึ้นยืนพรวดพราด
“เออๆๆ รีบอะไรขนาดนั้นวะ” ปาล์มบ่นอุบ แต่ก็รีบเก็บของตามอย่างรวดเร็ว
ทิวาไม่รอเพื่อน เขารีบเดินแทรกตัวออกมาจากแถวที่นั่งทันที แต่ในจังหวะนั้นเอง... ภาคินที่นั่งอยู่ถัดไปก็ลุกขึ้นยืนในเวลาเดียวกันพอดิบพอดี
ร่างสูงของภาคินขยับมายืนขวางทางเดินแคบๆ ระหว่างแถวที่นั่ง ทำให้ทิวาที่กำลังรีบเดินต้องหยุดชะงักกะทันหัน
“...”
“...”
ทั้งคู่สบตากันอีกครั้งในระยะที่ใกล้กว่าเดิม
ทิวาเม้มปากแน่น จ้องอีกฝ่ายเขม็งเป็เชิงบอกว่า 'หลบไป'
ภาคินยังคงนิ่ง... สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองใบหน้าที่ฉายแววหงุดหงิดของทิวาั้แ่หน้าผากจรดปลายคาง ก่อนจะ... ขยับตัวหลีกทางให้ช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน
ทิวา "ชิ" ในลำคอเบาๆ แล้วรีบเดินกระแทกไหล่เพื่อนนักศึกษาคนอื่นๆ ที่ขวางทางออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว โดยมีปาล์มกับทดวิ่งตามไปติดๆ
“มึงจะรีบไปตายเหรอไอ้ทิวา!” ปาล์มะโไล่หลัง
“เออ! กูหิว! พวกมึงจะแดกมั้ยข้าวอะ!”
ภาคินมองตามแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นของรุ่นน้องตัวแสบจนลับสายตาไป มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย... เพียงเสี้ยววินาที... ก่อนจะกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม
พักเที่ยง ณ โรงอาหารคณะวิศวกรรมศาสตร์
“โอ๊ยยยยย คนเยอะฉิบหาย! จะมีที่นั่งมั้ยวะเนี่ย!” ปาล์มบ่นเสียงดังขณะที่ทั้งสามคนถือจานข้าวเดินวนหาโต๊ะว่าง
โรงอาหารกลางวันของคณะวิศวะก็ไม่ต่างอะไรกับาย่อมๆ เสียงตะหลิว เสียงคนคุยกันดังกระหึ่มจนปวดแก้วหู
“นั่นๆ! โต๊ะริมเสานั่นเพิ่งลุก! ไปเร็ว!” ไอ้ทดตาไว ชี้ไปยังโต๊ะว่างที่เพิ่งมีคนลุกออกไป
“จองเลยมึง!”
ทั้งสามรีบปรี่เข้าไปหมายจะยึดทำเลทอง แต่ก็เหมือนมีแรงดึงดูดประหลาด...
ในจังหวะที่ทิวากำลังจะวางจานข้าวมันไก่ของตัวเองลงบนโต๊ะ... ร่างสูงร่างหนึ่งก็ก้าวเข้ามาแล้ววางจานข้าวของตัวเองลงตัดหน้าเขาไปเพียงเสี้ยววินาที
“...”
โลกทั้งใบของทิวาเหมือนจะหยุดหมุน
“พะ... พี่ภาคิน... อีกแล้วเหรอครับ” ปาล์มเป็คนอุทานออกมา
ภาคิน ที่อยู่ในชุดนักศึกษาเรียบร้อยเช่นเคย หันมามองกลุ่มของทิวาเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้เบาๆ เป็เชิงทักทาย แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนึ่งในสี่ตัวของโต๊ะนั้นหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจสายตาทั้งสามคู่ที่จ้องมาเป็ตาเดียว
“อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้นวะ” ปาล์มกระซิบกับทด
“กูว่ามันเริ่มแปลกๆ แล้วว่ะ” ทดกระซิบตอบ
ทิวากำจานข้าวในมือแน่นจนเส้นเืปูดโปน เขากำลังจะอ้าปากโวยวายว่าพวกเขาเห็นโต๊ะนี้ก่อน แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร...
“เฮ้ยพวกมึง! โต๊ะนั้นว่างว่ะ! ไปๆ!”
