ลานคัดศิษย์สำนักชิงหลัวเงียบลงั้แ่วินาทีที่แผ่นหยกไม่ยอมเรียกชื่อหลินเซวียน
เสียงระฆังทองแดงบนเสาหินยังสั่นอยู่ ปลายเสียงลากยาวผ่านยอดธงและชายคาศาลพิธีเหมือนคมโลหะขูดผ่านกระดูกบาง ๆ แต่ในลานกว้าง ไม่มีใครพูดต่อ เสียงซุบซิบของศิษย์นอกหลายร้อยคนหายไปพร้อมกัน ราวกับทุกคนกำลังรอฟังว่าแท่นหินดำกลางลานจะตัดสินชีวิตคนผู้หนึ่งอย่างไร
หลินเซวียนวางฝ่ามือบนแผ่นหยกตรวจชะตา
หยกเย็น
ไม่ใช่ความเย็นของวัตถุที่ตั้งอยู่กลางลมูเา หากเป็ความเย็นลึกเหมือนโลหะเก่าที่ถูกฝังไว้ใต้เถ้าหิมะนานปี มันซึมผ่านิั เข้าข้อนิ้ว ไต่ขึ้นข้อมือ แล้วกดลงไปถึงกระดูกด้วยน้ำหนักที่ไม่ควรมีในแผ่นหยกชิ้นหนึ่ง
เขาไม่ถอนมือ
คนที่ถอนมือก่อนคำตัดสินย่อมถูกกล่าวหาว่าหนีพิธี คนที่พูดก่อนผู้าุโถามย่อมถูกกล่าวหาว่าลบหลู่สำนัก หลินเซวียนรู้กฎเ่าั้ดีพอ ๆ กับที่รู้ว่าศิษย์นอกชั้นล่างไม่มีสิทธิ์ทำให้กฎสั่นแม้แต่น้อย
เขาจึงยืนนิ่ง
เสื้อศิษย์นอกสีเทาซีดแนบกับแผ่นหลังเพราะลมเย็นจากยอดเขา ขอบแขนเสื้อด้านขวารุ่ยเล็กน้อยจากการซ่อมโรงเก็บฟืนเมื่อเดือนก่อน รองเท้าผ้าคู่เก่ามีฝุ่นหินติดขอบพื้น เขารับรู้รายละเอียดเหล่านี้ชัดกว่าสายตาหลายร้อยคู่ที่กดลงบนร่างตน เพราะสิ่งเล็ก ๆ คือสิ่งเดียวที่ยังเป็ของเขาในลานซึ่งทุกอย่างถูกผูกไว้กับอำนาจของสำนัก
บนแท่นสูง ผู้าุโผู้คุมพิธีหรี่ตา
“หลินเซวียน” เสียงนั้นไม่ดัง แต่ทำให้ลานทั้งลานต่ำลง “ส่งปราณเข้าแผ่นหยก”
“ส่งแล้วขอรับ”
คำตอบของหลินเซวียนราบเรียบ
เขาไม่ได้แก้ตัว เขารายงานข้อเท็จจริง
ปราณอ่อนบางของศิษย์นอกไหลจากจุดชีพจรกลางฝ่ามือเข้าสู่แผ่นหยก แม้มันจะเบากว่าคนอื่น แม้สามปีในสำนักชิงหลัวจะให้เขาเพียงความก้าวหน้าช้าเหมือนหินชื้นถูกแดดอ่อน แต่ปราณนั้นมีอยู่จริง เขารู้สึกถึงมันเอง เส้นเล็ก ๆ อุ่นจาง ๆ เคลื่อนผ่านฝ่ามือไปยังหยกเย็น
แผ่นหยกควรตอบสนอง
มันไม่ตอบ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากด้านขวา
หลินเซวียนไม่หันไป เขารู้ว่าเป็ใครั้แ่จังหวะหายใจแรก
ฉินเว่ยหลัว
