หม่าจิ๋งอวี่หาใช่คนที่มีสติปัญญาและความกล้าหาญ หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าคนตรงหน้าก็คือเฉินเหมียวเหมี่ยว เขาจึงไม่พูดไม่จาให้มากความ เอ่ยขอร้องทั้งน้ำตาทันที
“ผู้าุโ ไม่ ๆ ๆ คุณหนูเฉิน ตอนนั้นข้าเองก็ถูกบีบบังคับเช่นกัน คนผู้นั้นเป็ผู้แข็งแกร่ง ข้าไม่มีทางเลือก ท่านได้โปรดเห็นแก่ที่ข้าเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับรวมชีพจรตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวใช้เท้าเตะไปที่ใบหน้าของหม่าจิ๋งอวี่ จนทำให้ฟันหน้าของเขาหลุดออกมาซี่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้มหวาน “โอ๊ะ ขออภัยด้วย เ้าเสียงดังเกินไป รบกวนหูของข้าเข้าน่ะ”
หม่าจิ๋งอวี่กระอักเื พลางยอมเอ่ยขอโทษแต่โดยดี แต่เนื่องจากฟันหน้าหายไป ทำให้เอ่ยออกมาได้ไม่ชัดนัก
“ขอ...ขอโต๊ด”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยด้วยความพึงพอใจ “นับจากเวลานี้ไปข้าถามสิ่งใดเ้าก็แค่ตอบมา หากพูดจาเหลวไหลอีกแค่คำเดียว สิ่งที่จะหายไปก็คือฟันหน้าอีกซี่ของเ้า”
หม่าจิ๋งอวี่พยักหน้ารับหงึก ๆ “ฮือฮือ...อืม...”
“คนที่บอกให้เ้าใส่ร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวคือใคร?”
“ข้าไม่รู้จัก...คนผู้นั้นสวมชุดดำ และสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ ข้าบอกได้แค่ว่าเขาเป็บุรุษที่มีรูปร่างสูงใหญ่”
“เ้าเป็ถึงบุตรชายนายอำเภอ คนผู้นั้นทำอย่างไรเ้าถึงยอมใส่ร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยว?”
“เอ่อ...พลังของเขาแข็งแกร่งมาก คนผู้นั้นเพียงแค่ใช้พลังสะกดข้า ข้าก็หายใจไม่ออกแล้ว ข้าจึงทำได้เพียงทำตามคำสั่งของเขา”
เดิมหม่าจิ๋งอวี่คิดว่าคำตอบนี้จะทำให้เฉินเหมียวเหมี่ยวพอใจ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะยกเท้าขึ้นเตะเขาอีกครั้ง
“เ้าคิดว่าข้าเป็คนโง่งั้นหรือ?”
ครั้งนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวเตะเข้าที่ชายโครงของหม่าจิ๋งอวี่อย่างแรง เขาถึงขนาดได้ยินเสียงกระดูกของตัวเองหักเลยทีเดียว ร่างผอมแห้งกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ ก่อนจะขดตัวพร้อมกับเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย พลางร้องโหยหวนออกมาราวกับหมูถูกเชือด
“ข้าพูด...ข้ายอมพูดแล้ว นอกจากนี้เขายังให้ข้าอีกหนึ่งร้อยหินิญญา...”
ดังคำกล่าวที่ว่า สุราทำให้คนหน้าแดงได้ฉันใด เงินก็ทำให้จิตใจคนสั่นคลอนได้ฉันนั้น
ศิษย์นิกายทั่วไปแต่ละเดือนจะได้รับทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรเพียงหนึ่งหรือสองหินิญญาเท่านั้น แต่อีกฝ่ายกลับให้ถึงหนึ่งร้อยหินิญญา ช่างใจกว้างจริง ๆ มิน่าล่ะ หม่าจิ๋งอวี่จึงยอมเสียสละชื่อเสียงของตัวเอง มาพัวพันกับคนไร้ค่าเช่นนั้น
“ช่างดีจริง ๆ”
มุมปากเฉินเหมียวเหมี่ยวยกยิ้มขึ้น นางกำลังจะลงมือทำร้ายเขาอีกครั้ง ทว่าทันใดนั้นกลับมีมือคู่หนึ่งมาปิดตานางเอาไว้ ไม่ใช่ม่อเสวียนิแล้วจะเป็ใคร?
แพขนตาดำหนาปัดผ่านมือของเขา จั๊กจี้ไม่น้อย ม่อเสวียนิเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงราบเรียบจะดังขึ้น
“เ้ารอก่อน”
เฉินเหมียวเหมี่ยวขบกรามแน่น “รออะไรอีกล่ะ ปล่อยนะ ข้าจะตัดมือเขาทิ้งซะ!”
“…”
“ฮ่าฮ่า เ้าคงไม่คิดว่าข้าโหดร้ายไปหรอกกระมัง?”
แค่เตะชายโครงจนกระดูกหัก เตะหน้าของเขาจนฟันหลุดออกจากปากก็เท่านั้น เทียบกับความเ็ปที่เสี่ยวเหมียวเหมี่ยวได้รับแล้ว แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ
หากม่อเสวียนิกล้ามาแสดงความเมตตาต่อหน้านาง เช่นนั้นก็อย่าหาว่านางไม่ไว้หน้าก็แล้วกัน
“ไม่ใช่”
“ไม่ใช่เ้าก็ปล่อยข้าสิ ปิดตาข้าไว้ทำไมกัน?”
“…”
“...”
ม่อเสวียนิถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทิ้งระยะห่างระหว่างตัวเองกับเฉินเหมียวเหมี่ยว เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงพบว่าหม่าจิ๋งอวี่ที่เดิมเปลือยกายครึ่งท่อน บัดนี้มีหมอกสีดำสนิทปกคลุมร่างของเขาอยู่ ทำให้มองไม่เห็นเนื้อหนังของเขาอีก
เฉินเหมียวเหมี่ยวนิ่งไป นางมองม่อเสวียนิอย่างสงสัย อีกฝ่ายจึงเอ่ยเรียบ ๆ “อย่าทำให้เสียสายตาเ้า...อืม ของข้าเลย”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “...”
นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะเป็พวกคร่ำครึที่ปฏิบัติตามศีลธรรมอย่างเคร่งครัดถึงเพียงนี้
ชาติก่อนแม้ว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะไม่เคยััสิ่งนั้นมากับตัว แต่ก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง สถานการณ์แบบไหนบ้างที่นางไม่เคยเจอ?
ก็แค่บุรุษคนหนึ่งเปลือยท่อนบนก็เท่านั้น เปลือยทั้งตัวนางยังไม่กลัวเลย แต่เขากลับอ่อนไหวยิ่งกว่านางเสียอีก
เขาใสซื่อเกินไปแล้วกระมัง?
นางยกมือขึ้นตบที่บ่าของม่อเสวียนิ พลางเอ่ยอย่างหยอกล้อ “ตกลง ทำตามที่เ้าว่า เช่นนั้นข้าแก้แค้นต่อได้แล้วใช่หรือไม่?”
“อืม”
ม่อเสวียนิพยักหน้าให้ สายตาที่มองเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับสับสนอย่างมาก
ไม่เหมือนกัน
ทุกสิ่งที่เป็นางล้วนแตกต่างจากที่เขาเห็น และััมา
เฉินเหมียวเหมี่ยว...เหตุใดเ้าต้องโกหกด้วย?
เฉินเหมียวเหมี่ยวสงบสติอารมณ์ เื่ตัดแขนตัดขาตอนนี้ยังทำไม่ได้ หากไม่ระวังเผลอพรากชีวิตน้อย ๆ ของหม่าจิ๋งอวี่ไป เช่นนั้นนางก็จะไม่มีพยาน
“ข้ายังถามไม่หมด อย่ามาทำเป็แกล้งตาย บอกมาว่าคนผู้นั้นให้เ้าใส่ร้ายเฉินเหมียวเหมี่ยวด้วยวิธีการใด แล้วเ้าทำเช่นไร?”
หม่าจิ๋งอวี่เจ็บจนสั่นไปทั้งร่าง แต่ไม่กล้าชักช้า เขารีบเอ่ยตอบ “คนผู้นั้นให้ข้าไปที่เรือนของเฉินเหมียวเหมี่ยวตามวันที่นัดหมาย เขาบอกว่าจะวางยาเฉินเหมียวเหมี่ยวล่วงหน้า ถึงเวลาข้าแค่ทำ...ทำ...”
“ทำลายความบริสุทธิ์ของนาง?”
“ใช่...ใช่ขอรับ...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง นั่นเป็เพียงเด็กที่ใสซื่อผู้หนึ่งเท่านั้น เ้าสุนัขนั่นยังกล้าลงมือได้ลงอย่างนั้นหรือ?
เฉินเหมียวเหมี่ยวดวงตาวาวโรจน์ จ้องหม่าจิ๋งอวี่ด้วยสายตาเ็า “เ้าไม่กลัวว่าพ่อของเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับมาแล้วจะแก้แค้นเ้าหรือ?”
“ข้าเองก็กลัว แต่คนผู้นั้นบอกว่าข้าเป็บุตรชายของนายอำเภอ ไม่มีใครทำอะไรได้...”
