ยามบ่ายของวันหนึ่ง... ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าของชายสามคนหยุดลง ณ เบื้องหน้าประตูเมืองอันยิ่งใหญ่ ป้ายชื่อเมืองขนาดมหึมาจากไม้เนื้อดีสลักตัวอักษร "หงส์เหิน" ไว้อย่างทรงพลัง เหนือตัวอักษรมีรูปหงส์โบยบินสยายปีกดูน่าเกรงขาม
"เห้อ... ในที่สุดก็มาถึงจนได้ เมืองหงส์เหิน!" เสียงทอดถอนหายใจของชายกลางคนดังขึ้น"นี่น่ะหรือขอรับ เมืองหงส์เหิน... ท่านพ่อ?" เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยแววตาเป็ประกาย"พวกเราใช้เวลาเดินทางถึงห้าวันเต็มๆ พอได้เห็นประตูเมือง ความเหน็ดเหนื่อยก็หายเป็ปลิดทิ้งเลยขอรับ" เด็กหนุ่มอีกคนที่ยืนข้างกันเอ่ยเสริม
"ใช่แล้วล่ะ นี่แหละเมืองหงส์เหิน เข้าเมืองกันก่อนเถอะ เดินทางกันมาหลายวัน ต้องรีบหาที่พักผ่อน"
ชายกลางคนเอ่ยจบ เด็กหนุ่มทั้งสองก็พยักหน้ารับคำ ทั้งสามคือ ฉิวหลง, ฉิวฟง และ ชิงหยาง นั่นเอง หลังจากผ่านการตรวจค้นจากทหารยามหน้าประตูเมืองอย่างเป็ระเบียบ ทั้งสามก็ก้าวเข้าสู่เมืองหงส์เหินได้สำเร็จ
เมื่อเข้ามาภายในเมือง คนที่ไม่อาจเก็บอาการตื่นเต้นได้เลยคือฉิวฟง ดวงตาทั้งสองข้างเป็ประกายวาววับ หันมองซ้ายทีขวาทีด้วยความสนใจ เพราะนี่เป็การเดินทางเข้าเมืองใหญ่ครั้งแรกในชีวิต จนฉิวหลงผู้เป็พ่อต้องเอ่ยปรามอยู่หลายครั้ง ผิดกับชิงหยางที่ยังคงท่าทีสุขุมนุ่มนวล เนื่องจากเคยอาศัยอยู่ในตระกูลไป๋และมีโอกาสเที่ยวชมเมืองใหญ่มาบ้าง จึงชินชาและไม่ลุกลี้ลุกลนเหมือนน้องชาย
ทั้งสามพากันเดินเข้าไปยังโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง แม้ต้องจ่ายเหรียญทองเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็จัดการเช่าห้องพักขนาดใหญ่ได้หนึ่งห้อง เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อย ทั้งสามก็มานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะไม้กลางห้อง
"วันนี้พวกเ้าพักผ่อนให้เต็มที่ วันพรุ่งนี้ข้าจะพาไปลงสมัครเข้าร่วมการประลอง เพราะอีกเพียงวันเดียวงานก็จะได้เริ่มขึ้นแล้ว" ฉิวหลงกล่าวขึ้น"รับทราบครับท่านพ่อ! / รับทราบครับท่านน้า!" สองหนุ่มน้อยตอบรับพร้อมกัน
"ว่าแต่ท่านพ่อ... เมืองหงส์เหินแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใดหรือขอรับ?" ฉิวฟงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ฉิวหลงทำหน้าครุ่นคิดนึกย้อนถึงข้อมูลความหลัง "เมืองหงส์เหิน เป็เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในอาณาจักรนภา์ มีอายุมาร้อยกว่าปี เท่าที่ข้าจำได้จากตำรา เ้าเมืองคนแรกเป็สตรีที่แข็งแกร่ง และยังเป็ศิษย์ของสำนักกระบี่ะ นั่นจึงเป็ที่มาว่าเหตุใดสำนักกระบี่ะจึงใช้เมืองนี้เป็สถานที่จัดงานประลองยุทธ์รุ่นเยาว์ เพื่อเฟ้นหาและปลุกปั้นอัจฉริยะรุ่นใหม่"
"เ้าเมืองคนแรกเป็ผู้หญิงหรือขอรับ? ท่านพอรู้อะไรเกี่ยวกับนางอีกไหม?" ฉิวฟงเอ่ยถามกลับไป
