บทที่ 10 ฉันจะนอนบนเตียงของคุณ
“ลู่เจิ้งหลิง” เส้าอวิ่นเฉินพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยขณะนอนราบอยู่บนเตียง
ไม่นานมานี้ ในงานฉลองวันเกิดของคุณปู่ลู่เจิ้งหลิงก็มาเช่นกัน แต่ตอนนั้นเยี่ยชิงหวนยังอยู่ในคุกอยู่เลย
“ั้แ่ที่แต่งงานกันเมื่อสามปีก่อน เธอน่าจะเคยเจอกันครั้งหนึ่ง” น้ำเสียงของเขาไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะในงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสครั้งนั้นเขาไม่ได้เข้าร่วม
ภายในห้องนอนเงียบลงอย่างผิดปกติ เงียบเสียจนได้ยินเสียงเข็มตกลงพื้นอย่างชัดเจน
เยี่ยชิงหวนยืนพิงขอบประตู จิตใจไม่มั่นคงจนร่างทั้งร่างสั่นเทาไปเล็กน้อย
เส้าอวิ่นเฉินผู้ที่ประสาทััไวเหมือนจะรู้สึกถึงบางอย่าง ดวงตาที่กำลังจะปิดลงก็ลืมขึ้นอีกครั้ง
เขาออกแรงแขนเพียงเล็กน้อยยันตัวขึ้นนั่ง เยี่ยชิงหวนที่ห่างจากเขาไปสิบเมตรยังยืนอยู่ตรงนั้นและกำหมัดแน่น เล็บจิกลงในเนื้อโดยไม่รู้ตัว
‘ลู่เจิ้งหลิง’ ชื่อนี้เปรียบดั่งตราประทับเหล็กร้อนบนหัวใจของเธอ
“เธอกำลังคิดอะไรอยู่?” ด้านหลังมีเสียงเ็าดังขึ้น เขาไม่ได้ไม่เห็นสีหน้าเศร้าโศกและโกรธเคืองของเธอ
เยี่ยชิงหวนหันกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอมองชายที่มีสีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้งพลันเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับไว
“ไม่มีอะไรหรอก” เธอรีบปรับอารมณ์ “งานแต่งน่ะ… ฉันจำเป็ต้องไปด้วยหรือไง ไม่ไปไม่ได้เหรอ”
“อืม” เส้าอวิ่นเฉินตอบรับอย่างเฉยชา เขารู้สึกง่วงนอนมากแล้ว ยิ่งร่างกายไม่สมประกอบ การใช้มือข้างเดียวพยุงร่างก็รู้สึกเหนื่อยจึงค่อย ๆ นอนลงไปอีกครั้ง
“ก็ได้!”
เสียงในหัวบอกเธอว่า ตอนนี้เธอไม่ใช่กู้ชิงเฉิงแต่เป็เยี่ยชิงหวน
เธอ้าแก้แค้น ้าสืบหาสาเหตุการตายของพ่อแม่ และ้าเอาสิ่งที่ควรเป็ของเธอกลับคืนมา เธอจึงต้องพึ่งพาตระกูลเส้า หรือก็คือต้องพึ่งพาเส้าอวิ่นเฉิน!
แต่ตอนนี้เธอเป็ถึงคุณนายแห่งตระกูลเส้าอย่างสมบูรณ์ แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะนอนในห้องนอนใหญ่ จึงไม่แปลกที่พวกคนใช้จะดูแคลนเธอเช่นนี้!
“ฉันไปให้ก็ได้ แต่ฉันมีข้อแม้”
ถึงอย่างนั้น ด้านหลังเธอกลับเงียบสนิท
เส้าอวิ่นเฉินไม่ค่อยสนใจคำพูดของเธอหรืออาจจะี้เีตอบเธอเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยชิงหวนรู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดหูซ้ายทะลุหูขวา จึงคิดว่าการแสดงออกด้วยการกระทำคงจะช่วยให้อะไร ๆ ชัดเจนมากกว่า
“ถ้าคุณไม่พูดอะไร ฉันจะถือว่าคุณตกลง”
พูดจบ เธอก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว เธอไปที่ห้องนอนเล็กของตัวเอง ค้นหาของบางอย่าง แล้วม้วนผ้าห่มและหมอน จากนั้นก็กลับไปที่ห้องของเส้าอวิ่นเฉินอีกครั้ง
เธอนอนลงที่ว่างข้าง ๆ เส้าอวิ่นเฉิน
เตียงของเส้าอวิ่นเฉินนั้นใหญ่และกว้างขวางมาก เมื่อเทียบกับเตียงเดี่ยวในห้องด้านข้างซึ่งพลิกตัวยังลำบาก มันช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว
“เตียงใหญ่นี่สบายจริง ๆ เลย!” ทันทีที่ขึ้นเตียงเยี่ยชิงหวนก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง
เส้าอวิ่นเฉินควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่อยู่ สีหน้าแดงก่ำเสียจนน่ากลัว
เขาเอ่ยลอดไรฟันว่า “เยี่ยชิงหวน เธอรู้จักคำว่าละอายบ้างไหม!”
ผู้หญิงคนนี้ไม่คิดว่าตัวเองเป็คนนอกเลยสักนิด ซ้ำยังนอนข้าง ๆ เขาอย่างสบายใจเฉิบ!
นี่คือเงื่อนไขที่เธอพูดถึงอย่างนั้นเหรอ
เขาเสียดายจริง ๆ ที่เงียบไปเมื่อครู่!
“ความอายมันกินไม่ได้หรอกนะ! และฉันจะบอกคุณไว้อย่าง คุณชายใหญ่ เราเป็สามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว จะแยกกันอยู่ไปทำไม เราควรจะนอนด้วยกันอยู่แล้วสิ คุณมีอะไรต้องกังวลอีกเหรอ พวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรมากมาย…”
คำพูดของเยี่ยชิงหวนทำให้เส้าอวิ่นเฉินถึงกับพูดไม่ออก โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย มันเหมือนกับกำลังตัดเส้นความอดทนของเขาทิ้งไป
นอนในคุกมาสามปี ไปหัดเรียนรู้วิธีปะทะฝีปากแบบนี้มาั้แ่ตอนไหน
เขาไม่อยากพูดอะไรกับผู้หญิงคนนี้อีกแม้แต่ครึ่งประโยค ไม่อย่างนั้นเขาต้องโมโหตายแน่ ๆ!
เรียวคิ้วของเส้าอวิ่นเฉินขมวดเข้าหากันแน่น เขาพลิกตัวหันหลังให้เยี่ยชิงหวน
ความมืดค่อย ๆ กัดกินค่ำคืนไปเรื่อย ๆ มีเพียงแสงจันทร์ราง ๆ ที่สาดส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่าง
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงไม่รู้ว่าตื่นมาั้แ่เมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่ได้หลับเลยั้แ่แรก ดวงตาที่เปิดอยู่เต็มไปความสดใส ต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับเป็คนละคน
ลู่เจิ้งหลิง ฉันควรจะเซอร์ไพรส์นายสักหน่อยไหมนะ