เสียงห่ามๆ ของกลุ่มนักศึกษารุ่นพี่ปี 4 กลุ่มหนึ่งดังขึ้น พวกเขาคือกลุ่มที่ขึ้นชื่อเื่ความเกเรและชอบหาเื่รุ่นน้องเป็ประจำ กลุ่มนี้มีประมาณสี่ห้าคน กำลังเดินตรงมายังโต๊ะที่ภาคินนั่งอยู่
“อ้าวเฮ้ย... มีคนนั่งตัดหน้าว่ะ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นเมื่อเห็นภาคินนั่งอยู่
“ใครวะ... เฮ้ย... อ้าว...” หัวหน้ากลุ่มที่เดินนำมาชะงักกึก เมื่อเห็นหน้าคนที่นั่งอยู่ชัดๆ
“ส... สวัสดีครับพี่ภาคิน” จากน้ำเสียงที่ดูกร่างในตอนแรก พลันเปลี่ยนเป็สุภาพนอบน้อมในบัดดล
ภาคินไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่ตักข้าวเข้าปากคำหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจโลก
“เอ่อ... พี่นั่งคนเดียวเหรอครับ พอดีพวกผมนึกว่าโต๊ะว่าง...” หัวหน้ากลุ่มพูดเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“...” ภาคินยังคงเงียบ
“เอ่อ... ไม่เป็ไรครับพี่ เชิญพี่ตามสบายเลยครับ เดี๋ยวพวกผมไปหาโต๊ะอื่นนั่งก็ได้ครับ! ไปพวกมึง!”
พูดจบ หัวหน้ากลุ่มก็รีบหันไปกวักมือเรียกเพื่อนๆ ให้ถอยทัพทันที ทั้งกลุ่มเดินเลี่ยงออกจากบริเวณนั้นไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความงุนงงให้กับนักศึกษาโต๊ะข้างๆ และความตกตะลึงให้กับเพื่อนสนิททั้งสองของทิวา
“เชี่ย...” ปาล์มถึงกับหลุดคำหยาบออกมาเบาๆ “มึงเห็นปะ... ขนาดพวกพี่เสือ คณะเรายังไม่กล้าหือเลยว่ะ... พี่แม่งโคตรสุด”
“กูบอกแล้ว... พี่เขาไม่ธรรมดา” ทดพยักหน้าเห็นด้วย
ทิวายืนนิ่ง... เขามองภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตรงหน้าด้วยสายตาที่ซับซ้อน
นี่เป็ครั้งที่สองแล้ว... ครั้งแรกที่ร้านหมูกระทะ ครั้งนี้ที่โรงอาหาร... แค่เพียงอีกฝ่ายนั่งอยู่เฉยๆ เื่วุ่นวายที่อาจจะเกิดขึ้น (ถ้าเป็พวกเขานั่งก่อน อาจจะโดนกลุ่มพี่เสือไล่ที่ไปแล้วก็ได้) ก็สลายไปในพริบตา
ความรู้สึกที่ตีรวนอยู่ในอกตอนนี้มันคืออะไรกันแน่...
ความอึดอัด? ใช่...
ความหงุดหงิด? ก็ยังใช่อยู่...
แต่ลึกๆ ลงไป... มันมีความรู้สึกแปลกปลอมบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคยแทรกซึมเข้ามา... ความรู้สึกที่เหมือนมีโล่กำบังที่มองไม่เห็นกางอยู่รอบตัว เมื่อผู้ชายคนนี้อยู่ใกล้ๆ
“ไอ้ทิวา... มึงจะยืนอีกนานมั้ย” ปาล์มสะกิดแขนเพื่อน “มึงดูดิ ที่นั่งมันเหลือตั้งสามที่ นั่งๆ ไปเหอะน่า ดีกว่าไม่มีโต๊ะแดกข้าว”
“เออ... นั่งๆ ไปเหอะมึง กูหิวจนตาลายแล้ว” ทดสนับสนุน
ทิวาละสายตาจากภาคิน เขามองเก้าอี้สามตัวที่เหลืออย่างชั่งใจ
“ไม่!”
เขาพูดออกมาคำเดียว ก่อนจะหันหลังขวับ แล้วเดินถือจานข้าวของตัวเองตรงไปยังโต๊ะเล็กๆ ที่อยู่มุมอับที่สุดของโรงอาหาร ซึ่งมีเก้าอี้ว่างอยู่แค่สองตัว
“อ้าวเฮ้ย! ไอ้ทิวา! แล้วพวกกูจะนั่งไหน!” ปาล์มโวยวาย
“เื่ของมึง!” ทิวาะโกลับมาโดยไม่หันมอง
“ไอ้เพื่อนเวรเอ๊ย!” ปาล์มกับทดสบตากันอย่างปลงตก ก่อนจะต้องจำใจเดินตามเพื่อนสนิทไปยืนกินข้าวข้างๆ โต๊ะนั้นอย่างน่าสมเพช
ภาคินที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มองตามแผ่นหลังดื้อดึงของรุ่นน้องปีสองที่เลือกจะไปยืนกินข้าวในมุมอับ มากกว่าจะนั่งร่วมโต๊ะกับเขา...
ครั้งนี้... รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชัดเจนกว่าครั้งก่อน...
วงโคจรที่เขาจงใจสร้างขึ้น... ดูเหมือนจะเริ่มส่งผลต่ออีกฝ่ายมากกว่าที่คิดเสียแล้ว