หลังจากที่ผู้เฒ่าหวงเดินจากไปได้ไม่นานนัก สวี่หยางก็รีบเดินตามไปจนถึงห้องพักของอีกฝ่าย
ผู้เฒ่าหวงลูบเคราของตนเองพลางฉีกยิ้มตาหยี ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น "เมื่อเช้าพวกเราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?"
สวี่หยางส่งยิ้มตอบกลับไปพลางกล่าว "เมื่อเช้าคุยถึงไหนไม่สำคัญหรอกขอรับ ข้ามีเื่ราวมากมายที่อยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน"
สวี่หยางยกม้านั่งตัวเล็กมาวางแล้วขยับเข้าไปนั่งลงข้าง ๆ ผู้เฒ่าหวง ก่อนจะเอ่ยต่อ "ผู้เฒ่าหวง การเป็ผู้คุมอย่างพวกเรานั้นไม่ใช่เื่ง่ายเลย ท่านมีประสบการณ์มาเนิ่นนานหลายปี พอจะช่วยถ่ายทอดวิชาให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"
ผู้เฒ่าหวงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม "ย่อมได้อยู่แล้ว เ้าลองถามมาเถอะ"
แม้ว่าสวี่หยางจะมีนิสัยสันโดษไปเสียหน่อย ทว่าเื่การวางตัวนั้นกลับไม่มีที่ติ ผู้เฒ่าหวงเองก็รู้สึกเอ็นดูเ้าหนุ่มคนนี้อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะผลงานของสวี่หยางในวันนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงความสุขุม ไม่เย่อหยิ่ง แต่ก็ไม่อ่อนน้อมจนเกินไป อีกทั้งยังกล้าหาญและรอบคอบเป็อย่างยิ่ง
ในภายภาคหน้า ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมคงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน
สวี่หยางเอ่ยถามเข้าประเด็นโดยตรง "ผู้เฒ่าหวง บนชั้นหนึ่งนี้มีมหาปีศาจอยู่มากมาย พวกเราจะทำอย่างไรให้พวกมันยอมเชื่อฟัง และยอมรับการสั่งสอนจากพวกเราแต่โดยดีหรือขอรับ?"
หลังจากที่บันทึกเื่ราวปีศาจได้จดจำและบันทึกประวัติชีวิตของมหาปีศาจเ่าั้เอาไว้ สวี่หยางจึงได้ล่วงรู้ว่าจุดอ่อนหรือสิ่งต้องห้ามของมหาปีศาจแต่ละตัวคือสิ่งใด ทว่าสำหรับมหาปีศาจตัวอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้ถูกบันทึกเอาไว้นั้น เขากลับมืดแปดด้านและไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย
ผู้เฒ่าหวงทำงานอยู่ที่นี่มาเนิ่นนานหลายปี ย่อมต้องล่วงรู้ข้อมูลอะไรบ้างไม่มากก็น้อย บางทีอีกฝ่ายอาจจะช่วยมอบเบาะแสที่เป็ประโยชน์ให้แก่เขาได้
"ฮ่า ๆ เ้าหนูนี่มีความคิดไม่เลวเลยนะ" ผู้เฒ่าหวงโคลงศีรษะไปมาราวกับคาดเดาได้ว่า สวี่หยางกำลังคิดจะทำอะไร เพียงแต่ในความเป็จริงแล้ว ความคิดของสวี่หยางและผู้เฒ่าหวงกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง
สวี่หยางเพียง้าทำให้มหาปีศาจเ่าั้บังเกิดความรู้สึกด้านลบต่อตนเอง ในขณะที่ผู้เฒ่าหวงกลับคิดไปไกลว่าสวี่หยางอยากจะเลื่อนขั้นเป็หัวหน้าผู้คุม...
