ต้นไม้สูงเสียดฟ้า รากไม้แผ่ขยายปกคลุมผืนดินราวกับเส้นเืของแผ่นดิน ใบไม้ของมันเรืองแสงแ่เบาในความมืด ลำต้นของมันกว้างใหญ่จนสามารถเป็ที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์นับไม่ถ้วน ไอหมอกลอยเอื่อยอยู่เหนือพื้นดิน ส่งกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้โบราณที่ไม่มีอยู่ในที่อื่นใด
เสียงน้ำตกที่ไหลรินก้องสะท้อนผ่านหุบเขา ผืนน้ำใสเป็ประกายราวกับกระจกสะท้อนภาพของเหล่าดวงดาว สายธารเหล่านี้เป็เส้นเืของป่า หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งมวล ตลอดสองฝั่งของลำธาร เต็มไปด้วยพืชเรืองแสง พฤกษาแปลกตาที่สามารถขยับใบไม้ได้ราวกับมีชีวิต
“โห้ ที่นี่สวยจัง” ฉันเพลิดเพลินกับบรรยายกาศรอบๆ พร้อมกับกัดผลไม้ไปพลาง
ท่ามกลางเงาของแมกไม้สูงตระหง่าน ที่บรรยายกาศอบอวลไปด้วยต้นไม้ ดอกหญ้าเล็กๆ อยู่ๆก็มีเงาร่างขนาดมหึมาปรากฏขึ้น มันก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ แต่ทุกย่างก้าวของมันสั่นะเืผืนป่าร่างของมันประดับไปด้วยเถาวัลย์สีทองและดอกไม้เรืองแสงที่ผลิบานทั่วทั้งลำตัว ขนของมันเป็สีเงินประกายสะท้อนแสงจันทร์ ั์ตาสีอำพันลึกล้ำราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในจิติญญาของผู้ที่สบตากับมัน
ฉันเห็นพร้อมกับคำพูดของพี่ชายตัวดีของฉันที่เคยพูดไว้ นั้นมันคือ ผู้พิทักษ์แห่งป่า สัตว์ต้นกำเนิด สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาพร้อมกับป่าและดำรงอยู่คู่กับโลกมาั้แ่ยุคแรกเริ่ม
เมื่อมันเคลื่อนไหว แม้เพียงเบา ๆ กิ่งไม้โดยรอบก็โน้มต่ำลงราวกับแสดงความเคารพ สรรพสัตว์อื่น ๆ หยุดนิ่ง มองดูมันด้วยความเกรงขาม ทุกสิ่งในป่าแห่งนี้ล้วนตกอยู่ภายใต้การปกครองของมัน แต่มันไม่ได้ปกครองด้วยอำนาจ หากแต่ปกป้องทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ภายในป่าแห่งนี้ อยู่ดีๆก็มีเสียงกระซิบจากธรรมชาติที่ไม่อาจอธิบายได้ บางครั้งเสียงนั้นแ่เบาราวสายลมพัดผ่าน บางครั้งมันดังก้องเหมือนคำเตือนจากบางสิ่งที่ไม่อาจมองเห็น
“นี่คือป่าต้นกำเนิดจึงยังคงเป็ดินแดนต้องห้ามสำหรับผู้ที่มิใช่ผู้ถูกเลือก และสัตว์ต้นกำเนิด ยังคงเป็ตำนานที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้พบเจอ” เสียงชายหนุ่มปริศนาเอ่ยขึ้น จากสายลมพร้อมกลิ่นหอมของดอกไม้ยามราตรีอบอวลในอากาศ ก่อนที่แสงสีฟ้าจาง ๆ จะปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า
“พี่เซน! ” ฉันเอ่ยเรียกพี่ชาย พร้อมเดินเข้าไปหา โดยมีผู้พิทักษ์ตามมา