ศิษย์สายหลักผู้เพิ่งทำให้แผ่นหยกสว่างสูงสามฉื่อ คนที่หลังแตะหยกแล้วหยิบผ้าไหมขึ้นเช็ดปลายนิ้วอย่างช้า ๆ ราวกับกลัวว่าความต่ำต้อยของผู้อื่นจะติดมือ คนที่สวมเสื้อขาวปักเงินสะอาดจนคล้ายไม่เคยยืนบนพื้นเดียวกับศิษย์นอก คนที่เคยบอกหลินเซวียนต่อหน้าศิษย์โรงครัวว่า บางคนเกิดมาเหมาะกับการกวาดฝุ่นหน้าประตูเซียน มากกว่าก้าวผ่านประตูนั้น
“ส่งแล้วหรือ” ฉินเว่ยหลัวถาม เสียงไม่ดังพอจะเรียกว่าะโ แต่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยินครบทุกคำ เขาใช้นิ้วหัวแม่มือเคาะปลอกกระบี่ข้างเอวหนึ่งครั้ง “ถ้าแผ่นหยกยังนิ่ง บางทีอาจไม่ใช่หยกที่มีปัญหา”
เสียงหัวเราะแตกออกเป็วง
หลินเซวียนยังมองแผ่นหยก
เพราะก่อนมันนิ่ง เขาเห็นแสง
เพียงเสี้ยวเดียว
แสงสีเขียวจางแล่นจากขอบล่างของหยกขึ้นสู่ใจกลาง เหมือนเส้นเืใต้ผิวหินกำลังตื่น มันเล็กมาก บางมาก แต่มีอยู่จริง ในจังหวะนั้น ความเย็นในหยกคลายลงเล็กน้อย ราวกับสิ่งที่ถูกฝังไว้ข้างในกำลังจะเขียนอักษรตัวแรกของชื่อเขา
แล้วเงาหม่นก็ทับลงมา
ไม่ใช่เงาจากเมฆ ไม่ใช่เงาจากแขนเสื้อ ไม่ใช่เงาของผู้ใดในลานพิธี
มันกดแสงให้ดับ
พร้อมเสียงเบาแ่เหมือนปลายเล็บขูดแผ่นกระดูกจากด้านใน
หลินเซวียนปล่อยลมหายใจช้ากว่าคนอื่นครึ่งจังหวะ ปลายนิ้วไม่ขยับ สีหน้าไม่เปลี่ยน สิ่งที่เห็นไม่มีพยาน และสิ่งที่ไม่มีพยาน ในสำนักชิงหลัว มักถูกเรียกว่าไม่มีอยู่จริง
ผู้าุโเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “แผ่นหยกไม่ตอบ”
ผู้จดบัญชีที่ยืนด้านหลังแท่นเปิดม้วนไม้ไผ่ เสียงไม้ไผ่เสียดกันแห้งกรอบเหมือนฟันของคนหนาว
หลินเซวียนเงยหน้า
“ขอผู้าุโอนุญาตให้ตรวจอีกครั้ง”
เสียงหัวเราะหายไปครึ่งหนึ่ง
ไม่ใช่เพราะผู้คนเห็นใจเขา แต่เพราะไม่มีศิษย์นอกคนใดกล้าขอให้พิธีตรวจชะตาทำซ้ำต่อหน้าผู้าุโ พิธีคัดศิษย์ของสำนักชิงหลัวไม่ได้เป็เพียงงานรับคน มันเป็แท่นที่สำนักใช้ประกาศว่าใครควรยืนอยู่เหนือฝุ่น และใครควรถูกเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเส้นทางเซียน
ผู้าุโมองเขานิ่ง “เหตุผล”
“เมื่อครู่แผ่นหยกมีแสงตอบสนองขอรับ”
“ข้าไม่เห็น”
“ข้าเห็น”
ลานคัดศิษย์เงียบลงอีกชั้น
ความเงียบคราวนี้มีคม
ฉินเว่ยหลัวหัวเราะออกมาตรง ๆ เขายกมือปิดปากเล็กน้อยเหมือนรักษามารยาท แต่ดวงตากลับกวาดมองคนรอบข้าง ชวนให้ทุกคนร่วมกันเห็นสิ่งเดียวกับเขา นั่นคือความน่าขันของศิษย์นอกชั้นล่างที่กล้าพูดว่าตนเห็นสิ่งที่ผู้าุโไม่เห็น
“เ้าหมายความว่าผู้าุโพลาดหรือ หลินเซวียน”
หลินเซวียนหันไปมองเขาเป็ครั้งแรก
ฉินเว่ยหลัวยืนอยู่ด้านข้างแท่นพิธี รอยยิ้มบนริมฝีปากอ่อนโยนพอให้คนไม่รู้จักเข้าใจผิด แต่ดวงตาไม่มีสิ่งใดนอกจากความสนุกของผู้ที่เห็นคนตกบ่อโคลนแล้วเลือกยืนดู ปลายนิ้วของเขาเคาะปลอกกระบี่อีกสองครั้ง ระยะห่างเท่ากัน ช้าและมั่นคง ราวกับนับจังหวะที่หลินเซวียนจะจม
หลินเซวียนตอบ “ข้าหมายความว่าแผ่นหยกผิดปกติ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
แผ่นหยกผิดปกติ
คำสี่คำนั้นหนักกว่าคำแก้ตัว เพราะแผ่นหยกตรวจชะตาผูกกับบัญชีรายชื่อศิษย์ ใช้รับรองว่าใครมีสิทธิ์เริ่มทางบำเพ็ญ ใครไม่มี เมื่อแผ่นหยกสว่าง สำนักเรียกว่าชะตาเปิด เมื่อแผ่นหยกนิ่ง สำนักเรียกว่า์ไม่เรียกชื่อ
ผู้ที่สงสัยแผ่นหยก เท่ากับสงสัยพิธี
ผู้ที่สงสัยพิธี เท่ากับสงสัยมือที่วางอยู่เหนือชีวิตศิษย์นับพัน
ผู้าุโเคาะปลายนิ้วลงบนพนักเก้าอี้ไม้ดำหนึ่งครั้ง
แรงกดจากแท่นสูงตกลงบนไหล่หลินเซวียนเหมือนหินเปียก
ผู้จดบัญชีอ่านจากม้วนไม้ไผ่ “หลินเซวียน ศิษย์นอกชั้นล่าง อายุสิบเจ็ด เข้าสำนักเพราะผู้ดูแลตำบลรับรอง ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ไม่มีอาจารย์ส่วนตัว ฝึกปราณพื้นฐานสามปี ยังไม่ทะลวงชั้นแรกสมบูรณ์ บันทึกเดิมระบุว่าความเร็วสะสมปราณต่ำกว่ามาตรฐาน”
ต่ำกว่ามาตรฐาน
คำนี้ตกลงกลางลานและแตกเป็รอยยิ้มบนใบหน้าหลายคน
หลินเซวียนเห็นทั้งหมด
ศิษย์นอกที่เคยยืมข้าวแล้วไม่คืน คนเฝ้าหอที่เคยเรียกเขาไปซ่อมหลังคาในคืนฝน ศิษย์รุ่นเดียวกันที่เคยแพ้เขาในการคัดแยกสมุนไพรแต่วันนี้มีแสงบนแผ่นหยกมากกว่าเขา ทุกสายตาวางลงบนร่างเขาเหมือนเขาเป็ของเสียที่ถูกนำมาวางผิดที่กลางพิธีศักดิ์สิทธิ์
เขาไม่เถียง
นิ้วหัวแม่มือกดลงบนข้อกลางนิ้วชี้เพียงครั้งเดียว
ผู้าุโกล่าว “แผ่นหยกไม่ผิด”
“แต่เมื่อครู่มีแสง”
“ความอยากเห็น ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง”
เสียงหัวเราะกลับมา คราวนี้ดังขึ้นกว่าเดิม
ฉินเว่ยหลัวก้าวออกมาครึ่งก้าว ชายแขนเสื้อของเขาถูกยกขึ้นเล็กน้อยไม่ให้แตะพื้นหินที่มีฝุ่นของศิษย์นอก น้ำเสียงของเขานุ่มนวลจนเหมือนกำลังช่วยเหลือ
“ผู้าุโ เมตตาศิษย์น้องหลินด้วยเถิด คนฝึกมาสามปีแล้วกลับไม่พบแม้รากพลังเซียนให้ปลุก ย่อมรับยากเป็ธรรมดา”
คำว่าไม่พบรากพลังเซียนทำให้ศิษย์หลายคนหัวเราะตาม
บางคนพูดซ้ำ
ไร้พลังเซียน
ฉินเว่ยหลัวไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาประสานมือไปทางผู้าุโอย่างถูกระเบียบ ทุกท่าทางสะอาด สุภาพ และแม่นยำเหมือนมีดที่ลับไว้ใต้ผ้าไหม
“แต่พิธีใหญ่ไม่ควรหยุดเพราะศิษย์นอกคนเดียว หากศิษย์น้องยังอยากรับใช้สำนัก เขตฝนเถ้าทางตะวันตกยังขาดคนจดบันทึกภัยและตรวจทางอยู่มิใช่หรือขอรับ ให้เขาไปทำงานที่นั่น อย่างน้อยก็ยังถือว่าสำนักเปิดทางให้คนไร้พลังเซียนได้ตอบแทนข้าวที่เคยกิน”
ลานเงียบลงอีกครั้ง
คำพูดนั้นไม่ใช่การเยาะ
มันเป็ข้อเสนอ
และข้อเสนอที่พูดต่อหน้าคนทั้งลาน หากผู้าุโรับไว้ ย่อมกลายเป็เหตุผลของสำนัก ไม่ใช่ความแค้นส่วนตัวของฉินเว่ยหลัว
หลินเซวียนมองนิ้วของอีกฝ่าย
นิ้วหัวแม่มือหยุดเคาะปลอกกระบี่แล้ว
คนที่วางกับดักสำเร็จไม่จำเป็ต้องเร่งจังหวะ
ผู้าุโไม่ได้ตอบฉินเว่ยหลัวทันที เขามองหลินเซวียนนานพอให้ความเงียบกัดเข้าเนื้อ แล้วจึงหันไปทางผู้จดบัญชี
“บันทึกผล”
ผู้จดบัญชีจุ่มพู่กันลงหมึกดำ
“ผลตรวจ หลินเซวียน ไม่มีแสงชะตา ไม่มีรากปราณตอบรับ ไม่พบรากพลังเซียนที่ปลุกได้”
ปลายพู่กันแตะลงบนบัญชีหลักบนแท่นสูง
“จัดเป็ผู้ไร้พลังเซียน”
หมึกดำลากผ่านไม้ไผ่
คำตัดสินตกลงมาแล้ว
หลินเซวียนไม่เห็นตัวอักษรบนบัญชีหลักชัดพอ รายชื่ออยู่บนแท่นสูงเกินไป และผู้จดบัญชียืนบังครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเพียงปลายพู่กันเคลื่อน เห็นสีดำซึมลงบนไม้ และเห็นมือของคนเขียนกดแรงกว่าปกติในขีดสุดท้าย
นั่นยังไม่ใช่หลักฐาน
แต่เป็รอยแรกของความผิดปกติ
ผู้าุโยกมือ เสียงหัวเราะค่อย ๆ หยุดลงตามความเคยชินของคนที่ถูกฝึกให้กลัวอำนาจ
“ตามกฎสำนัก ผู้ไร้พลังเซียนไม่มีสิทธิ์เข้าสู่ชั้นเรียนศิษย์ใหม่ ไม่มีสิทธิ์รับโอสถเปิดปราณ ไม่มีสิทธิ์อยู่ในเขตฝึกของศิษย์ชั้นนอก”
หลายคนเริ่มยิ้ม
หลินเซวียนรู้ว่ายังมีประโยคต่อท้าย
คนอย่างผู้าุโไม่ปล่อยให้ศิษย์นอกที่กล้าตั้งคำถามต่อหน้าแท่นพิธีถูกไล่ออกง่าย ๆ การไล่ออกยังอ่อนโยนเกินไปสำหรับคนที่ทำให้พิธีเกิดรอยร้าว
“หลินเซวียน ขัดพิธี ตรวจชะตาแล้วไม่รับผล พูดให้แผ่นหยกสำนักมัวหมอง” ผู้าุโกล่าว “ตัดเบี้ยเสบียงสามเดือน ตัดสิทธิ์โอสถทั้งหมด ลดสถานะจากศิษย์นอกฝึกปราณเป็แรงงานบันทึกภัย”
คำว่าแรงงานบันทึกภัยทำให้รอยยิ้มบางคนแข็งค้าง
ฉินเว่ยหลัวลดสายตาลงเล็กน้อย มุมปากยังอ่อนโยน
ผู้าุโพูดต่อ “ชายแดนฝั่งตะวันตกมีเขตต้องห้ามฝนเถ้า หมู่บ้านเถาดำขาดคนส่งของและคนตรวจเส้นทางมาหลายเดือน นับแต่วันนี้ เ้าถูกส่งไปทำงานที่นั่น หากยังมีชีวิตรอดครบหนึ่งปี สำนักจะพิจารณาว่าควรให้กลับมารับงานศิษย์นอกหรือไม่”
หนึ่งปี
ในเขตต้องห้าม
คราวนี้แม้แต่คนที่เกลียดเขาก็ไม่หัวเราะ
เขตต้องห้ามฝนเถ้า
ชื่อนั้นทำให้ลมบนลานเย็นลงเหมือนมีใครเปิดประตูสู่หลุมฝังศพเก่า หลินเซวียนเคยได้ยินจากศิษย์เก่าที่เมาเหล้าในโรงครัว พื้นที่ซึ่งฝนสีดำตกลงมาจากฟ้าเป็่ ๆ คนที่สูดพิษเข้าไปนานจะไอเป็เถ้า สัตว์ป่ากลายรูปร่าง กระดูกคนป่วยเปราะเหมือนกิ่งไม้แห้ง
สำนักไม่เรียกการส่งคนไปที่นั่นว่าโทษปะา
สำนักเรียกว่างาน
ฉินเว่ยหลัวไม่หัวเราะแล้ว เขาเพียงยืนเงียบ ดวงตาพอใจอย่างผู้ไม่ต้องเปื้อนมือ นิ้วหัวแม่มือลูบสันปลอกกระบี่ช้า ๆ เหมือนคำตัดสินนี้เป็คมมีดที่ยืมมือผู้อื่นกดลงแทนตน
หลินเซวียนมองผู้าุโ
“ข้าขอถามหนึ่งข้อ”
ผู้คนแทบกลั้นหายใจพร้อมกัน
ผู้าุโเลิกคิ้ว “ถาม”
“คนที่ถูกส่งไปหมู่บ้านเถาดำ ยังมีชื่อในบัญชีสำนักหรือไม่”
คำถามนั้นดูเหมือนถามเื่งาน แต่หลินเซวียนมองผู้จดบัญชี ไม่ใช่ผู้าุโ
มือของผู้จดบัญชีกำม้วนไม้ไผ่แน่นขึ้น
ผู้าุโตอบแทน “ตราบใดที่ยังไม่ตาย ย่อมมี”
หลินเซวียนก้มศีรษะเล็กน้อย “เช่นนั้นโปรดเขียนสถานที่ส่งตัวให้ชัด”
ไม่มีคำท้าทาย
ไม่มีคำขู่
มีเพียงประโยคแคบ ๆ ที่ไม่พอให้ใครใช้เป็ข้อหาใหม่ และไม่พอให้คนจดบัญชีหลบเลี่ยงจากงานของตน
ฉินเว่ยหลัวมองเขาด้วยรอยยิ้มบาง “ยังห่วงชื่ออยู่หรือ”
หลินเซวียนไม่ตอบ
ความเงียบของเขาทำให้ปลายนิ้วที่เคาะปลอกกระบี่ของฉินเว่ยหลัวหยุดไปชั่วขณะ
ผู้าุโโบกมือ “พาเขาออกไป”
ศิษย์เวรสองคนก้าวเข้ามา คนหนึ่งแตะด้ามกระบี่ อีกคนจับแขนหลินเซวียน
แรงบีบแน่นกว่าจำเป็
กระดูกแขนใต้เสื้อเทาซีดรับแรงกดจนชา หลินเซวียนไม่สะบัดออก เขาปล่อยให้ศิษย์เวรดันไหล่ตนออกจากศูนย์กลางลาน เพราะในสถานที่นี้ การดิ้นเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนคำว่าแรงงานบันทึกภัยเป็ศพที่ขัดขืนคำสั่ง
ยังไม่ใช่เวลา
ขณะถูกพาเดินผ่านลานคัดศิษย์ คำว่าไร้พลังเซียนลอยตามหลังเหมือนเถ้าละเอียดที่สลัดไม่หลุด เสาหิน กระถางธูป แผ่นหยก แท่นบัญชี ทุกสิ่งกลับไปอยู่ในตำแหน่งของมันอย่างเรียบร้อย พิธีเดินหน้าต่อได้ทันทีที่เขาถูกลากออกจากศูนย์กลาง เหมือนความผิดปกติเมื่อครู่เป็เพียงคราบหมึกที่ปาดทิ้งจากวันสำคัญของสำนัก
ก่อนพ้นลาน ศิษย์เวรพาเขาหยุดตรงโต๊ะบัญชีด้านข้างแท่น
โต๊ะนั้นอยู่ต่ำกว่าแท่นพิธีหนึ่งขั้น ใช้สำหรับออกป้ายส่งตัวและตราประทับงานสำนัก ผู้จดบัญชีคนเดิมเดินลงมาพร้อมแผ่นไม้ไผ่บางยาว เขาไม่มองหน้าหลินเซวียน เพียงจุ่มตราหมึกสีดำแล้วกดลงบนท้ายป้าย
แรงกดหนักเกินจำเป็อีกครั้ง
“ป้ายส่งตัว” ผู้จดบัญชีกล่าวกับศิษย์เวร “หมู่บ้านเถาดำ เขตฝนเถ้าตะวันตก แรงงานบันทึกภัยหนึ่งปี”
ศิษย์เวรรับป้าย
จังหวะนั้น ป้ายไม้ไผ่เอียงเข้าหาหลินเซวียน
ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งศอก
เขาจึงเห็น
ใต้คำว่า ไร้พลังเซียน ที่เพิ่งถูกเขียนทับบนช่องสรุปสถานะ มีรอยขูดเก่าเส้นหนึ่งซ่อนอยู่ รอยนั้นไม่เหมือนลายไม้ ไม่เหมือนรอยขีดจากมีดพลาด มันเป็ร่องเรียบเกินไป ลึกเท่ากันเกินไป คล้ายเคยมีอักษรบางตัวอยู่ตรงนั้น แล้วถูกลบออกอย่างรีบร้อนก่อนหมึกใหม่จะถูกกดทับ
ขอบร่องยังมีเศษไม้สีอ่อนติดอยู่
รอยใหม่กว่าที่ควร
ผู้จดบัญชีเห็นสายตาเขา
มือข้างนั้นพลิกป้ายไม้ไผ่คว่ำทันที
เร็วเกินไป
เร็วอย่างคนที่รู้ว่าถ้ามองนานกว่านี้ อาจเห็นสิ่งไม่ควรเห็น
ศิษย์เวรกระชากแขนหลินเซวียน “เดิน”
หลินเซวียนก้าวตาม
แขนยังชา
ฝ่ามือยังเย็นจากหยก
แต่ในใจมีเส้นสองเส้นถูกวางลงอย่างเงียบ ๆ
แสงในหยกถูกเงากดดับ
รอยเก่าใต้คำตัดสินถูกหมึกใหม่ทับไว้
สองสิ่งนี้ไม่พอให้เขาชนะใครในวันนี้ แต่พอให้เขาไม่เชื่อ
ก่อนพ้นลาน เขาหันกลับไปมองแผ่นหยกอีกครั้ง
มันนิ่งเหมือนของตาย
เขากำมือช้า ๆ เล็บจิกเข้าฝ่ามือ ไม่ลึกพอให้เืออก ลึกพอให้ความคิดไม่แตกออกเป็อารมณ์
เหนือยอดเขาชิงหลัว ฟ้าทางตะวันตกหม่นลงกว่าเดิม เมฆสีเทากองซ้อนกันเหมือนเถ้าถ่านที่ยังไม่ยอมตกสู่พื้น ขอบเมฆดำเป็คราบคล้ายก้นเตาหลอมเก่าที่ถูกขูดจนไหม้ ลมพัดกลิ่นแห้งขมเข้ามาในลาน
กลิ่นโลหะ
กลิ่นฝนที่ยังไม่ตก
ผงดำเม็ดหนึ่งปลิวมาติดบนป้ายบัญชีข้างทางเดิน
ผู้จดบัญชีเห็นมัน สีหน้าซีดลงเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนรีบใช้ชายแขนเสื้อปัดออก ไม่มีใครสนใจท่าทางนั้น คนทั้งลานกำลังสนใจศิษย์ไร้พลังเซียนที่ถูกพาออกจากพิธีมากกว่า
หลินเซวียนเห็น
ศิษย์เวรที่จับแขนเขากระซิบ “เดินเร็วหน่อย คนที่ไปเขตฝนเถ้าไม่ควรให้ฟ้ามืดก่อนออกทางเขา”
หลินเซวียนไม่ถามว่าทำไม
เขามองเมฆทางตะวันตกอีกครั้ง
ใต้เมฆนั้นมีเส้นฝนสีเทาดำห้อยลงมาบาง ๆ คล้ายม่านที่ยังไม่แตะพื้น แต่ลมพัดกลิ่นของมันมาถึงลานก่อนแล้ว กลิ่นเถ้าแห้งติดอยู่ที่โคนลิ้น ทำให้เขานึกถึงแผ่นหยกเย็นใต้ฝ่ามือ รอยขูดเก่าใต้หมึกใหม่ และเสียงเหมือนเล็บขูดกระดูกจากด้านในหยก
เขาไม่มีแสงชะตาในพิธี
ไม่มีสิทธิ์ในลานฝึก
ไม่มีอาจารย์ ไม่มีตระกูล ไม่มีคนลุกขึ้นพูดแทน
แต่เขายังมีสองสิ่ง
สิ่งที่ตนเห็น
และความอดทนพอจะรอจนกว่าสิ่งที่เห็นจะกลายเป็หลักฐาน
ด้านหลัง ผู้จดบัญชีขานชื่อคนถัดไป พิธีคัดศิษย์เดินหน้าต่อเหมือน์ไม่เคยกะพริบผิดจังหวะ เหมือนชื่อหลินเซวียนไม่เคยถูกกดลงใต้หยก เหมือนคนผู้หนึ่งถูกลบจากเส้นทางเซียนแล้วโลกทั้งใบไม่จำเป็ต้องสะดุ้ง
หลินเซวียนเดินลงจากลานคัดศิษย์โดยไม่หันกลับไปอีก
ปลายทางคือหมู่บ้านเถาดำ
เหนือศีรษะ เมฆเถ้ากำลังเคลื่อนมาอย่างช้า ๆ
และบนป้ายส่งตัวไม้ไผ่ของสำนัก ชื่อของเขาเพิ่งถูกเขียนทับด้วยคำว่าไร้พลังเซียน
แต่ก่อนหมึกใหม่นั้นจะแห้ง หลินเซวียนเห็นแล้วว่าใต้คำตัดสินของสำนักมีรอยเก่าซ่อนอยู่
รอยที่ใครบางคนไม่อยากให้เขาเห็น
รอยที่ทำให้คำว่าไร้ค่าไม่ใช่คำตัดสิน
แต่เป็หลักฐานชิ้นแรก