“แต่ตอนนี้เพิ่งจะกลางเดือนเท่านั้น กว่าจะถึงวันที่สิบเดือนหน้ายังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบหนึ่งเดือน...” เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้ยื่นมือไปรับเทียบเชิญ และจ้องมองเฉินเหอฉินพร้อมรอยยิ้มเยาะ “คนตระกูลหลักของพวกเ้าช่างยิ่งใหญ่เสียจริง จะให้ข้าอยู่รอพวกเ้าที่นี่เป็เดือนเลยหรืออย่างไรกัน เพื่องานแต่งของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
เฉินเหอฉินสีหน้าซีดลงทันที ก่อนจะรีบเอ่ย “ไม่ใช่นะขอรับ พวกเราไม่ได้หมายความเช่นนั้น และไม่กล้าให้ผู้าุโรอนานเช่นนั้นด้วยขอรับ”
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น พวกเราก็ออกเดินทางไปเมืองฟ่านเฉิงกันเถอะ จะได้คุยกับคนตระกูลหลักของพวกเ้าเื่ปัญหาของตระกูลเฉินด้วย ใช้อำนาจบาตรใหญ่ ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเช่นนี้ ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ ข้าจะบอกตระกูลหลักของพวกเ้าให้รู้ ว่าการไม่เคารพต่อผู้าุโเหวินก็เหมือนไม่เคารพข้าด้วย อีกทั้งความโมโหของข้าใช่ว่าจะดับลงได้ง่าย ๆ”
คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวได้ยินดังนั้น ในใจต่างรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง
ท่านผู้าุโช่างดีต่อพวกเขายิ่งนัก!
นับั้แ่วันนี้ไป นางคือผู้มีพระคุณของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว!
เทียบกับคนอื่นที่คิดอะไรตื้น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าเฉินเหวินกลับรู้สึกวิตกมากกว่า เขารีบวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียในใจอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า ควรจัดการกับปัญหานี้ให้ได้โดยเร็ว อาศัยตอนที่มีผู้าุโที่มีพลังลึกล้ำสุดจะหยั่งเช่นเฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่ด้วย เจรจากับตระกูลหลักให้สำเร็จเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาในภายภาคหน้า
เฉินเหวินยึดตัวขึ้นแล้วเอ่ย “ผู้าุโกล่าวได้ถูกต้อง เวลาของผู้าุโมีค่าเพียงนี้ จะเสียเปล่าเพียงเพราะงานแต่งของคุณหนูตระกูลหลักไม่ได้เด็ดขาด เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางไปเมืองฟ่านเฉิงกันเดี๋ยวนี้เลยจะดีกว่าขอรับ”
พวกเฉินเหอฉินย่อมไม่มีคำโต้แย้งใด ๆ เฉินเวยได้รับาเ็หนัก พวกเขาต้องรีบพากลับไปรักษาที่ตระกูลหลักอยู่แล้ว
เมื่อความคิดเห็นตรงกันแล้วก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที ก่อนจากไปเฉินเหมียวเหมี่ยวได้สั่งให้คนไปตามหม่าจิ๋งอวี่มา ไม่รู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกันที่เรือน ตอนที่หม่าจิ๋งอวี่กลับไปขาแทบจะไม่แตะพื้นเลยด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นก็มีคนถามเขาด้วยความสงสัยว่าเขาเป็ที่โปรดปรานของผู้าุโชุดขาว ผู้าุโจึงมอบของวิเศษให้เขาใช่หรือไม่?
หม่าจิ๋งอวี่ได้ยินดังนั้นก็โมโหจนร่างกายสั่นเทา และเขาก็เพิ่งจะเข้าใจว่าสิ่งใดที่เรียกว่า พูดไม่ออก บอกไม่ได้ นางมารผู้นี้เอาทองของเขาไปพันตำลึง พร้อมหินิญญาอีกพันก้อน เอาทรัพย์สินของตระกูลหม่าไปเกือบจะหมดอยู่แล้ว
หากสามารถใช้เงินขจัดภัยได้ก็แล้วไป แต่นางมารผู้นี้ยังให้เขาลอบตามไปที่เมืองฟ่านเฉิงด้วย เขาไม่อยากไปที่นั่นเพราะเขาหวาดกลัว ทว่าชีวิตของเขาอยู่ในกำมือของนาง จะไม่ไปคงไม่ได้
หากถามหม่าจิ๋งอวี่ว่า สิ่งที่เสียใจที่สุดในชีวิตนี้คืออะไร ต้องเป็เื่ที่เขาเกิดความละโมบเมื่อสามปีก่อนอย่างแน่นอน จึงทำให้ตัวเองต้องเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของตระกูลเฉิน แต่ตอนนี้ต่อให้เสียใจร้องไห้จนน้ำตาเป็สายเืก็ไร้ประโยชน์เสียแล้ว
ตอนนี้เขาหวังเพียงว่า เฉินเหมียวเหมี่ยวจะได้ในสิ่งที่ตัวเอง้า และคืนอิสรภาพให้เขาโดยเร็ว...