ตอนนี้เซนไม่มีหน้ากากัสีเงิน ทำให้เห็นั์ตาสีฟ้าเข้มของเขาเปล่งประกายด้วยพลังจิตอันแข็งแกร่ง ได้อย่างชัดเจน ขณะที่เขาค่อย ๆ ยกมือขึ้นช้า ๆ อากาศรอบตัวสั่นะเืคล้ายกับมีพลังบางอย่างไหลเวียนไปทั่ว สายลมพัดโหมรอบกาย เซนปิดตาลง ลมหายใจของเขาแ่เบา เสียงรอบตัวเงียบลง ราวกับทั้งโลกหยุดนิ่ง ภายในห้วงจิตของเขา พลังงานบางอย่างค่อย ๆ หลั่งไหลออกมาจากร่างของเขา พลังนั้นไม่ใช่การครอบงำหรือบีบบังคับ แต่มันคือ การเชื่อมโยง เขาััได้ถึงหัวใจของสัตว์ต้นกำเนิด ความคิดของมัน ความกลัว ความโกรธ และความภักดีที่ยังไม่ถูกมอบให้แก่ผู้ใด
"ข้าขอให้เ้าฟังเสียงของข้า" เซนส่งกระแสจิตไปโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยคำพูด เสียงของเขาก้องกังวานอยู่ในห้วงจิตของสัตว์ต้นกำเนิด สะบัดหัวเล็กน้อย ดวงตาของมันเปล่งแสงจาง ๆ ก่อนที่มันจะลดตัวลงต่ำ แสดงถึงการยอมรับ บนฝ่ามือของเซน ปรากฏเป็อักขระโบราณเรืองแสง สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างเขากับสัตว์ต้นกำเนิด
“พี่เก่งจัง ทำได้ยังไง ” ฉันเดินเข้าไปใกล้สัตว์ต้นกำเนิด สัตว์ต้นกำเนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกับ ัปีกโปร่ง แต่มันกลับมีขนาดเล็กกว่าัทั่วไป โดยมีความยาวประมาณสามเมตรจากหัวถึงหาง แต่ความพิเศษของมันคือ ขนที่เหมือนเส้นเถาวัลย์ ที่มีสีเขียวมรกตระยิบระยับ เมื่อมันเคลื่อนไหว ขนเ่าั้ก็จะส่งแสงเล็กน้อยราวกับมีพลังชีวิตแฝงอยู่ ร่างของมันบางเบาและยืดหยุ่น คล้ายกับการผสมผสานระหว่างัและ สัตว์ปีกที่มีปีกอ่อนนุ่ม ปีกของมันไม่ได้มีขนาดใหญ่ แต่สามารถพัดพามันให้ลอยขึ้นไปในอากาศได้อย่างลื่นไหล มันบินไปมาเหนือพื้นดินด้วยท่าทางที่สง่างาม ดูเหมือนว่ามันจะมีพลังในการควบคุมลม ดวงตาของมันมีสีทองอร่าม ส่องประกายเหมือนกับพระจันทร์ในคืนที่มีแสงจางๆ และท่าทางของมันที่แสดงออกถึงความสนุกสนานคือการเคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน มีเสียงกระซิบเบาๆ ของใบไม้เมื่อมันบินผ่าน ราวกับว่ามันเป็ผู้พิทักษ์แห่งป่า
“สวยจัง” ฉันเอามือลูบหัว และตัวมันเบาๆ มันไม่มีทีท่าจะดุร้านหรือขัดขืนเลย
เซเรียยืนอยู่กลางลานหญ้าที่เขียวขจี ดวงตาของเธอเป็ประกายเมื่อเห็นสัตว์ต้นกำเนิดนี้บินมาใกล้ ทันทีที่มันเข้ามาใกล้ เธอก็ยิ้มกว้างและยื่นมือออกไปให้มันัั โดยไม่ต้องพูดอะไร สัตว์ต้นกำเนิดโบกปีกเบาๆ และลอยเข้ามาหาเธออย่างระมัดระวัง มันเอียงหัวเล็กน้อย ราวกับกำลังสำรวจเธอด้วยสายตาอ่อนโยน จากนั้นมันก็เริ่มทำการเคลื่อนไหวเหมือนกับการเต้นรำเบาๆ ท่าทางของมันทำให้ดูเหมือนมันกำลังเล่นซนอย่างไร้กังวล มันะโไปมา ทำท่าทางเหมือนจะลอยตัวเหนือพื้นดิน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับมาและยื่นปลายปีกออกมาเหมือนจะเชื้อเชิญให้เซเรียเล่นไปกับมัน
เซเรียหัวเราะเบาๆ และยกมือขึ้นเกาะปลายปีกของมันเบาๆ ร่างของสัตว์ต้นกำเนิดสั่นะเืเล็กน้อยราวกับมันกำลังหัวเราะด้วยเช่นกัน มันเริ่มวิ่งวนรอบตัวเธออย่างรวดเร็วจนเซเรียต้องวิ่งตาม มันวิ่งไปในทิศทางที่ไม่มีรูปแบบ ท่าทางการวิ่งของมันราวกับแสดงออกถึงความสนุกสนานที่แท้จริง
