บทที่ 9 เงาราชันและเสียงประณาม
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม เมืองหลินซือเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกจากผู้คนที่เดินขวักไขว่ สมกับเป็เมืองใหญ่แห่งแคว้นฉี ถนนหนทางทอดยาวเรียงรายด้วยร้านรวงพ่อค้า เสียงะโเรียกลูกค้าดังไปทั่ว ขบวนเกวียนบรรทุกสินค้าจากต่างเมืองทยอยเข้ามา สร้างบรรยากาศคึกคักไม่ขาดสาย
เหยาหนิงเหอ เหยาหนิงเจี้ยน และหลี่เฟยเทียน เดินมาถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ตกลงใจนั่งพักบนชั้นสองซึ่งเปิดโล่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์รอบเมืองได้ชัดเจน
เบื้องล่าง ลานกว้างตรงหัวมุมถนนมีเด็กหญิงตัวน้อยกำลังแสดงกายกรรม พลิกตัวหมุนกลางอากาศได้อย่างคล่องแคล่ว ด้านข้างมีชายชราถือกลองไม้เล็ก ๆ คอยตีกำกับจังหวะ เขาส่งเสียงร้องปลุกเร้าให้ผู้คนมาร่วมชม
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือดังขึ้น ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างหยุดยืนดูด้วยความสนใจ บางคนโยนเหรียญเงินลงในตะกร้าที่วางอยู่เบื้องหน้า
เหยาหนิงเหอพึมพำเบา ๆ
"เด็กตัวแค่นี้กลับมีฝีมือไม่เลวเลย"
เหยาหนิงเจี้ยนพยักหน้าเห็นด้วย
"ใช่แล้ว ศิลปะกายกรรมเหล่านี้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน แม้เป็เพียงการแสดงข้างถนน แต่ก็น่าชื่นชม"
ขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างครึกครื้น
ฉับพลันนั้น กลุ่มเ้าหน้าที่ทางการในชุดเครื่องแบบเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา คนที่เดินนำเป็ชายร่างท้วม ใบหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส พอเข้ามาถึง เขาก็ส่งเสียงตวาดดังลั่น
"หยุดเดี๋ยวนี้! ใครอนุญาตให้แสดงที่นี่!"
เด็กหญิงสะดุ้ง ชายชรารีบหยุดตีกลอง โค้งคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม
"นายท่าน พวกเรามิได้สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใด เพียงแสดงหาเลี้ยงชีพเท่านั้น"
เ้าหน้าที่ผู้นั้นแค่นเสียงเ็า
"ก่อความวุ่นวายเช่นนี้ นับเป็การรบกวนร้านค้าโดยรอบ โดยเฉพาะโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม เ้าของร้านร้องเรียนมาแล้ว หากคิดจะเล่น ก็ไปเล่นที่อื่น!"
ว่าแล้ว เ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ปรี่เข้าไปหยิบตะกร้าเหรียญเงินที่ผู้คนบริจาค แล้วเทใส่มืออย่างไร้มารยาท
เด็กหญิงหน้าซีดเผือด รีบพุ่งเข้ามาคว้าตะกร้า
"หยุดนะ เงินนี้เป็ของพวกเรานะ!"
เ้าหน้าที่สะบัดมืออย่างไม่ไยดี ผลักเด็กหญิงล้มลงกับพื้น
"ของพวกเ้าหรือ? เมื่อข้าเก็บแล้วก็เป็ของข้า!"
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังแว่วขึ้นอย่างเยือกเย็น
"ช่างเป็การใช้อำนาจที่ต่ำช้ายิ่งนัก"
ทุกคนหันไปมอง เหยาหนิงเหอก้าวลงมาจากชั้นบนของโรงเตี๊ยม ดวงตานางเปล่งประกายเยียบเย็น เส้นผมดำขลับสะบัดพลิ้วตามแรงลม
นางก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่เร่งร้อน หยุดยืนประจันหน้ากับเ้าหน้าที่ที่กำลังถือตะกร้าเงิน
ชายร่างท้วมเลิกคิ้วขึ้นพร้อมถาม
"เ้าหญิงชุดดำ เ้าคิดจะทำอะไร?"
เหยาหนิงเหอยิ้มเย็น
"ข้ากำลังจะถามเ้าต่างหาก ว่าคิดจะทำอะไร"
เ้าหน้าที่มองหน้านาง แล้วหัวเราะเยาะ
"เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า ไปให้พ้นเสีย!"
เพียงพริบตา เหยาหนิงเหอสะบัดแขนเบา ๆ มือขวาตวัดออกไปคว้าข้อมือของเ้าหน้าที่บีบแน่น ก่อนกระชากตะกร้าเงินกลับมา
"โอ๊ย !"
เ้าหน้าที่ร้องลั่น ความเ็ปแล่นไปทั่วแขน เขาพยายามดึงมือกลับ แต่กลับรู้สึกราวกับกระดูกกำลังจะถูกบดขยี้
นางเอ่ยเสียงเ็า
"เงินนี้เป็ของพวกเขา เ้าคิดจะยึดไปง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ?"
เหล่าชาวบ้านที่ยืนมุงต่างส่งเสียงฮือฮา มีบางคนเริ่มซุบซิบถึงความเลวทรามของเ้าหน้าที่
เ้าหน้าที่ผู้นั้นหน้าซีดลง รีบหันไปสั่งลูกน้อง
"มัวรออะไรอยู่! จับนางเดี๋ยวนี้!"
กลุ่มเ้าหน้าที่อีกสามสี่นายรีบพุ่งเข้ามา แต่ทันใดนั้น ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นขวางทางไว้
หลี่เฟยเทียนที่ยืนเงียบ ๆ มาโดยตลอด ขยับกายออกไปด้านหน้า ดวงตาเขามีประกายเ้าเล่ห์เล็กน้อย
"พวกเ้าแน่ใจหรือว่าอยากสู้กับพวกข้า?"
เหยาหนิงเจี้ยนที่ยืนอยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยม เพียงส่ายหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวกับตนเอง
"อีกแล้ว… น้องสาวข้าก่อเื่อีกแล้ว"
ขณะที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียด เหล่าชาวบ้านที่มุงดูต่างจับจ้องอย่างตื่นเต้น ท้ายที่สุด ใครกันที่จะเป็ฝ่ายชนะ?
เสียงกรีดลมของกระบี่แหวกอากาศ เหยาหนิงเหอพุ่งตัวเข้าหากลุ่มเ้าหน้าที่ด้วยวิชาตัวเบาที่รวดเร็วดุจสายลม ชุดดำสะบัดพลิ้วราวกับเงาเลือน ร่างนางเคลื่อนผ่านราวเงาพราย กระบี่ในมือนางฟาดฟันอย่างแม่นยำ แต่ไม่ถึงขั้นปลิดชีพ เพียงแต่ฟาดด้วยใบหรือด้ามกระบี่ ทำให้แต่ละคนล้มลงไปกองกับพื้น ส่งเสียงร้องโอดครวญด้วยความเ็ป
เ้าหน้าที่เมืองที่เหลือเริ่มลังเล แต่ยังคงล้อมนางไว้ พยายามหาช่องโหว่เข้าจู่โจม
"อั่ก!"
เสียงหนึ่งดังขึ้นที่อีกด้าน หลี่เฟยเทียนใช้ฝีมือหมัดมวยที่แตกต่างจากชาวยุทธทั่วไป ทุกหมัดที่ออกไปหนักแน่นและรุนแรง การเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้อ่อนช้อยเหมือนศิลปะการต่อสู้ในยุทธภพ แต่เต็มไปด้วยพลังที่พุ่งเข้าจู่โจมอย่างตรงจุด
หนึ่งหมัดพุ่งกระแทกเข้าที่ชายโครงของเ้าหน้าที่คนหนึ่ง ส่งให้ร่างนั้นปลิวกระเด็นไปกระแทกกับผนังร้านค้า เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้นติดกันหลายเสียง อีกสองสามนายที่เข้ามารุมล้อมถูกจัดการล้มลงกับพื้นในพริบตา
ผู้คนรอบข้างต่างพากันตื่นตะลึง ไม่เคยเห็นวิชาต่อสู้เช่นนี้มาก่อน
ทันใดนั้น
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงหนึ่งดังขึ้นดังก้อง ท่ามกลางความโกลาหล ร่างสูงใหญ่ของชายในชุดนายกองก้าวออกมาจากฝูงชน ใบหน้าคมเข้มของเขาฉายแววใเมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า และยิ่งใมากขึ้นเมื่อดวงตาของเขาจับจ้องไปที่หลี่เฟยเทียน
เขาขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง
"องค์ชายเก้า!"
สิ้นคำประกาศของนายกองเจียง บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบกริบ เหล่าเ้าหน้าที่ที่เดิมคิดจะเข้ารุมล้อมทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ ต่างถอยหลังไปด้วยความตื่นตระหนก นายกองเจียงยกมือแสดงอาการคารวะอย่างนอบน้อม
หลี่เฟยเทียนหรือก็คือ ฉีตงหยาง องค์ชายลำดับที่เก้าแห่งแคว้นฉี
เหยาหนิงเหอและเหยาหนิงเจี้ยนสองพี่น้องที่ยืนอยู่ไม่ไกลถึงกับชะงัก ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
"ท่าน ท่าน เป็องค์ชายเก้า ฉีตงหยาง?"
เหยาหนิงเจี้ยนพึมพำออกมา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความสับสน
เหยาหนิงเหอขมวดคิ้ว มองชายหนุ่มที่อยู่เคียงข้างกันมาตลอดด้วยสายตาเ็า มือที่กำกระบี่ยิ่งแน่นขึ้น
หลี่เฟยเทียน หรือ ฉีตงหยาง ถอนหายใจเบา ๆ สายตาของเขาหม่นลงเล็กน้อย รู้ดีว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงความจริงได้อีกต่อไป
เหยาหนิงเหอจ้องเขาเขม็ง
"เหตุใดท่านจึงไม่บอกความจริงกับพวกข้า?"
หลี่เฟยเทียนสบตานางครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"พวกเ้าไม่เคยถาม ข้าจึงไม่ได้บอก"
"ท่าน !"
เหยาหนิงเจี้ยนกัดริมฝีปากแน่น ความโกรธพลุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เราผ่านความเป็ความตายมาด้วยกัน ท่านเห็นพวกเราเป็ตัวอะไรถึงได้ปิดบังความจริงเช่นนี้?"
เหยาหนิงเหอแค่นเสียงเ็า ดวงตานางเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"ั้แ่ต้น ท่านก็แค่ใช้พวกข้าเป็เครื่องมือใช่หรือไม่?"
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หลี่เฟยเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาเบา ๆ
"ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น...ไม่เคยคิดเช่นนั้นเลย"
แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับรู้ดีว่า ต่อให้พูดอะไรตอนนี้ ก็ไม่อาจทำให้สองพี่น้องคลายความโกรธเคืองที่มีต่อเขาได้ง่าย ๆ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จับจ้อง องค์ชายเก้าก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วขณะ
เหยาหนิงเหอและเหยาหนิงเจี้ยนยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตวัดสายตาเย็นเยียบไปยังชายหนุ่มที่พวกนางเคยไว้วางใจ ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความโกรธเคืองและผิดหวัง
"ั้แ่ต้น ท่านก็แค่ใช้พวกข้าเป็เครื่องมือ..."
เหยาหนิงเหอแค่นเสียงต่ำ ดวงตาของนางสะท้อนความเ็าที่ไม่เคยมีมาก่อน
เหยาหนิงเจี้ยนเม้มริมฝีปากแน่น นางไม่ใช่คนที่มักแสดงอารมณ์โกรธออกมา แต่ครั้งนี้สายตาที่นางมองหลี่เฟยเทียนเต็มไปด้วยความผิดหวัง
"หากท่านบอกความจริงแต่แรก พวกข้าก็จะตัดสินใจเองว่าจะร่วมทางกับท่านหรือไม่ แต่ท่านเลือกที่จะหลอกพวกข้า..."
หลี่เฟยเทียน หรือฉีตงหยาง เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
"ข้าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกพวกเ้า"
"ท่านพูดง่ายนัก!"
เหยาหนิงเหอสะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินจากไป
เหยาหนิงเจี้ยนมองชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจอย่างแ่เบาแล้วหันกายตามน้องสาวไปเช่นกัน
หลี่เฟยเทียนยืนมองแผ่นหลังของทั้งสองจนกระทั่งพวกนางลับสายตาไป ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกปั่นป่วน
นายกองเจียงก้าวเข้ามาประสานมือทำความเคารพ
"องค์ชาย เชิญเสด็จกลับวังหลวงเถิด"
หลี่เฟยเทียนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขายังมีหน้าที่ต้องทำ แม้ในใจจะหนักอึ้งเพียงใดก็ตาม
แต่ยังไม่ทันได้ออกเดินทาง
"ฮ่า ๆ ๆ องค์ชายเก้าของเรา ปรากฏตัวเสียที!"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอีกฟากของถนน ชายในชุดหรูหราแต่งกายด้วยอาภรณ์ปักดิ้นทองสะบัดพัดในมืออย่างถือดี ก่อนจะก้าวเข้ามาพร้อมข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง
ฉีเฟยเจิน องค์ชายรองแห่งแคว้นฉี
สายตาของเขามองหลี่เฟยเทียนอย่างเยาะหยัน ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น
"ข้านึกว่าคนอย่างเ้าจะไปตายอยู่ที่ไหนเสียแล้ว! แต่ก็ดี...จะได้ไม่ทำให้ราชวงศ์ของพวกเราเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมากกว่านี้"
คำพูดของเขาทำให้เหล่าข้าราชบริพารพากันหัวเราะตาม
นายกองเจียงขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงต่ำ
"องค์ชายรอง โปรดสำรวมด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
"สำรวม?..."
ฉีเฟยเจินเลิกคิ้วพลางหัวเราะเบา ๆ
"...เ้าบอกให้ข้าสำรวมต่อคนที่ทำให้ราชวงศ์ฉีของเรากลายเป็ที่หัวเราะเยาะของแผ่นดินงั้นหรือ? คนที่เอาแต่เที่ยวเตร่ ต่อยตีกับชาวบ้าน ไม่สนใจงานราชการ ปล่อยให้ราชสำนักต้องแบกภาระไว้ฝ่ายเดียว เช่นนั้นหรือ? บอกข้าเถิด หากมิใช่เพราะพระบรมราชโองการ เรียกตัวเ้ากลับมา เ้ายังคิดจะเสเพลอยู่ข้างนอกอีกนานเพียงใด?"
ดวงตาของหลี่เฟยเทียนหรี่ลงครุ่นคิด ในความรู้สึกเต็มไปด้วยความยุ่งยาก เขาฝืนหัวเราะในลำคอ ดวงตาของเขาสบกับองค์ชายรอง ฉีเฟยเจินอย่างไม่หวั่นไหว
"พี่รอง พูดเหมือนว่าท่านเป็ขุนนางเคร่งครัดนัก ทั้งที่แท้จริงแล้ว..."
ฉีเฟยเจินชะงักเล็กน้อยก่อนจะแสยะยิ้ม สะบัดพัดในมือ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"ว่าอย่างไร? คิดจะกล่าวหาข้าหรือ? เ้าไม่มีสิทธิ์ ดีแล้วที่เ้ากลับมา แต่หากคิดจะเข้าร่วมในราชสำนัก เ้าจงจำไว้เถิด ว่าที่นี่มิใช่ที่ให้เ้าทำตัวเป็อันธพาลเช่นแต่ก่อน!"
"ข้าไม่จำเป็ต้องให้อีกาคอยสั่งสอน"
หลี่เฟยเทียนกล่าวเสียงเรียบ คำพูดของเขาทำให้ฉีเฟยเจินชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่ดวงตาจะฉายแววโทสะ
"เ้า !"
"องค์ชายรองโปรดระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ"
นายกองเจียงรีบคั่นกลาง น้อมคารวะต่อฉีเฟยเจิน ด้วยท่าทีนอบน้อม ท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด
นายกองเจียงหันไปประสานมือกับหลี่เฟยเทียน
"องค์ชายเก้า เชิญเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฟยเทียนยกยิ้มมุมปาก
"ดูเหมือนข้าจะเสียเวลามากพอแล้ว"
กล่าวจบ เขาก็หันหลังเดินตามนายกองเจียงออกไป ปล่อยให้ฉีเฟยเจินยืนกำพัดในมือแน่น ดวงตาฉายแววโกรธเคือง
ภายในใจขององค์ชายเก้า แม้จะดูสงบนิ่ง แต่ลึกลงไปกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วน
ไม่ว่าจะเป็เื่สองพี่น้องเหยา หรือเื่รัชทายาทที่แฝงเร้นไปด้วยเล่ห์กล ทุกสิ่งทุกอย่างในวังหลวงแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็พายุที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
“ให้ทะลุมิติมาเกิดใหม่ ให้เป็ใหญ่โตสุขสบายกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ นี่กลายเป็คนเสเพล เ้าปัญหาซะงั้น”
เขารำพึงกับตนเอง
โปรดติดตามตอนต่อไป