“แค่บุตรชายของนายอำเภอวิเศษวิโสอะไรกัน ข้าจะเด็ดหัวเ้าซะ”
เมื่อเห็นเฉินเหมียวเหมี่ยวจะฆ่าเขา หม่าจิ๋งอวี่ก็รีบกุมหัวของตัวเองเอาไว้ พลางเอ่ยด้วยตัวสั่นเทา “แต่ข้ายังทำไม่สำเร็จนะขอรับ ข้าทำไม่สำเร็จ เพราะตอนที่ข้าไปถึง เฉินเหมียวเหมี่ยวก็หมดลมไปแล้ว ในเมื่อนางตายไปแล้ว ข้าจะกล้าอยู่ต่ออีกได้อย่างไร เห็นดังนั้นข้าจึงรีบออกมา ก่อนจากไปข้าเห็นเขาพาร่างของเฉินเหมียวเหมี่ยวไปด้วย จากนั้นข้าก็ไม่รู้เื่อะไรอีก...ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งของเขา บอกว่าตัวเองกับเฉินเหมียวเหมี่ยวมีอะไรกันแล้วก็เท่านั้น เพียงเท่านั้นจริง ๆ ข้าไม่ได้แตะต้องนางจริง ๆ ขนสักเส้นข้าก็ไม่ได้แตะขอรับ!”
เื่ราวหลังจากนั้น เฉินเหมียวเหมี่ยวเองก็รู้เช่นกัน
คนผู้นั้นโยนร่างของเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวลงแม่น้ำกลืนิญญาเพื่อ้าหนีความผิด คนตายไม่สามารถพูดได้
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยอย่างพยายามยับยั้งชั่งใจ “หากให้เ้าชี้ตัว เ้ายังจำได้อยู่หรือไม่?”
หม่าจิ๋งอวี่ส่ายหน้าไปมาราวกับกลองป๋องแป๋ง “คนผู้นั้นแต่งกายมิดชิด ข้าไม่รู้ว่าหน้าตาของเขาเป็เช่นไร...”
“ช่างเป็เศษสวะจริง ๆ แล้วสินบนเล่า?”
“อะไร?”
“หินิญญาที่ได้จากการใส่ร้ายเสี่ยวเหมียวเหมี่ยวอย่างไรล่ะ?”
“ใช้...ใช้ไปหมดแล้ว”
“ฮ่าฮ่า” ทันใดนั้นเฉินเหมียวเหมี่ยวก็โค้งตัวลงมา บีบคางของหม่าจิ๋งอวี่ก่อนจะยัดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าไปในปากของเขา แล้วเอ่ยอย่างช้า ๆ “ข้าให้เวลาสามวัน เ้านำหินิญญาร้อยก้อนพร้อมดอกเบี้ยมาคืนให้ข้า ไม่อย่างนั้น...”
หม่าจิ๋งอวี่ไอติด ๆ กันหลายครั้ง แต่โอสถนั้นลงท้องของเขาไปนานแล้ว หัวใจของเขาพลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
จบกัน เขาถูกพิษเข้าเสียแล้ว!
เขายังไม่อยากตายตอนนี้!
“ทำไม ไม่ได้ยินหรืออย่างไร?”
หม่าจิ๋งอวี่น้ำตาไหลพราก พลางเอ่ยอย่างสะอึกสะอื้น “ได้แน่นอนขอรับ”
“สิ่งใดควรเอ่ย สิ่งใดไม่ควรเอ่ย เ้าคงรู้ดีกระมัง?”
“รู้ขอรับ ผู้น้อยรู้ดีขอรับ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มออกมาบาง ๆ ก่อนจะกลับมามีท่าทีสบาย ๆ อีกครั้ง “หากเ้าเชื่อฟังที่ข้าบอก รอข้านำตัวคนผิดมาลงโทษได้ ข้าจะมอบยาถอนพิษนี้ให้เ้า แต่หากเ้าคิดตุกติกละก็...”
“ไม่ ๆ ๆ ผู้น้อยมิกล้า ผู้น้อยมิกล้าขอรับ!”
“อืม ไสหัวไปได้แล้ว”
“ขอรับ ผู้น้อยจะไป...ไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
หม่าจิ๋งอวี่ไหนเลยจะยังมีกะจิตกะใจนึกถึงอาการาเ็ทั่วทั้งร่างกาย เขาขบกรามแน่นพลางหยิบเสื้อผ้าและวิ่งออกไปทันที ยิ่งวิ่งยิ่งเร็ว ราวกับด้านหลังมีผีไล่ตามอยู่อย่างไรอย่างนั้น