เมื่อมันวิ่งไปมาหรือบินขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้ววนกลับลงมา มันก็จะโค้งตัวไปข้างหน้า เสียงใบไม้กรอบๆ ที่ติดตามลมเมื่อมันบินผ่านทำให้รู้สึกเหมือนกับเสียงของธรรมชาติที่กำลังหลอมรวมเข้ากับโลกแห่งความสนุก
ในขณะที่เซเรียวิ่งตามสัตว์ต้นกำเนิดไป ร่างกายของเธอก็เปล่งพลังออกมาจากภายใน เส้นสายของชีวิตที่เธอััได้จากธรรมชาติสื่อสารกับมันอย่างลึกซึ้ง ร่างกายของเธอเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของมัน เสมือนเป็การเต้นรำที่มีจิติญญาร่วมกัน
สัตว์ต้นกำเนิดยิ่งเล่นมากเท่าไร มันยิ่งแสดงความเชื่อมโยงระหว่างมันกับเซเรียมากขึ้น และดูเหมือนมันจะสามารถรับรู้ถึงพลังของเธอที่มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและคุ้มครองป่าได้ สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากลายเป็เส้นที่ไร้รอยต่อ โลกของเซเรียและสัตว์ต้นกำเนิดกลายเป็หนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนร่วมทาง แต่เป็สิ่งมีชีวิตที่ช่วยให้กันและกันเติบโตและแสดงออกถึงความบริสุทธิ์ในใจ ใน่เวลานั้น ป่าต้นกำเนิดก็ยิ่งมีชีวิตชีวาขึ้น ราวกับว่าเส้นทางระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง
“สุดท้ายเธอก็ทำสำเร็จจนได้” ลูคัสเอ่ยกับเรฟที่ยืนมองเซเรียเล่นกับสัตว์ป่าต้นกำเนิดอย่างสนุกสนาน และมีความสุข
“ใช่ น้องสาวฉันทำได้แล้ว ไม่นานก็จะกลับบ้าน” เซนเข้ามาสมทบพร้อมนั่งลงใกล้ๆกับเรฟ และยื่นผลไม้ให้เรฟและลูคัส
“แล้วเ้าเป็ไงบ้าง ร่างกาย เวท กลับมาครบหรือยัง” เซนเอ่ย ทั้งสองคนนั่งลงข้างๆ ลูคัสพยักหน้าเป็การตอบว่าทุกอย่างกลับมาหมดแล้ว
“ดูนางสิ เหมือนเด็กๆเลย” ฟินน์มาสมทบพร้อมเฟย์
“อย่างกับเ้าไม่ใช่เด็กยังแหล่ะ”
“ข้าไม่ใช่เด็กซักหน่อย” ฟินน์ทำหน้างอนใส่เฟย์
“ฟินน์ เฟย์ มาเล่นด้วยกันสิ” เซเรียวิ่งมาเรียก ฟินน์มองหน้าเฟย์ก่อนวิ่งไปหาเซเรีย โดยมีเฟย์วิ่งตาม ทำเอาทุกคนที่ได้ยินการสนทนานั้นหัวเราะขึ้นมา
“ปล่อยพวกเขาสนุกสนานไปเถอะ อีกไม่นานจะจบศึกสุดท้ายแล้ว” เอเธนเอ่ยขึ้นมองดูสามคนวิ่งเล่นกับสัตว์ต้นกำเนิด เสียงหัวเราะกึ่งก้องไปทั่วป่าทำให้ ผู้ที่นั่งดูอดยิ้มตามไม่ได้
ป่าต้นกำเนิดเป็สถานที่ที่มีเสน่ห์ลึกลับและเต็มไปด้วยความสงบและพลังธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ทุกก้าวที่เดินเข้าไปในป่านั้นเหมือนกับการก้าวข้ามไปในโลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยความงดงามที่เกือบจะเกินความเข้าใจ
