บทที่14มิตรภาพที่มิต้องเอื้อนเอ่ย
อวิ๋นเซ่อแบกร่างของอู๋เฉาหยุนวิ่งเรียบมาตามชายป่าก่อนตัดเข้าสู่ป่าลึกเพื่อหลบหนีจากการไล่ล่าติดตามของเหล่าคนชุดดำที่หนึ่งในนั้นมียอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงรวมอยู่ด้วย
“เ้าปล่อยข้าลงแล้วรีบหนีไป มิเช่นนั้นเ้าจะลำบากไปด้วย"อู๋เฉาหยุนที่อยู่บนบ่าของอวิ๋นเซ่อกล่าวขึ้นแ่เบา
อวิ๋นเซ่อตอบกลับทันควัน“คิดว่าข้าอยากช่วยท่านนักหรือไง ข้าลองไตร่ตรองดูแล้ว หากท่านถูกจับตัวแล้วพวกมันเกิดเค้นเอาความจริงถึงบุคคลที่ร่วมกับท่าน ข้าจะไม่ลำบากกว่าหรือ”
“ข้า อู๋เฉาหยุน ไม่เคยขายพวกพ้อง"
“แต่ข้ามิใช่พวกพ้องท่าน อย่าลืมว่าระหว่างพวกเรามีเพียงผลประโยชน์ร่วมกันเท่านั้น"
อู๋เฉาหยุนเงียบงันไปเนิ่นนานคนได้หวนนึกถึงเคล็ดวิชาอันพิสดารที่อวิ๋นเซ่อใช้ออกก่อนหน้าได้นึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น “แต่ั์ตาของเ้าที่แสดงออกมามันมิได้มีเพียงแค่ผลประโยชน์"
เนื่องเพราะล่วงรู้ถึงนิสัยใจคอของอวิ๋นเซ่อเช่นนั้นพอกล่าวจบคนจึงเงียบปากลงไปไม่กล่าวสิ่งใดอีก ปล่อยให้อวิ๋นเซ่อแบกร่างวิ่งต่ออย่างรวดเร็ว
แม้มีร่างอู๋เฉาหยุนอยู่บนบ่า แต่ฝีเท้าของอวิ๋นเซ่อกลับมิตกลงแม้แต่น้อยชายหนุ่มยังวิ่งได้อย่างรวดเร็วราวกับวิ่งตัวเปล่า เท้าที่แตะพื้นก็แทบไม่ทิ้งร่อยรอยใดไว้ให้เห็นที่เป็เช่นนี้นั่นเป็เพราะการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงโดยการแบกท่อนไม้ขนาดใหญ่และผูกติดแผ่นโลหะอันหนักอึ้งบนร่างกายแล้ววิ่งขึ้นลงบันใดหลายร้อยขั้นในตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั่นเองการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงครั้งนั้น ช่วยให้มันมีพละกำลังในการเอาตัวรอดครั้งนี้ส่งผลให้คนรู้สึกว่าการยอมเหน็ดเหนื่อยจนแทบขาดใจ เป็สิ่งที่คุ้มค่าและทำให้มันลืมความลำบากนั่นเป็ปลิดทิ้งหากมีโอกาสมันจะต้องหาวิธีฝึกร่างกายให้หนักหน่วงกว่าเดิมเป็แน่
สมองครุ่นคิด ฝีเท้าก็ก้าวไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วระยะห่างจึงทิ้งออกมาไกลเรื่อยๆ จนไม่มีใครตามทัน อวิ๋นเซ่อวิ่งเรียบมาถึงธารน้ำที่ตื้นเขินชายหนุ่มก็ได้คิดอุบายขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดเื่ไม่คาดฝัน มันทิ้งรอยเท้าบนพื้นให้ดูเลือนลางและเห็นเป็่ๆคล้ายมิได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น ก่อนวางร่างของอู๋เฉาหยุนลงในธารน้ำ
“ท่านรอที่นี่ซักครู่ ห้ามขยับไปไหน"
อวิ๋นเซ่อกล่าววาจากับอู๋เฉาหยุนเสร็จสรรพคนก็วิ่งทะยานข้ามธารน้ำไปอีกฝั่งทันที พร้อมทิ้งร่องรอยฝีเท้าลงบนพื้นอย่างเลือนรางแลขาดหายเป็่ๆทอดยาวออกไปไกล ก่อนที่ชายหนุ่มจะทะยานกายวิ่งวกอ้อมคืนกลับมายังธารน้ำอย่างรวดเร็วโดยครั้งนี้มันวิ่งอย่างเต็มกำลังจนเท้าแทบไม่ััพื้น ร่องรอยก็บางเบาจนยากจับทิศทางได้
เมื่อเห็นอวิ๋นเซ่อวกกลับมาอู๋เฉาหยุนก็ยกยิ้มแล้วกล่าวขึ้น
“เป็อุบายที่ประเสริฐ"
แล้วอวิ๋นเซ่อก็ย่อกายลงไปแบกร่างอันาเ็ของอู๋เฉาหยุนขึ้นพร้อมวิ่งเรียบไปในธารน้ำที่ตื้นเขินทันทีวิ่งไปไกลหลายสิบลี้ ธารน้ำจากที่เคยตื้นเขินก็เริ่มลึกลงไปเรื่อยๆ อวิ๋นเซ่อจึงค่อยแบกร่างของอู๋เฉาหยุนขึ้นมาบนพื้นดินและพามันมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกจนมีระยะห่างที่แน่ใจแล้วว่ามิอาจมีผู้ใดตามหาพวกมันได้ทันค่อยวางร่างของอู๋เฉาหยุนลง
ตึง ร่างของอวิ๋นเซ่อก็ล้มนอนแผ่หลาลงอย่างเหนื่อยหอบวันนี้นับว่ามันสิ้นเปลืองทั้งพลังกาย ความคิด รวมถึงพลังญาณอันน้อยนิดที่กว่าจะรวบรวมมาได้ไปไม่น้อยทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่ออนาคตแลความตั้งใจของมันยิ่ง จนเงินค่าจ้างที่ได้รับก็ดูจะไม่คุ้มค่าซักเท่าใด
อวิ๋นเซ่อั์ตาจ้องมองผืนฟ้า ส่วนปากก็กล่าววาจากับอู๋เฉาหยุน
“ท่านจะเอายังไงต่อไป สิ่งที่หาก็ไม่พบศัตรูก็รู้ตัวแล้ว ทั้งฝีมือมันก็แข็งแกร่งและยังไล่ล่าท่านอย่างไม่ลดละ หากไม่รีบออกจากเมืองนี้ท่านได้จบชีวิตเป็แน่"
อู๋เฉาหยุนถอนหายใจยาว
“ความตายสำหรับข้าอุปมาดั่งนอนหลับ อู๋เฉาหยุนผู้นี้ยอมหักไม่ยอมงอในเมื่อหนทางแก้แค้นที่ดีที่สุดมิอาจค้นพบ เช่นนั้นก็เหลือหนทางสุดท้าย….. ข้าจะเผชิญหน้ากับมันให้ตายไปข้าง!”
อวิ๋นเซ่อลุกขึ้นนั่งก่อนส่ายศีรษะ
“ในเมื่อมันยังมียอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงอยู่ข้างกายต่อให้ไม่มีข่ายปราณ ผลลัพธ์ก็คงออกมาเช่นเดิม ผู้ที่ตายจะเป็ท่าน”
อู๋เฉาหยุนจ้องมองเข้าไปยังั์ตาของอวิ๋นเซ่อเห็นประกายตาของมันที่แฝงไว้ด้วยแววอันคมกล้าแลความแค้นอันลึกล้ำยากแก้ไขเช่นเดียวกับตนคนจึงกล่าวขึ้น
“เ้าน่าจะเข้าใจถึงความแค้นเป็อย่างดีและไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้า”
“แต่ว่าข้าไม่เหมือนกับท่าน"
อู๋เฉาหยุนขมวดคิ้ว “ยังไง?"
“หากหน้าผาเรียบลื่นไร้ซึ่งชะง่อนหินหรือช่องแตกข้าจะไม่มีทางดันทุรังปีนป่าย เพราะนั่นมิต่างจากการรนหาที่ตายแม้เพียงนิด…..และหากข้าตายไปแล้วความแค้นจะได้สะสางหรือ"
อู๋เฉาหยุนทอดถอนใจอีกครา“ข้ารู้ แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว"
อวิ๋นเซ่อนึกถึงเื่ราวที่ตนประสบพบเจอเมื่อตอนอยู่ในคฤหาสน์นึกถึงดรุณีสะคราญโฉมนางนั้น คนจึงมีท่าทีครุ่นคิดแล้วกล่าวขึ้น
“ยังไม่แน่ว่าท่านจะมีแค่ทางเลือกเดียว”
“เ้าหมายความว่ายังไง"
“เอาเป็ว่าเื่นี้ปล่อยเป็หน้าที่ของข้าให้ท่านหลบอยู่ในป่าใหญ่แห่งนี้จนกว่าข้าจะกลับมา ระหว่างนี้ให้ท่านพักฟื้นฟูอาการาเ็ไปก่อน”
“เ้าจะช่วยข้า?”
“ข้ามีเื่ค้างคาใจบางประการ และโชคดีที่มันเกี่ยวพันธ์ถึงเื่ของท่าน”
อู๋เฉาหยุนผงกศีรษะ“เข้าใจแล้ว ข้าจะลองเชื่อฟังเ้าดูซักครั้ง….. ขอบใจมากน้องชาย"
“มิต้องขอบใจข้า จงขอบใจโชคชะตาบ้าๆ ที่ทำให้ข้ารู้จักท่านเถอะ"
……………………………………
ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ของเฉินจือหานเมื่อยามเฮ่ยอาน(่เวลามืดมิด)ที่ผ่านมาก็พึ่งบังเกิดความวุ่นวายจากการบุกเข้ามาของอู๋เฉาหยุนแต่พออู๋เฉาหยุนหลบหนีไป ที่คฤหาสน์แห่งนี้กลับวุ่นวายมากกว่า ทั้งความวุ่นวายนี้ยังลากยาวไปจนถึงยามมู่ซื่อ(่เวลาสลัว) ชั่วยามที่สาม(เวลา10.00 – 12.00 น.) เนื่องจากการหายตัวไปของดรุณีสะคราญโฉมนามซินเหยียน
“คนหายไปทั้งคนพวกเ้ายังไม่ทราบได้ ไร้ประโยชน์สิ้นดี!”เฉินจือหานตะเบ็งเสียงดังลั่นด้วยความเดือดดาล มันโกรธแค้นอู๋เฉาหยุนด้วยเื่ราวในอดีตก็ส่วนหนึ่งแต่เมื่อเป็เพราะอู๋เฉาหยุนทำให้มันต้องพลาดจากดรุณีผู้เลอโฉมยิ่งทำให้มันโกรธแค้นอู๋เฉาหยุนมากยิ่งขึ้นและเป็เหตุให้มันพาลใส่ผู้ติดตามของตนอย่างหนักหน่วง
“อู๋เฉาหยุนมันาเ็ถึงเพียงนั้น พวกเ้าทุกคนก็ยังไม่มีปัญญาไล่ติดตามทันนี่ข้าได้ผู้ติดตามไม่ได้เื่ั้แ่เมื่อไหร่"
บุรุษชุดดำผู้หนึ่งรีบกล่าวแก้ต่าง
“เป็เพราะมันมีบุคคลลึกลับแลแปลกพิสดารยื่นมือช่วยเหลือจึงทำให้มันหลบรอดจากสายตาพวกเราไปได้"
บุรุษชุดดำอีกผู้กล่าวเสริม
“มิผิด และการหายตัวไปของแม่นางซินเหยียนอาจเป็เพราะบุคคลลึกลับนั่นแน่แท้มันเห็นว่านางงดงามจึงอาจชิงตัวนางไป"
ตึง! เฉินจือหานทุบหมัดลงยังโต๊ะอย่างรุนแรง
“บุคคลลึกลับนั่นมันเป็ผู้ใดถึงได้กล้าลูบคมข้าถึงเพียงนี้ข้าจะปล่อยมันไว้มิได้!”
“นายท่านโปรดระงับโทสะก่อน ตอนนี้ยังมีงานใหญ่แลสำคัญรออยู่หากผิดพลาดนั่นจึงจะเป็ปัญหาใหญ่”
“เ้าไม่ต้องมาสอนข้า ข้าทราบเื่นี้ดี…..เื่ชายแดนทางเขตเหนือบูรพาปล่อยเป็หน้าที่ของข้า ส่วนการเดินทางให้เป็หน้าที่เ้า”หยุดเล็กน้อยเฉินจือหานชี้นิ้วไปทางบุรุษชุดดำอีกผู้ “ส่วนเ้านำคนออกเสาะหาร่องรอยของอู๋เฉาหยุนและบุคคลลึกลับนั่น จับเป็มันมาสอบสวนถึงเื่เหยียนเอ๋อของข้าหากจับเป็มิได้ก็ให้สังหารพวกมันทิ้ง!"
บุรุษชุดดำทั้งสองประสานมือขึ้นแล้วกล่าวอย่างพร้อมเพรียง“ทราบแล้ว" ก่อนปลีกตัวจากไปดำเนินการตามคำสั่งทันที เหลือไว้เพียงบุรุษชุดดำยอดยุทธ์เพลิงปราณสีแดงอีกผู้ไว้คอยอารักขาป้องกัน
พอสั่งการเสร็จสรรพ เฉินจือหานจึงเดินเข้าสู่ห้องทำงานของตนนี่เป็ครั้งแรกที่มันเข้าสู่ห้องนี้นับแต่ที่วุ่นวายอยู่กับงานเลี้ยงยาวไปจนถึงการบุกเข้ามาของอู๋เฉาหยุนและการหายตัวไปของซินเหยียนด้วยความที่มันมิใช่คนที่รอบคอบและหูตาไวเท่าใดนักจึงมิได้สังเกตุเห็นร่องรอยการเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยของสภาพห้องทำงานมันมิได้รับรู้ถึงการถูกรื้อค้นแม้แต่น้อย
เฉินจือหานเดินเข้าไปเปิดหีบไม้ที่สลักเสลาด้วยรูปหงส์คู่พร้อมหยิบม้วนกระดาษที่อยู่ด้านในขึ้นมาคลี่ออกดู ภายในหน้ากระดาษมีเศษผงสีดำละเอียดเกาะอยู่เล็กน้อยเฉินจือหานก็ใช้มือปัดออกโดยมิได้ใส่ใจ ก่อนคนจะก้มพินิจมองสิ่งที่วาดเขียนอยู่ในแผ่นกระดาษดังกล่าวกระดาษแผ่นนี้ด้านในก็คือแผนที่ของเขตเหนือบูรพา พร้อมมีเส้นทึบที่ลากยาวไปตามสถานที่ต่างๆมีการสลับสับเปลี่ยนไปมาดูซับซ้อนยากสืบเสาะร่องรอยได้ โดยเส้นทึบดังกล่าวยังลากตัดเมืองที่สำคัญทั้งเล็กใหญ่แปรเปลี่ยนไปมาก่อนไปที่ชนเผ่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่นอกแผนที่แผ่นดินใหญ่ปิ่งฉิง
เฉินจือหานจ้องดูแผนที่ดังกล่าวอยู่เนิ่นนานคนจึงพึมพำขึ้นแ่เบา“เส้นทางและการสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายครานี้ดูซับซ้อนยุ่งยากกว่าที่ผ่านมาอักโขทำเอาข้าต้องศึกษาหลายวันถึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เหตุใดท่านผู้นั้นถึงเปลี่ยนเส้นทางทุกครั้งไป…..แต่ก็ช่างเถอะหน้าที่นี้ไม่ยากเกินกว่าผู้ตรวจการอย่างข้าจะกระทำมิได้”
กล่าวจบคนก็ไปหยิบกระดาษขึ้นมาสามแผ่น และก็กระทำการอย่างที่มันเคยกระทำทุกครั้งที่ผ่านมานั่นคือการเขียนข้อความประโยคแจ้งผ่านทาง พร้อมประทับตราผู้ตรวจการแผ่นดิน ขุนนางฝ่ายในขั้นที่หกเฉินจือหานลงไป ก่อนส่งไปยังที่ว่าการเมืองทั้งสามแห่งที่เขตเหนือบูรพาก่อนล่วงหน้าด้วยนกพิราบสื่อสารเพื่อมิให้เกิดความชักช้าหรือเกิดการเข้าตรวจค้นของด่านทหารชายแดนเมืองต่างๆ
“หากงานใหญ่ครั้งนี้ผ่านพ้น ข้าต้องได้รับความดีความชอบมากมายเป็แน่ที่เหลือก็แค่จัดการเสี้ยนหนามสำคัญให้สิ้นไป”
พอกล่าวมาถึงตอนนี้ คนก็ได้คิดถึงใบหน้าอันเลอโฉมกลิ่นกายอันเย้ายวน เสน่ห์ที่ชักชวนให้คนหลงไหลของดรุณีสะคราญโฉมนามซินเหยียน ก็อดนึกเสียดายและเดือดดาลที่พลาดโอกาสอันดีที่จะกระทำต่อนางขึ้นมามิได้
“ข้าจะต้องตามหาเ้าให้พบ แม้ต้องขัดคำสั่งก็ตาม"
นี่เป็ครั้งแรกที่เฉินจือหานมีความคิดที่จะออกจากคฤหาสน์หลังนี้และเป็อีกครั้งที่มันกำลังจะฝ่าฝืนคำเตือนหลังจากที่เคยทำลายข่ายปราณอันทรงพลังด้วยน้ำมือของตนเองไปแล้วด้วยความชะล่าใจ ด้วยความประมาทเนื่องเพราะมิเคยประสบเื่ยุ่งยาก จึงทำให้มันขาดความรอบคอบและขาดการคิดวิเคราะห์สภาพการณ์โดยรวมที่เป็อยู่และนี่จึงเป็จุดอ่อนของเฉินจือหานให้ศัตรูได้ฉกฉวยรวมไปถึงพวกพ้องของมันเอง
……………………………..
นับแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของเฉินจือหานผู้ดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายในขั้นที่หกแห่งราชวงศ์หลิง จนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเจ็ดวันแล้วและเป็เวลาเจ็ดวันที่อวิ๋นเซ่อเอาแต่วนเวียนไปมาที่หอคณิกาหมื่นบุปผาเพื่อตามหาสตรีนางหนึ่ง
สตรีสวมชุดแพรขาวที่ยืนเคียงข้างสตรีชราจ้องมองอวิ๋นเซ่อเนิ่นนานแล้วกล่าวขึ้น
“กัวมาม๊า บุรุษหนุ่มผู้นี้่หลังๆไปมาหอหมื่นบุปผาเรามิขาดตก มิทราบมีจุดประสงค์ใด”
เสียงเจื้อยแจ้วของสตรีเยาว์วัยอีกนางกล่าวเสริม
“เห็นว่ามันคือหมอดูหนุ่ม ฉายาเทพพยากรณ์อะไรนั่น….สงสัยว่ามันก็คงมาอาศัยสถานที่เพื่อดูดวงและตามหาพี่ซินเหยียนดังเช่นบุรุษมากราคะคนอื่นๆ"
กัวมาม๊าหรือก็คือกัวรุ่ยหาน สตรีชราแต่ยังคงเค้าความงามที่ยืนอยู่ระหว่างสตรีทั้งสองนางส่ายใบหน้าอย่างเชื่องช้าสายตาพินิจมองอวิ๋นเซ่ออย่างถี่ถ้วน ปากก็กล่าววาจาพึมพำขึ้นแ่เบา
“บุรุษหนุ่มผู้นี้แตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง"