บทที่ 1 ข้ามมิติ
“สนมเหมย ข้าขอร้องเ้าปล่อยอินอินไปเถิด นางแตกต่างจากคนทั่วไปั้แ่เด็ก ร่างกายอ่อนแอกว่าคนอื่น ๆ คนเช่นนางไม่มีทางเป็อันตรายต่อองค์หญิงใหญ่ได้หรอก”
อวิ๋นอินอินถูกเสียงขอร้องอันแสนเ็ปที่ดังขึ้นข้างหูปลุกให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เธออยากจะเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับพบว่า ไม่เพียงแต่ร่างกายเท่านั้นที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แม้แต่ดวงตาก็ยังไม่สามารถขยับได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปกลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาที่ข้างหูอีกครั้ง มันเป็เสียงที่ดังกว่าเสียงเมื่อครู่
“แน่นอนว่าลูกสาวอันไร้ค่าของท่านไม่สามารถเปรียบเทียบกับเหล่าลูกสาวของข้าได้ แต่ใครให้ท่านเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นถึงสามปีและยังถือนามว่าเป็พระมเหสีอยู่อีก!
ทั้งสิ่งไร้ค่าที่ท่านได้ให้กำเนิดมายังเป็ถึงองค์หญิงผู้เป็ที่เคารพนับถือ เดิมทีข้าเองก็ไม่จำเป็ต้องสนใจอันใดอีก แต่ตอนนี้แคว้นต้าโจว้าเลือกองค์หญิงจากทั้งเก้าแคว้นเพื่อขึ้นเป็พระชายาเอกในองค์รัชทายาทองค์ต่อไป!”
“ท่านพี่ผู้เป็พระมเหสีของข้า ภาระที่ท่านแบกอยู่มันก็มากพอแล้ว ตอนนี้น้องสาวอย่างข้าจะช่วยท่านจัดการกับนาง ท่านควรจะต้องขอบคุณข้าถึงจะถูก”
อวิ๋นอินอินมึนงงเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ระหว่างทางไปเรียนเธอถูกรถชนจนตัวลอยขึ้นไปกลางอากาศ และกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง จนทั้งร่างกายรวดร้าวราวกับแตกสลาย แต่นี่เธอยังไม่ตายงั้นเหรอ?
ทำไมถึงยังได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่อีก?
เธอมองเห็นภาพราง ๆ เหมือนหญิงชราคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ นางเหยียดนิ้วมือออกแล้ววางเอาไว้ที่ใต้จมูกของตัวเธอ หลังจากนั้นอวิ๋นอินอินก็ได้ยินเสียงของหญิงชราร้องะโ
“พระมเหสีเพคะ องค์หญิงเก้าไร้ลมหายใจไปแล้วเพคะ”
อะไรนะ???
“หา! นังคนสารเลว เ้าฆ่าลูกสาวของข้า ข้ากับเ้าจะต้อง…”
เสียงของหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพระมเหสีแหบแห้ง ดูเหมือนว่านางอยากจะทำอะไรสักอย่างแต่ถูกหยุดเอาไว้ นางร้องะโชื่ออินอินออกมาอย่างเ็ป หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดมนลงและนางก็ล้มลงไปกับพื้น
เมื่อทุกคนจากไป อวิ๋นอินอินพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มี จนในที่สุดก็สามารถลืมตาขึ้นมาได้ และค่อย ๆ ขยับแขนขา
เธอลุกขึ้นนั่ง เห็นแสงจันทร์ที่ส่องกระทบลงมา มองไปยังห้องแปลกประหลาดที่ไม่คุ้นตา ข้างตัวเธอนั้นมีหญิงสาวที่สวมชุดโบราณนอนอยู่ ไม่ทันรอให้ได้สับสนไปมากกว่านี้ ความทรงจำหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวราวกับสายน้ำ ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความทรงจำของใครอีกคน จนอวิ๋นอินอินมึนงง
ตัวเธอนั้นถูกรถชนจนตายไป ตอนนี้คงเป็แค่ศพไม่ก็ิญญาสินะ ไม่สิ พระเ้าคงจะคิดว่าการตายของหญิงสาวในวัยบานสะพรั่งเช่นนี้คงน่าเวทนามากเกินไป จึงให้เธอฟื้นจากความตาย แถมยังให้ข้ามมิติมาอีก
หลังจัดการกับความทรงจำได้แล้ว อวิ๋นอินอินเข้าใจในเื่ราวต่าง ๆ ของร่างใหม่นี้อย่างชัดเจน
ร่างนี้เองก็ชื่ออินอิน เป็องค์หญิงเก้าแห่งแคว้นต้าอวิ๋น แต่ทว่าองค์หญิงเก้าผู้นี้เป็โรคประหลาดมาั้แ่เด็ก นางไม่กล้าพูดคุยกับคนอื่น ทั้งวันเอาแต่ก้มหน้าก้มตา อวิ๋นอินอินคิดว่านี่คงจะเป็โรคที่ถูกเรียกว่าโรคออทิสติกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแน่ ๆ
ผู้หญิงที่นอนอยู่ที่พื้นคือแม่ของนาง และเป็พระมเหสีแห่งแคว้นต้าอวิ๋น นางเป็ลูกสาวของมหาเสนาบดีผู้มีนามว่าหลี่จิ่ง เพียงแต่ว่านิสัยของนางนั้นเป็คนที่ไร้ความทะเยอทะยานใด ๆ ในทุก ๆ วันนางมักจะปล่อยให้สนมเหมยที่เป็เพียงแค่สนมข่มขู่อยู่เสมอ
สามปีมานี้ เพราะความจงใจของสนมเหมย พระมเหสีและองค์หญิงเก้าจึงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้
ไม่ว่าฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ ฤดูร้อนอันร้อนระอุ อาหารสามมื้อในแต่ละวันหากไม่เย็นชืดก็มีแต่รสจืดสนิท เดิมทีองค์หญิงเก้านั้นเป็คนที่ทานอะไรมั่วซั่วไม่ได้ ยิ่งเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นอาการจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น เดิมทีนางที่ไม่ใช่คนอ้วนอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้ร่างกายของนางยิ่งผอมซีดเซียว เด็กสาวอายุสิบหกเป็เหมือนกับถั่วงอกสีเขียวที่ยังไม่เติบโตไม่มีผิด
อวิ๋นอินอินกัดฟันแน่น สนมเหมยผู้นี้ไม่ใช่คน สิ่งที่ทำให้อวิ๋นอินอินยิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีกก็คือความทรงจำของร่างนี้ที่เต็มไปด้วยการถูกทุบตีและต่อว่าดูถูก ซึ่งคนที่ทุบตีและรังแกนางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็เหล่าพี่ชายพี่สาวที่นำโดยองค์หญิงใหญ่และองค์ชายใหญ่
แม้คนรับใช้ส่วนตัวของพระมเหสีและแม่นมขององค์หญิงเก้าจะตามเข้ามาอยู่ในตำหนักเย็นแห่งนี้ด้วย ทว่าไม่ถึงปี แม่นมก็จากไป และเหล่าคนรับใช้ของพระมเหสีเองก็ทยอยเกิดอุบัติเหตุจนตายจาก
อวิ๋นอินอินคิดว่าเื่พวกนี้น่าจะเป็ฝีมือของสนมเหมย
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเธอมาอยู่ในร่างขององค์หญิงเก้าหรือไม่ หัวใจของอวิ๋นอินอินจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง อยากจะกดมันเอาไว้ก็ทำไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกเกลียดจนอยากจะฉีกสนมเหมยและลูกชายของนางออกเป็ชิ้น ๆ เสียเดี๋ยวนี้
เมื่อผู้คนเ่าั้เห็นร่างอันน่าเวทนาขององค์หญิงเก้า ความอัปยศอดสูที่คนเ่าั้ทำกับนางยังคงอยู่กับพวกเขา
ถ้าหากรู้เร็วกว่านี้ว่าสามารถข้ามมิติมาได้ ก็คงจะตั้งใจเรียนรู้เื่การทำขนมหวานอยู่หรอก แต่เธอดันไปตั้งใจเรียนเทควันโดแทนเสียได้
เธอหันหน้ากลับไปมองพระมเหสีจิ่งที่หมดสติอยู่ อวิ๋นอินอินคิดว่าเธออาจจะมีวิธีจัดการกับสนมเหมยได้
“ท่านแม่เพคะ ท่านแม่…”
พระมเหสีจิ่งลืมตาขึ้นมาด้วยความมึนงง เมื่อนางเห็นลูกสาวของตนที่ไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนเตียงและเรียกนางอยู่ ทันใดนั้นน้ำตาของนางก็เอ่อล้นลงมาราวกับสายฝน
“อินอิน เ้ามาหาแม่ในฝันอย่างนั้นหรือ? แม่ขอโทษ เป็เพราะแม่ไม่ดีเอง เป็แม่เองที่ปกป้องลูกไม่ได้…”
เมื่อเห็นว่าพระมเหสีจิ่งร้องไห้จนแทบสิ้นลมหายใจเสียตรงนั้น อวิ๋นอินอินรีบเอื้อมมือเข้าไปประคองให้นางลุกขึ้นนั่ง หลังจากนั้นจ้องมองดวงตาอันตกตะลึงของมารดา จับมือนางขึ้นมาและทาบมือลงบนหน้าของตัวเอง พร้อมทั้งพูดขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ท่านแม่เพคะ ท่านมิได้ฝันไป ข้ายังไม่ตาย ท่านลองลูบดูสิใบหน้าของข้ายังร้อนอยู่เลย อีกทั้งหัวใจของข้าก็ยังเต้นตุบ ๆ ข้าไม่เป็อันใดจริง ๆ”
พระมเหสีจิ่งนิ่งค้างไป ทันใดนั้นนางยกมือขึ้นตบตัวเองหนึ่งฉาด ความเ็ปร้าวราน นางจึงเชื่อแล้วว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่ความฝัน สีหน้าของนางเปลี่ยนจากใเป็ดีใจจนไม่อยากจะเชื่อ
“อินอิน นี่มันเื่อันใดกัน เมื่อครู่นี้เ้าไม่มีลมหายใจแล้วแท้ ๆ อีกทั้งเหตุใดเ้าถึงพูดอะไร ๆ ออกมาได้ตั้งมากมายเพียงนี้ เ้า…”
“ท่านแม่เพคะ สนมเหมยต้องคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่ายาพิษของนางไม่เพียงจะไม่สามารถพรากชีวิตของข้าไปได้ แต่ยังกลับสามารถรักษาอาการป่วยของข้าได้อีกด้วย”
พระมเหสีจิ่งทั้งใและประหลาดใจ “แม่ไม่กล้าแม้แต่จะนึกฝันว่าอาการป่วยของเ้าจะมีวันดีขึ้นมาได้ หากพูดเช่นนั้นแม่ก็คงจะต้องขอบคุณสนมเหมยที่ผิดพลาดจนสามารถรักษาอาการป่วยของเ้าจนหายได้”
อวิ๋นอินอินมองดูใบหน้าของพระมเหสีจิ่งที่ยกยิ้ม อดไม่ได้ที่จะเตือนสตินางถึงเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“ท่านแม่ สนมเหมย้าให้ข้าตายนะเพคะ”
ได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของพระมเหสีจิ่งก็ค่อย ๆ เ็าลง พร้อมพูดขึ้นพร้อมดวงตาอันเกลียดชัง “นางทำร้ายแม่ก็มากพอแล้ว ตอนนี้แม้แต่เ้า นางก็คิดจะทำร้าย น่าเสียดายที่แม่อยู่ในตำหนักเย็น ไม่สามารถทำอันใดนางได้”
“ท่านแม่ จะพึ่งพาเพียงแต่พวกเราเองก็คงมิได้ เช่นนั้น… ลองพึ่งพาผู้อื่นดูดีหรือไม่?”
“ผู้อื่น? ท่านพ่อของเ้าไม่สนใจแม้แต่เื่งานในชั้นศาล คงจะไม่มีทางสนใจในเื่ของนางสนมเป็แน่ เราจะสามารถพึ่งพาใครได้อีก?” ดวงตาของพระมเหสีจิ่งเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว หากรู้ว่าจะมีวันนี้นางคงไม่มีทางยอมทำตัวเฉยเมยมาั้แ่แรก
“ท่านพ่อไม่สนใจ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีสักคนที่สนใจ หรือจะบอกว่าไม่มีผู้ใดในแคว้นต้าอวิ๋นอันยิ่งใหญ่นี้ที่สามารถสยบสนมเหมยได้อย่างนั้นหรือเพคะ?”
พระมเหสีลังเลเล็กน้อย หลังจากนั้นนางก็พูดขึ้นเสียงเบา “ทั้งวันพ่อเ้าก็เอาแต่เล่นสนุก อำนาจอันแท้จริงของแคว้นต้าอวิ๋นนั้นอยู่ในเงื้อมมือของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แม้ว่าเขาจะเป็บุตรบุญธรรมของท่านปู่เ้า แต่ตามกฎแล้วเ้าควรเรียกเขาว่าท่านอา”
อวิ๋นอินอินกะพริบตา “สนมเหมยกลัวเขาหรือไม่?”
“ในแคว้นต้าอวิ๋นนี้ไม่มีผู้ใดไม่เกรงกลัวเขา”
“แม้แต่ท่านปู่ก็กลัวเขาหรือเพคะ?”
พระมเหสีจิ่งพยักหน้า อวิ๋นอินอินเห็นเช่นนั้นก็กระตุกยิ้มมุมปาก
“อินอิน ลูกคิดจะทำการอันใดหรือ?” พระมเหสีจิ่งรู้สึกได้ว่ารอยยิ้มมุมปากของลูกสาวนั้นไม่ปกติเอาเสียเลย นางครุ่นคิดสักครู่และพูดขึ้น “แม้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์จะมีอำนาจมากเพียงใด แต่เขาเป็คนไม่เข้าสังคมและรักความสงบ เ้าอย่าได้เข้าไปยั่วยุเขาเชียว”
ยั่วยุไม่ได้อย่างนั้นหรือ? หากข้ายังคงยืนกรานที่จะลองดูเล่า?