เมื่อเท้าของผู้เดินััพื้นดินอ่อนนุ่ม เสียงใบไม้และหญ้าสีเขียวก็เก็บเสียงของทุกก้าวไว้ในความเงียบสงบ ราวกับป่าเองกำลังยอมรับและต้อนรับผู้มาเยือนทุกคนด้วยความอ่อนโยน ภายใต้แสงอ่อนของพระอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องว่างของกิ่งไม้สูงใหญ่ ใบไม้ที่เป็สีเขียวมรกตจะสะท้อนแสงอ่อนๆ กลายเป็เงาและลำแสงที่กระทบกับพื้นดิน ทำให้ลวดลายที่พื้นป่าดูมีชีวิตชีวา เหมือนกับว่าแสงนั้นกำลังเต้นรำไปตามจังหวะของธรรมชาติ
ในอากาศมีกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดอกไม้หลากสีที่ดูเหมือนจะเติบโตจากแสงและความชื้นในป่า ดอกสีฟ้าและสีม่วงอ่อนสะท้อนกับแสงแดดใน่บ่าย กลิ่นหอมหวานและสดชื่นกระจายไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงของสายน้ำที่ไหลผ่านไปตามลำธารใสๆ
เสียงของน้ำที่ไหลผ่านแอ่งหินเล็กๆ เป็เสียงที่อ่อนโยนและอบอุ่น คล้ายกับเสียงบรรเลงของธรรมชาติในบทเพลงแห่งความสงบ เสียงนกร้องเพลงแ่เบาดังก้องไปทั่วป่า การร้องของพวกมันไม่เป็ระเบียบแต่กลับเต็มไปด้วยความไพเราะ ราวกับว่าป่าต้นกำเนิดเองก็มีจังหวะและดนตรีของตัวเองที่เคลื่อนไหวไปตามลมหายใจของโลก
สัตว์เล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนวิ่งผ่านไปมา ะโโลดเต้นระหว่างพุ่มไม้และต้นไม้ั์ ิัของพวกมันสะท้อนแสงและสีต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง สัตว์ตัวเล็กเหล่านี้ไม่ได้กลัวคน แต่กลับเหมือนรู้จักความสงบและการอยู่ร่วมกันในสิ่งแวดล้อมที่เป็มิตรและกลมกลืน
เมื่อนั่งลงบนหินใหญ่ที่อยู่ริมลำธาร หรือหยุดพักใต้ต้นไม้ที่มีรากฝังลึกในดิน ความรู้สึกที่ได้รับกลับเต็มไปด้วยพลังชีวิตอันมหาศาล ราวกับว่าทุกสิ่งในที่นี้ จากต้นไม้, สัตว์, และแสงแดด กำลังพูดคุยกันผ่านลมหายใจและการััของพวกมัน
ในป่าต้นกำเนิดนี้ ไม่มีเสียงของความวุ่นวายหรือความเร่งรีบ มีเพียงความสงบและความงดงามที่เผยออกมาในทุกองค์ประกอบของธรรมชาติ ทุกสิ่งในป่าเชื่อมโยงกันอย่างเป็ธรรมชาติ ท่ามกลางความสงบนี้รู้สึกได้ถึงความพิเศษ เหมือนทุกสิ่งในโลกนี้มีการเดินทางและการเติบโตที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“พี่เซน ฉันอยากให้ทุกอาณาจักรเป็แบบนี้จัง เงียบสงบ สวยงาม ” ฉันเอ่ยพร้อมนั่งพิงพี่ชายที่แสนดี
“ทุกอาณาจักรเป็แบบนี้ได้ ถ้าไม่มีพวกโลภมาก อยากได้ อยากมี อยากเป็” พี่ชายนั่งเขี่ยกองไฟเล่น
“นั่นสินะ น่าเสียดายการมีความสุขมันช่างผ่านไปไวเหลือเกิน” ฉันเอาหัวพิงพี่ชาย โดยที่สายตามองไปที่เรฟที่นอนกอดอกใต้ต้นไม้ใหญ่
‘ตานี่ไม่รู้ร้อน รู้หนาวหรือยังไงนะ’
‘ใครก็ไม่รู้ั้แ่พี่ชายมา ไยไม่สนใจข้า แล้วจะให้ข้าทำยังไง ’
‘เ้า ! ’
“พวกเ้าสองคนน่าจะทำความเข้าใจกันนะ ” พี่ชายหันมามองหน้าฉัน
“พี่ได้ยินด้วยเหรอ”
“ข้าเป็พี่เรานะ” พูดเสร็จพี่เชนลุกขึ้นเดินไปนั่งข้างเฟย์ และเหมือนเฟย์จะรู้ยิ้มให้พี่เซนก่อนขยับที่
ให้
ฉันเดินไปหาเรฟ และเอามือไปจิ้มที่แก้มเหมือนเรฟจะรู้ทันจับมือฉันไว้ก่อนที่นิ้วจะลงไปที่แก้มเข้มๆนั้น จากตัวที่อยู่ใกล้ทำให้สายตาฉันไปสบกับสายของเรฟที่ลืมตามาดูหน้าฉัน
เมื่อสายฉันสบตากับเรฟ ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ดวงตาคู่นั้นของเขาเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหมายที่ไม่กล้าตีความ มันไม่ใช่เพียงแค่การมองธรรมดา แต่มันเหมือนเป็ถ้อยคำที่ไม่จำเป็ต้องเอื้อนเอ่ย
เรฟไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยิ้มมุมปากบางๆ สายตาของเขาเหมือนจะสื่อบางอย่างที่ฉันเองก็เข้าใจแต่ไม่อาจพูดออกมาได้ ความเงียบระหว่างพวกเราไม่ได้เป็ความอึดอัด แต่กลับเต็มไปด้วยความหวานซึ้งที่ััได้ในอากาศ
ลมหายใจของฉันเหมือนขาดห้วงไปชั่วขณะเมื่อเขาขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงของพระจันทร์ที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้สะท้อนเป็ประกายอยู่ในดวงตาของเขา ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหลบสายตาเล็กน้อย แต่เรฟกลับยิ้มออกมาอย่างรู้ทัน
“เ้ากำลังเขินข้าอยู่รึเปล่า?” เขาถามเสียงแ่เบา น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเ้าเล่ห์นิดๆ แต่ก็อบอุ่นอย่างประหลาด
ฉันกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ พยายามทำเป็ไม่สนใจ แต่หัวใจกลับเต้นไม่เป็จังหวะ
"ข้าไม่ได้เขินสักหน่อย!" ฉันตอบกลับไป แต่ใบหน้าที่เริ่มแดงเรื่อเป็หลักฐานที่เถียงไม่ได้
เรฟหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องเซเรียไว้แน่น ราวกับว่าถ้าเธอขยับไปแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะดึงเธอเข้ามาใกล้มากขึ้น
ใน่เวลานั้น ไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงสายตาที่พูดแทนหัวใจของพวกเขา และในวินาทีนั้น เซเรียรู้ได้ทันทีว่า ไม่ว่าเธอจะปฏิเสธความรู้สึกนี้อย่างไร หัวใจของเธอได้เอนเอียงไปหาชายตรงหน้าตั้งนานแล้ว
"หนาวหรือไม่?" น้ำเสียงทุ้มนุ่มของเขากระซิบอยู่ใกล้ๆ
เซเรียไม่ตอบ แต่เพียงแค่หันกลับไปสบตากับเขา ดวงตาของเรฟลุ่มลึกและอ่อนโยน ทอแววบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเธอสั่นไหว
เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้ แรงกอบกุมไม่แน่นแต่เต็มไปด้วยความมั่นคง ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของเธอ ราวกับกำลังละลายความหนาวเย็นของค่ำคืน
"ข้าคิดว่าคืนนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน" เรฟกระซิบใกล้ๆหู พร้อมกับใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆ ที่ปอยผมหน้าของเธอ
เซเรียหัวเราะเบาๆ "เ้าหมายถึงท้องฟ้าหรือ...?"
"ข้าหมายถึงเ้า" เรฟตอบโดยไม่ลังเล น้ำเสียงของเขาจริงจังและนุ่มนวล
ใบหน้าของเซเรียร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่อาจห้ามได้ เรฟใช้มืออีกข้างแตะปลายคางของเธอเบาๆ แล้วค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากของเขาอยู่ห่างจากเธอเพียงลมหายใจ
หัวใจของเซเรียเต้นแรง เธอรู้ดีว่าความรู้สึกนี้ไม่มีสิ่งใดมาหยุดยั้งได้อีกแล้ว เธอค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ และปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในััแ่เบาและอ่อนโยนของเขา
ในค่ำคืนนั้น ท่ามกลางสายลมและแสงจันทร์ มีเพียงพวกเขาสองคนที่รับรู้ถึงความรู้สึกของกันและกัน และปล่อยให้หัวใจของพวกเขาเต้นเป็จังหวะเดียวกัน…
“ดะ…เดี๋ยว” เฟย์รีบเอามือปิดปากเซน เพื่อไม่ให้เซนเสียงดังทำลายบรยากาศของคู่รัก
“เ้าจะเสียงดังทำไม พวกเขารักกันดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง” เฟย์กระซิบกระซาบบอกเซนแต่ยังไม่วายปล่อยมือจากปากเขา
“อูอีอูอีอออู” เซนไม่วายเถียง
“เ้าว่าอะไรนะ” เฟย์เลิกคิ้วถามเซนแต่มือยังไม่ปล่อย เซนจึงกัดมือเฟย์เบาๆเป็การบอกให้ปล่อย
“เ้า!” เฟย์ปล่อยมือทันที เซนยิ้มเยาะ
“ช่วยไม่ได้นี้ ” เซนหันไปดูน้องสาวสุดที่รัก ตอนนี้ไม่เห็นแม้แต่เงา
“เ้าไม่ต้องหาหรอกน่า ให้เขาสองคนอยู่ด้วยกันบ้างเจอเื่ราวเยอะแยะ ยังไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันเลย” เฟย์เดินไปยืนหน้าเซน
“เห้ออ ช่างเถอะ ว่าแต่เ้า ไม่ขัดขวางแล้วเหรอ” เซนเดินเข้าไปประชันหน้าเฟย์
“ไม่ พี่ข้ามีความสุข ข้าก็มีความสุข” ไม่พูดเปล่าถอยหลังเดินออกมาแต่ดันไปสะดุดก้อนหินเกือบล้มแต่เซนคว้าไว้ทัน กับกลายเป็ว่าเฟย์อยู่ในอ้อมกอดของเซนและหน้าใกล้ชิดกันแทบััลมหายใจของกันและกัน
“เอ..แสงจันทร์วันนี้สวยงามมากเลยเ้าว่าไหม” ไม่พูดเปล่าก้มลงจุดหมายคือริมฝีปากของเฟย์
"โอ๊ย!" เสียงร้องดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน เฟย์กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะก้มลงมองเท้าของตัวเองที่เหยียบลงไปบนปลายเท้าของใครบางคน ซึ่งแน่นอนว่าเป็ของเซน ชายหนุ่มผงะไปเล็กน้อยก่อนจะจ้องมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยทั้งความเ็ปและความขบขัน
"เ้า... ตั้งใจหรือเปล่า?" เซนถาม น้ำเสียงติดจะงอนปนล้อเลียน
เฟย์รีบยกเท้าของตัวเองออกก่อนจะกะพริบตาถี่ๆ "ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ! เ้าเอาเท้ามาวางผิดที่เอง!"
เซนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะยิ้มมุมปาก "ข้าหรือเ้ากันแน่ที่เป็ฝ่ายเหยียบ?"
เฟย์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยู่ปากอย่างไม่ยอมแพ้ "ก็เ้าไม่ยอมขยับออกไปเองนี่!"
เซนส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ "เ้าเหยียบข้า แล้วเ้ากลับมาว่าให้ข้าหรือ?"
เฟย์ยืนกอดอก มองเขาด้วยท่าทีที่เหมือนจะเถียงกลับ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเซนก้าวเข้ามาใกล้ เธอถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แต่เขากลับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้อีก
"หากข้าไม่ขยับ เ้าจะเหยียบข้าซ้ำอีกรึเปล่า?" เขากระซิบเสียงแ่
เฟย์หน้าแดงขึ้นมาทันที "ขะ...ข้าไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย!"
เซนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะยกมือขึ้นแตะศีรษะเธอเบาๆ "ข้าจะถือว่ามันเป็การลงโทษของเ้าก็แล้วกัน"
"ลงโทษ? ข้าไปทำอะไรผิด?" เฟย์ขมวดคิ้ว แต่หัวใจกลับเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
เซนยิ้ม ก่อนจะเอียงศีรษะเข้ามาใกล้ "ก็ทำให้ข้าหลงใหลจนไม่ทันระวังตัวไง"
เฟย์นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนตอกกลับไปว่า “เ้าเนี้ยนะฝันไปเถอะ” ก่อนที่จะวิ่งหนีไปทันทีโดยที่หัวใจกลับเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมาจากตัว ทำเอาเซนยิ้มแบบขำๆกับท่าทีของหญิงสาว