……
อีกด้านหนึ่ง
สถานที่ที่แตกต่างจากตำบลอวิ๋นหลัวที่อยู่ห่างไกล เมืองฟ่านเฉิงเปรียบเสมือนอสูรั์ที่หลับใหลอยู่บนพื้น ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล เปี่ยมไปด้วยพลัง ต่อให้สิบตำบลอวิ๋นหลัวก็ไม่สามารถเทียบเคียงได้
มิน่าล่ะ คนของตระกูลหลักเมื่ออยู่ต่อหน้าคนของตระกูลรอง ถึงได้เย่อหยิ่งถึงเพียงนั้น!
เมื่อคนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวก้าวเข้าสู่เมืองฟ่านเฉิง ก็ราวกับก้าวเข้าสู่เมือง์ก็มิปาน แต่ละคนดวงตาเบิกโพลง และสนใจทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวอย่างมาก ราวกับกลัวว่าตนจะพลาดสิ่งใดไป
ในเมืองฟ่านเฉิงเจริญรุ่งเรือง มีผู้คนเดินขวักไขว่ รถลากสัญจรคับคั่ง ผู้คนพลุกพล่าน คึกคักเป็อย่างมาก
ผู้บำเพ็ญเพียรที่สูงส่งและเห็นได้ยากในตำบลอวิ๋นหลัว ที่นี่กลับมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวมชีพจร ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับสร้างรากฐานปราณอีกด้วย!
แน่นอนว่าหากคนที่มีตบะบารมีสูงกว่าระดับสร้างรากฐานปราณ พวกเขาก็ดูไม่ออกแล้ว!
คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวยืนอยู่กลางถนน เป็ครั้งที่แรกที่ััได้ถึงความอ่อนแอของตนเอง พวกเขาจึงรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าที่มาเมืองฟ่านเฉิงในครั้งนี้เป็เื่ดีหรือไม่กันแน่
เฉินฉู่ชิงมองเฉินเหมียวเหมี่ยวด้วยตัวสั่นเทา เมื่อเห็นใบหน้าที่สงบนิ่ง ราวกับนางเห็นเมืองฟ่านเฉิงเป็เพียงผงธุลีสำหรับนางก็มิปาน ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจใด ๆ จิตใจของเฉินฉู่ชิงก็ค่อย ๆ สงบลง
จะต้องกลัวอะไรกัน?
พวกเขามีผู้าุโอยู่ด้วยทั้งคน!
ผู้าุโเป็เทพผู้พิทักษ์ของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของพวกเขา!
หลังจากเดินลัดเลาะไปมา ในที่สุดทุกคนก็มาถึงจวนตระกูลเฉิน
ตระกูลเฉินเป็หนึ่งในสี่ตระกูลหลักของเมืองฟ่านเฉิง ดังนั้นจวนย่อมใหญ่โตกว่าจวนธรรมดาทั่วไป เพียงประตูสีแดงเข้มสองบานที่ปิดสนิท ก็ยังทำจากไม้ิญญาอายุพันปี และมีการวางค่ายกลป้องกันเสริมด้วย คนที่มาโดยไม่ได้รับเชิญ เกรงว่าแม้แต่ประตูของตระกูลเฉินก็คงไม่สามารถก้าวเข้าไปได้
ผู้าุโของตระกูลรองมาเยือนตระกูลหลัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตระกูลหลักก็ควรส่งคนมาต้อนรับ แต่ตอนนี้ตระกูลเฉินกลับปิดประตูสนิท หน้าประตูมีเพียงชายชราที่สวมชุดคลุมสีน้ำตาลผู้หนึ่งยืนรออยู่หน้าบุรุษหนุ่มกลุ่มหนึ่งเท่านั้น สิ่งนี้หมายความเช่นไร ไม่บอกก็คงเข้าใจได้ดี
ชายชราผู้นั้นร่างกายซูบผอม ทว่ากลับดูมีอำนาจน่าเกรงขาม ดวงตาที่หนังตาตกลงมาคู่นั้นไร้ซึ่งความขุ่นมัว ตรงกันข้ามกลับคมกล้าจนดูดุดัน
ส่วนบุรุษหนุ่มเ่าั้...
บางคนสูง บางคนเตี้ย บางคนดูแข็งแกร่ง บางคนดูอ่อนโยน แต่ละคนมีบุคลิกแตกต่างกันไป และมีความหล่อเหลาในแบบฉบับของตัวเอง มองดูแล้วเฉินเหมียวเหมี่ยวก็อดคิดไม่ได้ นึกว่าตนเองมางานประกวดบุรุษรูปงามเสียอีก!
เห็นได้ชัดว่าเฉินเหวินเองก็รู้จักชายชราผู้นี้เช่นกัน เขาเองก็เดาได้ทันทีว่าคนของตระกูลหลักตั้งใจจะเหยียดหยามกัน
เฉินเหวินขบกรามแน่นด้วยความโมโห พลางเอ่ยเสียงเย็น “เฉินฉี ตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงของพวกเ้าทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่ พวกเราเดินทางมาไกลนับพันลี้ เหตุใดถึงยังไม่เปิดประตูต้อนรับอีกล่ะ!”
เฉินฉี ผู้ดูแลหอไป๋เฉ่าของตระกูลเฉิน
เขาบำเพ็ญเพียรมากว่าเก้าสิบปีแล้ว และก้าวเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานปราณถึงยี่สิบปีได้แล้วกระมัง แม้จะยังไม่สามารถบรรลุระดับแดนสร้างแก่น แต่ก็ถือว่ามีหน้ามีตาในตระกูลหลัก ไม่เช่นนั้นตระกูลเฉินคงไม่ส่งเขาไปเป็คนดูแลกิจการของหอไป๋เฉ่า
คนของตระกูลหลักที่ได้รับความทรมานจากการไปครั้งนี้เมื่อเห็นเฉินฉี ในที่สุดจิตใจก็เริ่มสงบลง ก่อนจะรีบเอ่ย “คารวะผู้าุโ!”
“คารวะผู้าุโ!”
“ผู้าุโ พวกเรากลับมาแล้วขอรับ!”
คนของตระกูลหลักถูกเฉินเหมียวเหมี่ยว และคนของตระกูลรองเรียกใช้มาตลอดทาง พวกเขาจะไม่รู้สึกแค้นเคืองได้อย่างไร?
ต่างก็หวังว่าผู้าุโจะออกหน้าแทนพวกเขา!
เฉินฉีรับคำเบา ๆ หาได้สนใจเฉินเหวินไม่ แต่กลับประสานมือคารวะเฉินเหมียวเหมี่ยว “ผู้าุโชุดขาว ท่านผู้นำตระกูลรู้ว่าท่านจะมาเยือนจึงได้สั่งให้ผู้น้อยมารอต้อนรับ ท่านผู้นำตระกูลยังได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ท่านอีกด้วย เชิญผู้าุโด้านในขอรับ”
เฉินฉีเอ่ยเสียงดังกังวาน ไอพลังแผ่ปกคลุม ไม่ต้องตะเบ็งใด ๆ เสียงก็ดังก้องไปทั่วทั้งถนนแล้ว
และทันทีที่สิ้นเสียงของเขา บรรดาบุรุษหนุ่มก็เอ่ยขึ้นเสียงดังพร้อมกัน
“ขอต้อนรับผู้าุโขอรับ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
นี่เป็การสร้างภาพให้นางเสื่อมเสียชื่อเสียงงั้นหรือ?
เสียงที่ดังก้องโดยพร้อมเพรียงนั้น เรียกความสนใจจากผู้คนโดยรอบได้เป็อย่างดี แต่ละคนจึงหันมาซุบซิบกันอย่างสนุกปาก
“โอ้โฮ ผู้าุโเฉินฉีแห่งหอไป๋เฉ่านำคนมารอต้อนรับอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว ที่แท้ก็เพื่อต้อนรับสตรีผู้นี้อย่างนั้นหรือ?”
“นางเป็เทพมาจากที่ใดกันแน่ แม้แต่ตระกูลเฉินก็ยังให้ความสำคัญเช่นนี้?”
“ชุดขาวสะอาดตา ท่วงท่าสง่างาม ช่างโดดเด่นยิ่งนัก!”
“เหตุใดข้าถึงไม่สามารถััตบะบารมีของนางได้เลยล่ะ?”
“เ้ามีตบะบารมีเพียงแค่ระดับรวมชีพจรััได้ก็แปลกแล้ว ข้าเดาว่าผู้าุโท่านนี้ต้องมีตบะบารมีระดับแดนก่อกำเนิดขึ้นไปเป็แน่ ไม่เช่นนั้นเหตุใดตระกูลเฉินต้องจัดหาบุรุษรูปงามมากมายเช่นนี้มารอต้อนรับด้วยล่ะ เหตุผลก็เพื่อ้าเอาใจนางอย่างไรล่ะ”
“ระดับแดนก่อกำเนิดงั้นหรือ เช่นนั้นอายุของนางคงจะมากแล้วกระมัง ผู้บำเพ็ญเพียรอายุน้อยเหล่านี้นางยังกินได้ลงอีกงั้นหรือ?”
“ฮ่าฮ่า ใคร ๆ ก็ชอบของสวย ๆ งาม ๆ กันทั้งนั้น เป็เื่ธรรมดา”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “…”
ธรรมดากับผีน่ะสิ!
ได้!
เฉินเหมียวเหมี่ยวเข้าใจจุดประสงค์ของคนในตระกูลหลักแล้ว ที่แท้ก็้าใช้แผนดึงตัวศัตรูด้วยบุรุษรูปงามนี่เอง
หากนางไม่ปกป้องคนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวอีก การที่คนของตระกูลเฉินแห่งฟ่านเฉิงจะจัดการพวกเขา จะไม่ง่ายราวกับฆ่ามดปลวกหรอกหรือ?
แต่...นางไม่ใช่คนบ้าตัณหา!
ตระกูลเฉินชั่วช้าสามานย์ กล้าทำลายชื่อเสียงของนาง!!!