ผู้เฒ่าหวงเดาะลิ้นเบา ๆ สวี่หยางมองปราดเดียวก็ดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังกระหายน้ำ เขาจึงรีบหยิบกระบอกน้ำส่งให้พลางเอ่ย "ผู้เฒ่าหวง เมื่อครู่ท่านดื่มสุราไปเยอะ รีบดื่มน้ำล้างคอสักหน่อยเถอะขอรับ"
ผู้เฒ่าหวงพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจและกล่าวชม "เสี่ยวสวี่เอ๋ย ในบรรดาผู้คุมทั้งหมดนี้ เ้าทำให้ข้าถูกใจมากที่สุด และเ้าก็ฉลาดเฉลียวที่สุดด้วย"
ผู้เฒ่าหวงจิบน้ำอึกใหญ่ ก่อนจะอธิบายต่อ "มหาปีศาจไม่เหมือนกับมนุษย์อย่างพวกเรา พวกมันมีพร์ในการบำเพ็ญตบะมาั้แ่กำเนิด ทั้งยังมีอายุขัยที่ยืนยาวอย่างยิ่ง ดังนั้นอุปนิสัยของมหาปีศาจส่วนใหญ่จึงค่อนข้างเยือกเย็นและสงบนิ่งเป็อย่างมาก
ขอเพียงแค่เ้าไม่ไปยั่วยุให้พวกมันโกรธเคือง พวกมันก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาต่อต้านหรือเป็ศัตรูกับเ้าหรอก"
สวี่หยางตั้งใจรับฟังอย่างถ่อมตน แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับไม่ใช่สิ่งที่เขา้าอยากจะรู้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาปรารถนาจะรู้จริง ๆ ก็คือวิธีที่จะยั่วโมโหกลุ่มมหาปีศาจพวกนี้ เพื่อทำให้พวกมันบังเกิดความรู้สึกด้านลบต่อตัวเขาต่างหาก
ผู้เฒ่าหวงเผยรอยยิ้มลึกลับ ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า "อย่างไรก็ตาม มหาปีศาจเหล่านี้ก็ยังคงมีอารมณ์แปรปรวนอยู่บ้าง พวกมันล้วนมีกิเลสตัณหาและอารมณ์ทั้งเจ็ดเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ในทุก ๆ ่เวลาหนึ่ง พวกเราจึงต้องจัดเตรียมอาหารให้พวกมันสักมื้อ"
สวี่หยางกะพริบตาปริบ ๆ สำหรับนักโทษที่เป็มนุษย์ย่อมต้องกินอาหารให้ครบสามมื้อต่อวันเป็เื่ปกติ แม้ว่าพวกมหาปีศาจจะสามารถฝึกฝนบำเพ็ญเพียรได้ ทว่าพวกมันก็ยังไม่บรรลุถึงขั้นตัดขาดจากโลกีย์ จึงยังคง้าธัญญาหารเพื่อประทังชีวิตอยู่ เพียงแต่ความ้าของพวกมันน้อยกว่ามนุษย์มาก
เพียงแต่หน้าที่แจกจ่ายอาหารนี้สวี่หยางก็เคยทำมาแล้ว ซึ่งมันไม่ได้มีอะไรพิเศษเลยนี่นา
"ผู้เฒ่าหวง แล้วเื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับการทำให้พวกมันยอมเชื่อฟังล่ะขอรับ? มหาปีศาจพวกนั้นต่อให้ไม่ได้กินอาหารสักครึ่งเดือนก็ยังไม่ตายเลย แถมพวกเรายังแจกจ่ายอาหารแค่สัปดาห์ละครั้งเองนะขอรับ"
ผู้เฒ่าหวงส่ายหน้าไปมาพลางตอบ "ภายในอาหารมื้อนี้มีความลับซุกซ่อนอยู่ แต่ความลับที่ว่านี้ ผู้คุมระดับล่างทั่วไปย่อมไม่มีทางล่วงรู้ได้"
ชายชราจงใจทิ้ง่ให้ค้างคาใจ แล้วยกกระบอกน้ำขึ้นดื่มอีกอึก สวี่หยางรู้สึกร้อนรนอยากรู้เหลือเกินว่าความลับนั้นคืออะไร ทว่าหากผู้เฒ่าหวงไม่ยอมเอ่ยปากพูดออกมา เขาก็ไม่กล้าที่จะเซ้าซี้ถามออกไปตรง ๆ เช่นกัน
ถึงอย่างไรเื่ราวเบื้องลึกเื้ัเช่นนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คุมตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเขาควรจะเข้าไปก้าวก่าย!
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อผู้เฒ่าหวงเห็นว่าสวี่หยางยังคงสงวนท่าทีและไม่ยอมเอ่ยปากถาม เขาก็พยักหน้ารับด้วยความพอใจ
"ช่างเถอะ ท่านพัศดีมีความประทับใจในตัวเ้าอยู่ไม่น้อย รอจนถึงเวลาที่ข้าต้องเกษียณ ข้าจะช่วยพูดสนับสนุนเ้าให้สักสองสามประโยค ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมนี้จะต้องตกเป็ของเ้าอย่างแน่นอน
พวกเราจะผสมสมุนไพรชนิดพิเศษบางอย่างลงไปในอาหาร เมื่อพวกมหาปีศาจกินเข้าไปแล้ว พวกมันก็จะค่อย ๆ เกิดอาการเสพติดและพึ่งพายาชนิดนี้ แต่ยิ่งมหาปีศาจมีระดับตบะบำเพ็ญที่สูงส่งมากเท่าไหร่ ลูกไม้ตื้น ๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งใช้ไม่ได้ผลมากเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็แค่มหาปีศาจในขอบเขตรวบรวมลมปราณ การจะทำให้พวกมันเสพติดจนขาดไม่ได้ ก็ยังต้องใช้เวลายาวนานพอสมควรเลยทีเดียว
ก่อนที่พวกเ้าจะนำอาหารไปแจกจ่าย ข้าจะเป็คนนำของสิ่งนั้นใส่ลงไปในอาหารเอง ทีนี้เ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่?!"
สวี่หยางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีวิธีการเช่นนี้อยู่ด้วย ซึ่งวิธีนี้มันช่างโเี้และเืเย็นยิ่งกว่าการทรมานเพื่อรีดไถคำสารภาพเสียอีก หากเื่แบบนี้ถูกเปิดโปงในสังคมยุคปัจจุบันล่ะก็ เกรงว่าคงถูกกระแสสังคมรุมประณามจนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอนเป็แน่
"ผู้เฒ่าหวง แล้วของสิ่งนั้นมันคืออะไรหรือขอรับ?"
สวี่หยางลองหยั่งเชิงถามดู ทว่าผู้เฒ่าหวงกลับเพียงแค่หัวเราะในลำคอแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ "เอาล่ะ ข้าชักจะเหนื่อยแล้ว พวกเรารีบเข้านอนกันเถอะ พรุ่งนี้ถึงเวรที่เ้าต้องไปแจกจ่ายอาหารแล้วนะ"
สวี่หยางพยักหน้ารับโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงสิ่งใดต่อ เขาปล่อยให้ผู้เฒ่าหวงได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนจะหันหลังเดินจากมา
แม้ว่าผู้เฒ่าหวงจะไม่ได้อธิบายให้เขากระจ่างเกี่ยวกับของสิ่งนั้น ทว่าอีกฝ่ายกลับจงใจเน้นย้ำถึงเื่ที่เขาต้องรับหน้าที่แจกจ่ายอาหารในวันพรุ่งนี้
'พรุ่งนี้เขาจะยอมบอกข้าไหมนะ?'
สวี่หยางครุ่นคิดในใจขณะที่เดินมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักของตนเอง แสงไฟจากทางฝั่งโรงอาหารยังคงสว่างไสว ดูท่าผู้คุมทั้งสามคนนั้นคงจะยังคงดื่มกินกันอยู่อย่างสนุกสนาน
ที่พักของผู้คุมแต่ละคนจะเป็เรือนพักแยกเดี่ยวเป็สัดส่วน หากผู้ใดมีกำลังทรัพย์หรือมีความพร้อม ก็สามารถพาครอบครัวขึ้นมาอาศัยอยู่ด้วยกันได้ ทว่าสถานที่แห่งนี้ช่างห่างไกลความเจริญและทุรกันดารยิ่งนัก ต่อให้เป็คนในครอบครัวก็คงไม่มีใครอยากจะขึ้นมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่หรอก
ร่างเดิมของสวี่หยางเป็เพียงเด็กกำพร้าไร้ญาติขาดมิตร เหตุผลที่เขายอมรับหน้าที่เป็ผู้คุม ก็เป็เพราะสวัสดิการของที่นี่ดีเยี่ยม การแข่งขันก็ไม่สูงจนน่าอึดอัด ไม่จำเป็ต้องไปแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใคร ขอเพียงแค่ตั้งใจทำงานในหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอแล้ว
ในแต่ละวันก็ใช้เวลาทำงานไม่ถึงสี่ชั่วยามด้วยซ้ำ เวลาทำงานก็ยืดหยุ่นและเป็อิสระสุด ๆ ทำงานสองวันก็ได้หยุดพักผ่อนถึงสองวัน
งานที่แสนจะสบายแบบนี้ ต่อให้จุดตะเกียงตามหาในโลกก่อนก็คงไม่มีทางหาเจอ ชีวิตในชาติก่อนของเขานั้น... มันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก
อีกทั้งอากาศบนูเาก็บริสุทธิ์สดชื่น ในแต่ละวันเขามีเวลาว่างเหลือเฟือให้ได้นั่งเล่นนอนเล่นอย่างสบายใจไร้กังวล
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ เมื่อรุ่งอรุณเบิกฟ้า สวี่หยางก็ตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าตรู่ เขาอาศัยประสบการณ์จากความรู้ในชาติก่อน มาลองนั่งสมาธิดูดซับปราณิญญาแห่งแสงแรกของดวงอาทิตย์ เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงและเติมเต็มพลังให้กับร่างกายของตนเอง
เคล็ดวิชาประเภทปราณม่วงลอยมาจากทิศตะวันออกอะไรทำนองนั้น ล้วนเป็สิ่งที่เขาจดจำมาจากในนิยายแฟนตาซีทั้งสิ้น อย่างไรเสียตอนนี้ภายในร่างกายของเขาก็มีปราณแท้ไหลเวียนอยู่แล้ว ลองฝึกดูเล่น ๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร ส่วนมันจะได้ผลหรือไม่นั้น เขาก็สุดจะรู้ได้
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อย ยังไม่ทันที่สวี่หยางจะได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด ผู้เฒ่าหวงก็ชิงกล่าวขึ้นมาเสียก่อน "สวี่หยาง วันนี้ถึงเวรที่เ้าต้องนำอาหารไปแจกจ่ายให้กับพวกมหาปีศาจแล้ว จงตั้งใจทำให้ดีล่ะ อย่าได้เกียจคร้านเชียว"
สวี่หยางพยักหน้ารับคำ ก่อนจะสังเกตเห็นว่า อาหารสำหรับนักโทษได้ถูกตระเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และหลังจากที่เอ่ยสั่งความเสร็จ ผู้เฒ่าหวงก็เดินเอามือไพล่หลังทอดน่องจากไปอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ได้กล่าวอธิบายสิ่งใดเพิ่มเติมอีก
แม้จะเรียกว่าเป็อาหารของนักโทษ ทว่าแท้จริงแล้วมันก็คือข้าวต้มชามโตที่มีน้ำใสแจ๋ว ส่วนเม็ดข้าวที่ลอยปะปนอยู่นั้นกลับมีจำนวนน้อยนิดเสียจนน่าสงสาร
สวี่หยางหิ้วถังข้าวต้มมุ่งหน้าเดินเข้าไปภายในเรือนจำ์ ทันทีที่เขาเปิดประตูคุกและปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับถังข้าวต้ม บรรยากาศภายในเรือนจำ์ก็พลันเกิดความโกลาหลและสั่นกระเพื่อมขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เหล่ามหาปีศาจที่ปกติแล้วมักจะแสดงท่าทีสงบนิ่งปล่อยวางราวกับนักบวช บัดนี้กลับพากันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว พวกมันต่างพากันคืบคลานเข้ามาใกล้บริเวณลูกกรงประตู ดูเหมือนว่าพวกมันจะกระหายและ้าข้าวต้มเหล่านี้เป็อย่างมาก
สวี่หยางเองก็สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพวกมหาปีศาจได้อย่างชัดเจน
"จางหลิง กินข้าวได้แล้ว"
สวี่หยางเริ่มแจกจ่ายอาหารตามลำดับ และเป้าหมายแรกก็คือจางหลิง ปีศาจจิ้งจอกนอนหมอบนิ่งอยู่ภายในกรงขัง สวี่หยางใช้กระบวยตักน้ำข้าวต้มขึ้นมาหนึ่งทัพพี แล้วเทใส่ลงในชามกระเบื้องบิ่น ๆ ของนาง
จางหลิงจ้องมองน้ำข้าวในชามพลางเอ่ยถาม "ขอน้ำข้าวเพิ่มอีกสักหน่อยไม่ได้หรือ?"
สวี่หยางเพียงแค่แค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาเบา ๆ โดยไม่สนใจไยดีนางอีก เขารีบเดินหน้าแจกจ่ายอาหารให้กับนักโทษตัวอื่น ๆ ต่อไป
'ดูเหมือนว่าในอาหารพวกนี้ จะมียาสมุนไพรพิเศษนั่นผสมอยู่จริง ๆ สินะ'
จากท่าทีของจางหลิงก็สามารถมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แม้นางจะแสดงความปรารถนาและ้าน้ำข้าวต้มมากเพียงใด แต่นางก็ไม่ได้แสดงอาการหิวโหยจนคลุ้มคลั่งถึงขั้นขาดสติ
เห็นได้ชัดเลยว่าภายในอาหารเหล่านี้น่าจะมีส่วนผสมของยาลับนั่นอยู่จริง เพียงแต่มันคงมีปริมาณที่เบาบางมากเท่านั้น
สวี่หยางเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้ากรงขังของราชันย์หมาป่า สภาพร่างกายของมันในยามนี้เต็มไปด้วยาแเหวอะหวะ เืเนื้อปะปนกันจนดูไม่ได้ มันนอนนิ่งสนิทไม่ไหวติง สวี่หยางจึงใช้กระบวยคนน้ำข้าวต้มในถังอยู่สองสามรอบ ก่อนจะตักส่วนที่ข้นที่สุดใส่ชามส่งไปให้มัน
'เ้าหมาแก่ตัวนี้คือแหล่งผลิตค่าประสบการณ์ชั้นดีของเราเชียวนะ จะปล่อยให้มันมาด่วนตายไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด'