ตอนที่35 กำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่4
หลังจากที่กลั่นกรองขจัดสิ่งสกปรกออกมาเหงื่อก็ไหลออกมาตามร่างกายของเฟิงอี้คราบของเหลวสีดำผุดออกมาหลายส่วนแต่ทว่ามินานก็ถูกเส้นสายอัสนีทองที่แผ่ออกมารอบกายเผาทำลายไป
นี่คือสิ่งสกปรกเจือปนที่ตามมาหลังจากการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างมากมายจึงช่วยมิได้ที่จักทำให้เกิดการแปดเปื้อนที่มากมายถึงเพียงนี้
“ยังมิเพียงพอเช่นนั้นรึ? ถ้างั้นก็ผลึกสวรรค์"เฟิงอี้เอาผลึกสวรรค์นับสิบก้อนมาวางไว้บนตักทันใดนั้นก็ดูดซับพลังสวรรค์เข้าไปในร่างกายและเริ่มกระบวนการกลั่นกรอง
ผลึกสวรรค์ก็เรียกได้ว่ามีพลังสวรรค์ที่บริสุทธิ์อยู่มากเลยทีเดียวทำให้เฟิงอี้อีกกลั่นกรองได้ลื่นไหลยิ่งขึ้นเส้นชีพจรปราณเส้นที่สี่เริ่มแจ่มชัดขึ้นเนื่องๆ
พลังปราณที่บริสุทธิ์ของเฟิงอี้ก็ส่งกลิ่นอายสูงส่งออกมาอย่างท่วมท้น
เมื่อพลังสวรรค์ถูกปรับเปลี่ยนกลั่นกรองให้เป็นลมปราณที่บริสุทธิ์มากที่สุดแล้วบางส่วนเฟิงอี้ก็ขจัดออกมา ส่วนน้อยส่วนหนึ่งก็กักเก็บเอาไว้เสริมสร้างเส้นชีพจรปราณเส้นที่สี่
ขณะเดียวกันกลุ่มคนของสำนักปื๋อฉางและสำนักม่วงเมฆาก็เตรียมตัวจักลงมือทำลายค่ายกลแล้วในตอนนี้
“ถอยไปเสียพวกเจ้ามันโง่เงาไร้ความสามารถ”เป็นคำเอ่ยกล่าวที่มิเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อยมันถูกปลดปล่อยออกมาจากปากของบุรุษอาภรณ์สีดำทมิฬแห่งสำนักม่วงเมฆาเขามีผมสีแดงฉานดวงตาสีแดงราวกับโลหิตหรือนามของเขาก็คือเป่าฉูหลง
“เจ้าว่าเช่นไรนะ?! ผู้ใดโง่เง่าไร้ความสามารถ!!”หม่าตุงราวกับว่ากลายเป็นยักษ์มารใบหน้าของเขาแดงก่ำจ้องมองไปยังบุรุษผมสีแดงฉานเป่าฉูหลง
“หรือว่ามิจริง? พวกเจ้าลงมือแล้วแต่มิสามารถกำหราบผู้ฝึกตนระดับกำเนิดเส้นชีพจรคนหนึ่งเอาไว้ได้เช่นนี้จักมิเรียกว่าโง่เง่าไร้ความสามารถหรือ หึหึ”เป่าฉูหลงแสยะยิ้มเย้ยยันก่อนที่จักเลิกสนใจหม่าตุงแล้วจ้องมองไปยังม่านพลังค่ายกลป้องกันที่เฟิงอี้สร้างขึ้น
“จะ เจ้า!”หม่าตุงกัดฟันแน่นในทันทีมันเป็นจริงดั่งที่เป่าฉูหลงกล่าวแม้มิอยากยอมรับก็มิอาจโต้เถียงได้เพราะคนของสำนักม่วงเมฆายังมิทันได้ลงมือจริงๆเพียงแค่ไล่ตามมาเท่านั้น
“พวกข้าจักโง่เง่าหรืออย่างไรก็ไม่จำเป็นต้องให้เศษสวะอย่างเจ้ามาวิพากษ์วิจารณ์หรอก”เป็นเฉาหลางเอ่ยขึ้นอย่างมิเกรงใจเลยแม้แต่น้อยก่อนที่จักแทงหอกที่ส่งกลิ่นอายเสียดแทงออกไปทางม่านค่ายกลป้องกัน
ฉึก! วืด! วืด!
ม่านค่ายกลป้องกัยสั่นสะเทือนแต่ทว่าก็มิได้สลายไปแต่อย่างใด
“เหอะๆไร้ความสามรถก็คือไร้ความสามารถ"เป่าฉูหลงเอ่ยขึ้นเย้ยยันก่อนที่ฉับพลันนั้นดาบใหญ่สีแดงฉานของเขาจักถูกนำมาถือตั้งกระบวนท่าจู่โจมด้วยท่าทางที่ดุดันและดูกระหายโลหิต
พลังปราณอันแปลกประหลาดพลันพุ่งพล่านแผ่กระจายกลิ่นอายออร่าสีแดงฉานราวกับโลหิตออกมาส่งผลให้เกิดกลิ่นคาวของโลหิตแผ่ออกไปทั่วสารทิศ
ตัวดาบใหญ่สีแดงฉานพลันถูกออร่าสีแดงฉานที่มีกลิ่นคาวฉุนเหมือนกลับโลหิตโอบล้อมเอาไว้
“นี่มันเคล็ดวิชาอันใดกัน?”หม่าตุงขมวดคิ้วก่อนที่จักจ้องเขม็งไปยังดาบใหญ่ของเป่าฉูหลง
“ข้าได้ยินมาว่าเป่าฉูหลงฝึกฝนวิชาอสูรโลหิตมันเป็นวิชาบ่มเพาะที่แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่งผู้ที่ฝึกฝนวิชาบ่มเพาะนี้นั้นต่างเป็นคนกระหายโลหิตเป็นอย่างมากว่ากันว่ายิ่งต่อสู้ในสนามรบที่เต็มไปด้วยหยาดโลหิตแล้วผู้ที่ฝึกฝนวิชานี้ยิ่งแข็งแกร่งจนน่าหวาดหวัน”กู่ตงเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนหวานชวนให้ล่มหลง
“สรุปก็คือตัววิปลาสบ้าคลั่งกระหายโลหิตมิใช่หรือ?”หม่าตุงจ้องมองไปทางเป่าฉูหลงสลับกับการมองไปยังบุรุษอีกสองคนของสำนักม่วงเมฆา
“หึหึ นั่นสินะ”กู่ตงหัวเราะน้อยๆก่อนที่จักหรี่ตามองหม่าตุงเพราะนางก็อยากจักกล่าวเหลือเกินว่าเจ้าก็เป็นตัววิปลาสบ้าพลังเช่นกันกับเขานั่นแหละแต่ทว่ากู่ตงก็มิได้เอ่ยอันใดขึ้นมา
วืด! ตูม!
ดาบใหญ่ที่ส่งกลิ่นอายทำลายล้างและเหม็นฉุนโลหิตอันเฉียบคมก็พลันกระทบเข้ากับม่านพลังค่ายกลป้องกันที่เฟิงอี้สร้างเอาไว้
ฟิ้ว ฟิ้ว!
คลื่นลมแผ่กระจายออกไปอย่างรุนแรงหิมะที่ตกลงมาพลันถูกพัดกระเด็นออกไปด้วยแรงลมมหาศาล
ครื้น! ครื้น!
ม่านพลังค่ายกลป้องกันสั่นไหวอย่างรุนแรงทันใดนั้นก็เกิดรอยร้าวขึ้น
เปราะ!
รอยร้าวนั่นเริ่มแตกแขนงออกไปเรื่อยๆด้วยความรวดเร็วจนม่านพลังค่ายกลป้องกันในตอนนี้มีรวดลายเหมือนกับใยแมงมุม
คลื่นพลังออร่าสีแดงฉานที่เหมือนกับโลหิตเหม็นฉุนของเป่าฉูหลงเริ่มแผ่กระจายเสียดแทงเข้าไปปะทะกับม่านพลังค่ายกลอย่างต่อเนื่อง
ตูม!
ทันใดนั้นม่านพลังค่ายกลก็ถูกทำลายลง! เป่าฉูหลงแสยะยิ้มอย่างพอใจและคิดจักหันกลับมาเย้ยยันหม่าตุงและเฉาหลาง
“แค่ อั๊ก!"
เปรี้ยง!
ฉึก! ตูม!
ทว่าก่อนนั้นก่อนที่เป่าฉูหลงจักได้เอ่ยอันใดออกมาเย้ยยันหม่าตุงและเฉาหลางก็พลันถูกคลื่นพลังกระบี่ที่แฝงกลิ่นอายทำลายล้างอันเฉียบคมน่าหวาดผวาผสานพลังอัสนีสีทองอันสูงส่งพุ่งจู่โจมเข้ามาด้วยความเร็วในชั่วพริบตา
แขนของเป่าฉูหลงถูกสะบั้นจนหลุดออกจากไหล่แขนข้างซ้ายของเป่าฉูหลงที่ขาดไปนั้นถูกเส้นสายอัสนีกลืนกินจนแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในทันที! คลื่นกระบี่นั้นพุ่งพรวดผ่านอากาศไปหาแม้กระทั่งบุรุษอาภรณ์สีดำทมิฬสวมหน้ากากสีเงินแต่ทว่าบุรุษอาภรณ์สีดำทมิฬสวมหน้ากากสีเงินก็สามารถฟันกระบี่ออกมาต้านรับได้ทันท่วงทีทำให้คลื่นกระบี่ของวิชากระบี่อัสนีแยกสวรรค์ของเฟิงอี้ระเบิดออก
การจู่โจมที่พุ่งพรวดเข้ามาในชั่วพริบตาที่เป่าฉูหลงมิได้ระวังตัวให้ดีนั้นทรงพลังและรวดเร็วเป็นอย่างมาก! และถึงแม้ว่าเป่าฉูหลงจักสัมผัสได้ก็มิอาจหลบเลี่ยงได้ทัน!
หม่าตุง เฉาหลาง กู่ตง และ บุรุษอีกสองคนของสำนักม่วงเมฆาหรือ หางหยู่และหลางกูเหมินตื่นตระพร้อมแปลกใจ
“พวกเจ้าเตรียมใจพร้อมที่จักตกตายแล้วหรือยัง?"ฉับพลันนั้นร่างบุรุษหนุ่มผู้มีอาภรณ์สีเหลืองทองอันเจิดจัสที่สร้างขึ้นจากเส้นสายอัสนีสีทองก็พลันเผยกายออกมาจักเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจากเฟิงอี้
กลิ่นอายของเฟิงอี้ในตอนนี้แน่นอนว่าเป็นกลิ่นอายที่ทรงพลังขึ้น เส้นชีพจรปราณเส้นที่สี่สว่างไสวเจิดจรัสนี่หมายความว่าเฟิงอี้ก้าวเข้าสู่ระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่4แล้ว!
พลังรบที่น่าอัศจรรย์ของเฟิงอี้เพิ่มขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…