"ข้ารู้ไม่มาก รู้เพียงว่านางมีนามว่า ถังหมินเยว่ ส่วนวิชาหรืออาวุธประจำกายข้ามิอาจทราบได้" ฉิวหลงเล่าสิ่งที่ตนเคยได้ยินมาเมื่อครั้งยังเป็จอมยุทธ์หนุ่ม
"ถังหมินเยว่..." ชิงหยางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ช่างเื่ในอดีตเถอะ! เ้าเมืองคนปัจจุบันเป็ชายหนุ่มนามว่า เซี่ยจิ้งซาน ซึ่งเป็ศิษย์ของสำนักกระบี่ะเช่นกัน เ้าเมืองของที่นี่ทุกรุ่นต้องมาจากสำนักกระบี่ะเท่านั้น เอาล่ะ! ดึกมากแล้ว พวกเ้าไปอาบน้ำนอนเสีย พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า" ฉิวหลงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็เข้มงวดดุดันทันที
"รับทราบขอรับ ไปอาบน้ำกันเถอะน้องฟง" ชิงหยางชวนน้องชาย ซึ่งฉิวฟงก็ว่าง่าย ลุกไปจัดการตนเองอย่างว่าง่าย
เมื่ออยู่ลำพังในห้อง สีหน้าของฉิวหลงก็แปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดซับซ้อน สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนพึมพำกับตัวเองเบาๆ"ศิษย์พี่เซี่ย... เหตุใดท่านถึงได้มาเป็เ้าเมืองที่นี่? ใครเป็คนส่งท่านมา และใครกันที่บีบให้ข้าต้องออกจากสำนัก... ข้าจะต้องรู้ความจริงให้ได้! และเื่นี้... เ้าเด็กสองคนนั้นห้ามรู้เด็ดขาด"
ฉิวหลงหมั่นหมัดแน่นด้วยความแค้นเคืองก่อนจะค่อยๆ สลายลมปราณ คลายหมัดออก "ช่างเถอะ ค่อยๆ สะสาง ตอนนี้ทำเื่ให้เด็กทั้งสองได้เข้าสำนักกระบี่ะให้ได้เสียก่อน" เอ่ยจบเขาก็ลุกไปพักผ่อน ชั่วครู่ต่อมา สองหนุ่มน้อยในชุดใหม่สะอาดสะอ้านก็กลับมาหลับใหลลงบนเตียงข้างๆ ผู้เป็พ่อ
เช้าตรู่วันถัดมา ทั้งสามเตรียมตัวพร้อมและมุ่งหน้าสู่ลานกว้างหน้าเมือง ถนนหลักของเมืองหงส์เหินปูด้วยศิลาหยกขาวเรียบกว้าง ยาวไปจนถึงลานหน้าเมือง ร้านรวงสองข้างทางเปิดทำการคึกคักเนื่องจากมีผู้คนพาลูกหลานมาจากทั่วสารทิศ
ณ ลานหน้าเมือง มีโต๊ะรับลงทะเบียนสี่โต๊ะเรียงกันเพื่อลดความแออัด ผู้คุมโต๊ะทั้งสี่สวมชุดยาวสีน้ำเงิน ปักรูปกระบี่สีเงินที่อกขวาอันเป็เอกลักษณ์ของสำนักกระบี่ะ"แถวแรกคนแน่นเกินไป พวกเ้าแยกไปแถวที่สองและสามเถอะ" ฉิวหลงเอ่ยสั่ง"พี่ชิงหยาง ข้าไปแถวที่สามนะ ท่านไปแถวที่สอง" ฉิวฟงบอกอย่างร่าเริง"ตามใจเ้า" ชิงหยางยิ้มส่ายหัว
ไม่นานนักก็ถึงคิวของชิงหยาง ผู้คุมโต๊ะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย "ชื่ออะไร? อายุเท่าไหร่?""ชิงหยางขอรับ ปีนี้อายุสิบสี่ปี"
"ชิงหยาง อายุสิบสี่... เอ้า! รับป้ายไป คนต่อไปมา!" ผู้คุมเขียนชื่อลงสมุดบันทึกแล้วยื่นป้ายไม้ให้
"ป้ายหมายเลข 88 นับว่าเป็ตัวเลขมงคลไม่เลว" ชิงหยางพลิกดูป้ายแล้วยิ้มออกมา ก่อนจะเดินไปรอฉิวหลง
ทางด้านแถวของฉิวฟง ผู้คุมโต๊ะเป็หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม
"หนุ่มน้อย เ้าชื่ออะไร ปีนี้อายุเท่าไหร่จ๊ะ?" เสียงหวานหยดเอ่ยถาม
"พะ... พี่สาว ข้าชื่อฉิวฟงขอรับ ปีนี้อายุ 12 ปี!" ฉิวฟงเจอคำหวานเข้าถึงกับจิตใจระส่ำระสาย ตอบเสียงตะกุกตะกัก หน้าแดงก่ำ
"ฉิวฟง... ชื่อก็ไพเราะ หน้าตาก็จิ้มลิ้มน่ารัก อายุก็ยังน้อย อยากเป็จอมยุทธ์หรือจ๊ะ?"
"ข้าอยากเป็จอมยุทธ์ที่เก่งกาจขอรับ!"
"ดีมาก! หากวันข้างหน้าเก่งกาจแล้ว อย่าลืมหน้าสวยๆ ของพี่สาวคนนี้ล่ะ เอ้า... รับป้ายไป หวังว่าจะได้พบกันอีกนะจ๊ะ" หญิงสาวเขียนบันทึกอย่างอารมณ์ดี ยื่นป้ายส่งให้พร้อมสายตากรุ้มกริ่ม
"ขอบคุณพี่สาวมากขอรับ ข้าขอตัวก่อน!" ฉิวฟงรีบรับป้ายแล้ววิ่งแจ้นออกมาทันที โดยไม่ทันสังเกตเห็นยิ้มมีเลศนัยของหญิงสาวผู้นั้น"หนุ่มน้อยคนนั้นแซ่ฉิวอย่างนั้นหรือ... แซ่นี้คุ้นหูนยิ่งนัก กลับสำนักคงต้องแจ้งเื่นี้ให้ผู้าุโทราบเสียแล้ว" นางพึมพำเบาๆ
ฉิวฟงวิ่งเหงื่อตกกลับมาหาพ่อและพี่ชาย
"น้องฟง เ้าได้ป้ายเลขอะไร? ข้าได้เลข 88 มงคลยิ่ง" ชิงหยางอวดป้าย
"ข้ายังไม่ได้ดูเลยพี่หยาง มัวแต่รีบออกมา" ฉิวฟงพลิกดูป้ายในมือ "ข้าได้หมายเลข 99 ขอรับ!"
"ก้าวหน้ามั่นคง มงคลไม่แพ้กัน เอาล่ะ ไปหาอะไรทานที่โรงเตี๊ยมกันก่อน" ฉิวหลงพาทั้งสองกลับไปกินข้าวเช้า
ขณะเดียวกัน ณ ประตูเมืองทิศซ้าย...เด็กหนุ่มสองคนในชุดสีดำก้าวผ่านประตูเข้ามา คนหน้าสวมชุดสีดำขลิบเงินเนื้อผ้าหรูหรา ในมือถือกระบี่สีดำเงาดูทรงพลัง ส่วนคนหลังสวมชุดสีดำปนเทา ร่างสูงกว่าเล็กน้อย"นายน้อยขอรับ ถึงเมืองหงส์เหินแล้วขอรับ""อืม... หาที่พักก่อน ลู่ผิง ส่วนผู้เฒ่าหมายเลขเจ็ดที่แอบตามมาห่างๆ ก็อย่าไปสนใจเขา" เซียวฉินเหอ (นายน้อย) เอ่ยอย่างเรียบเย็น
ทั้งสองเข้าพักโรงเตี๊ยมใกล้สถานที่ประลอง"นายน้อยขอรับ ที่ท่านมาเมืองนี้มีธุระอันใดหรือขอรับ?" ลู่ผิงเอ่ยถาม
"สายข่าวบอกว่าที่นี่มีวัตถุดียิ่งยวดที่ท่านพ่อ้า ข้าจึงมารับด้วยตนเอง"
"แล้วเหตุใดผู้คนจึงแห่แหนมามากมายนักขอรับ?"
"ข้าไม่สนใจเื่อื่น สนใจแค่ภารกิจ ข้าจะนอนพัก หากถึงยามบ่ายค่อยมาปลุก เฝ้าหน้าห้องให้ดี หากแอบอู้ ข้าจะลงโทษเ้า"
"รับทราบขอรับนายน้อย" ลู่ผิงรับคำแล้วออกไปยืนเฝ้าหน้าห้องอย่างแข็งขัน
ตกบ่าย... หลังทานอาหารเที่ยง สองหนุ่มน้อยขออนุญาตฉิวหลงออกไปเดินเล่นในเมือง ซึ่งฉิวหลงก็อนุญาตแต่เตือนว่าห้ามก่อเื่เด็ดขาด ทางด้านนายน้อยเซียวฉินเหอและลู่ผิงก็ออกทำภารกิจ่บ่ายเช่นกัน
ขณะเดินชมตลาด ชิงหยางและฉิวฟงสังเกตเห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังถกเถียงกับพ่อค้าซาลาเปาหน้าเื
"พ่อค้า! ข้าซื้อซาลาเปาแค่สองลูก เหตุใดถึงขายแพงกว่าคนที่ซื้อก่อนหน้าเล่า?!" เด็กสาวเอ่ยด้วยความโมโห
"แม่หนู ซาลาเปาของเ้าไส้เยอะกว่า ราคาก็ต้องแพงกว่านิดหน่อยสิ" พ่อค้าโกหกหน้าตาย
"ข้าไม่เชื่อ ท่านจงใจโกงข้า! ข้าไม่ซื้อแล้ว!"
"เดี๋ยวสิ! ซาลาเปาร้านข้าใครจับแล้วต้องซื้อ ข้าตั้งกฎไว้นานแล้ว หากเ้าไม่ซื้อ ข้าจะไปแจ้งทหารจับเ้า!"
"เ้าพ่อค้าหน้าเื! เอาไปเลยเงินที่โกงข้า ข้าจะจำไว้!" เด็กสาวขว้างเงินใส่แผงด้วยความแค้นเคือง ถือซาลาเปาเดินสะบัดหน้าผ่านสองหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว
ฉิวฟงเห็นเหตุการณ์ก็โกรธจัด กำลังจะพุ่งไปเอาเื่ แต่ชิงหยางดึงแขนไว้ทัน
"ใจเย็นก่อนน้องฟง! หากเราไปหาเื่ มันจะกลายเป็ผลเสียต่อเด็กสาวคนนั้นนะ"
"แต่ข้าเกลียดคนแบบนี้จริงๆ พี่ชิงหยาง!"
"คนแบบนี้สักวันต้องโดนดี ไปกันต่อเถอะ" ชิงหยางตบบ่าน้องชาย
ระหว่างทาง นายน้อยและลู่ผิงเดินผ่านเหตุการณ์นั้นเช่นกัน
"เ้าพ่อค้านั่นใจดำแท้ นายน้อย เด็กสาวตัวแค่นั้นยังโกงได้"
"อย่าสนใจเื่คนอื่น ลู่ผิง ปล่อยพวกเขาไป" นายน้อยเอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตากลับฉายแววบางอย่าง
เดินไปได้สักพัก จู่ๆ ชิงหยางก็ทำสีหน้าเ็ป "น้องฟง! เ้ารอข้าตรงนี้แป๊บหนึ่งนะ ข้ามีธุระด่วน"
"พี่หยาง! ท่านเป็อะไรไป ให้ข้าไปเป็เพื่อนไหม?" ฉิวฟงใ
"ข้าปวดท้องกะทันหัน น่าจะเพราะอาหารเมื่อเที่ยง เ้ารอตรงนี้อย่าไปไหนนะ!" พูดจบชิงหยางก็รีบวิ่งย้อนกลับไปทางเดิม
ชิงหยางวิ่งย้อนกลับมาที่แผงซาลาเปา
"รับซาลาเปาร้อนๆ สักสองลูกไหมขอรับ?" พ่อค้าทักทาย
"เหตุใดก่อนหน้านี้เ้าถึงโกงเงินเด็กสาวคนนั้น?" ชิงหยางถามเสียงเข้ม
"เข้าใจผิดแล้วหนุ่มน้อย ร้านข้ามีกฎ!" พ่อค้าชี้ป้ายกฎที่ติดไว้
"แต่ดูจากรอยหมึก... หมึกยังใหม่สดอยู่เลย เ้าเพิ่งเขียนมันขึ้นมาเพื่อโกงคนต่างเมืองที่มางานประลองสินะ" ชิงหยางจ้องจับผิด
"ฮึ! ตาแหลมนักนะเ้าหนุ่ม หากกล้าหาเื่ ข้าจะแจ้งทหาร!"
"ลองดูสิ... หากข้าแฉเื่นี้ให้ทหารและคนทั้งตลาดฟัง ใครจะโดนจับก่อนกัน?" ชิงหยางกดเสียงต่ำดุดัน
"...แล้วเ้า้าอะไร?" พ่อค้าหน้าเสีย เสียงอ่อนลงทันที
"คืนเงินส่วนต่างที่เ้าโกงเด็กสาวคนนั้นมาให้ข้าก็พอ"
"แค่นั้นรึ?""แค่เงินส่วนต่าง ข้าไม่เอาอย่างอื่น" ชิงหยางยื่นมือออกไปพ่อค้าจำใจหยิบเงินคืนให้อย่างหวาดระแวง "เอาไป...""ขอบใจ... แต่ป้ายกฎแผ่นนี้ อย่าใช้มันอีกจะดีกว่า" ชิงหยางรับเงินแล้วหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้พ่อค้าเหงื่อแตกพลั่ก รีบเก็บป้ายกฎลงทันที
ขณะเดียวกัน นายน้อยและลู่ผิงเดินมาถึงบริเวณตลาดที่ฉิวฟงยืนรอชิงหยางอยู่
ในฝูงชนที่แออัด ชายเมาสุราคนหนึ่งแกล้งเดินชนนายน้อยและฉกเอากระเป๋าสิ่งของไป นายน้อยรู้ตัวทันทีจึงเดินตามขี้เมาคนนั้นไป ชายเมาเลี้ยวหลบเข้าไปในตรอกเล็กข้างๆ จุดที่ฉิวฟงยืนอยู่พอดี
สายตาของนายน้อย เซียวฉินเหอ และ ฉิวฟง ปะทะเข้าหากันกลางฝูงชน!
ตึกตัก!
จิตกระบี่ในห้วงลึกของทั้งสองคนสั่นสะท้านขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย!
ลู่ผิงเดินเข้ามาหาฉิวฟง "สหายน้อย... ไม่ทราบว่าเ้าเห็นชายขี้เมาเดินผ่านแถวนี้หรือไม่?"
"พี่ชาย... ข้าไม่เห็นชายขี้เมาเดินผ่านแถวนี้เลยขอรับ" ฉิวฟงตอบหลังตั้งสติได้
"แต่ข้าได้กลิ่นสุราลอยอยู่แถวนี้ เ้าลองทบทวนดูอีกทีสิ"
"ข้าไม่รู้จริงๆ ขอรับ อีกอย่างข้าไม่เคยดื่มสุรา จึงมิรู้ว่ากลิ่นสุราเป็อย่างไร"
"ข้าจะให้เ้าบอกเป็ครั้งสุดท้าย... ว่าเ้าหัวขโมยขี้เมานั่นอยู่ที่ไหน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!" น้ำเสียงเย็นเยียบไร้ความรู้สึกของ เซียวฉินเหอ ดังขึ้นขัดจังหวะ
"ข้าก็จะบอกพวกเ้าเป็ครั้งสุดท้ายเช่นกัน... ว่าข้าไม่รู้ไม่เห็น! อย่ามาหาเื่ข้า!" ฉิวฟงตวาดกลับด้วยความโมโห
"ดี... ดีมาก! ั้แ่ข้าเกิดมา ยังไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธหรือใช้คำพูดเช่นนี้กับข้า เ้าคงเตรียมตัวตายไว้แล้วสินะ!"
เซียวฉินเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็าดุจน้ำแข็ง พร้อมกับ ออร่าลมปราณสีม่วงเข้มอันเยือกเย็นและดุดัน แผ่พุ่งออกมาจากร่างกดทับบรรยากาศโดยรอบทันที!
"คนอย่างข้า... ใครดีมาข้าดีตอบ ใครร้ายมาข้าก็ร้ายกลับ! อยากลองดีก็เข้ามา!"
ฉิวฟงไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาคำรามเสียงต่ำ พร้อมกับ ออร่าลมปราณกระบี่สีม่วงสว่างระยิบระยับ แผ่พุ่งออกจากร่างปะทะเข้ากับออร่าของนายน้อยอย่างรุนแรงจนแรงลมมหาศาลพัดกระพือไปทั่วตรอกแห่งนั้น!....