บทที่ 13 ห้าร้อยตำลึงเงิน
สกุลหวังจะเป็เช่นไรก็ช่าง ยามนี้นางมีเซียวฝานคอยหนุนหลัง หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ยังจะมีคนไม่อยากเข้ามาสู่ขออีกหรือ?
ซูซีหัวกุมมือซูเยว่แน่น โดยคำนึงถึงสภาพจิตใจ นางมิได้เปิดเผยเื่ของเซียวฝาน แต่กลับกัดริมฝีปากรอคอย่หนึ่ง
ซูเยว่หันกลับมามองใบหน้าของน้องหญิงนาง นางขยับปากแต่กลับพบว่าไร้เสียงจะกล่าว
จะเชื่อถือได้หรือ?
สองนางสบตากันเนิ่นนาน ซูเยว่ขบคิดก่อนจะกล่าว “ได้ ข้าจะเชื่อเ้า”
นางทราบเื่ที่ซูซีหัวช่วยซูชิ่งไห่กลับมาได้ เมื่อมีฝีมือเช่นนั้น นางก็ไม่เห็นเหตุอันใดที่จะไม่เชื่อ
สกุลหวังพวกเ้ารอไว้เถิดนางจะให้พวกเ้าได้ลิ้มรสความเสียใจดูบ้าง!
ความคิดของซูเยว่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่ายามนั้นซูซีหัวและฮูหยินใหญ่ที่อยู่ด้วยต่างก็โล่งใจเพราะนางตกปากรับคำแล้ว ไม่ต้องกังวลว่าซูเยว่จะก่อเื่วุ่นวาย แต่กลัวว่าซูเยว่จะถูกทำร้ายจิตใจแล้วแอบมาสร้างปัญหา
ซูซีหัวและฮูหยินใหญ่สบสายตากัน จากนั้นกล่าวขอกลับห้องตน เมื่อได้รับความเห็นชอบจากฮูหยินใหญ่แล้ว นางก็ลากซูเยว่ไปเดินเล่นในสวนรอบนึง แล้วส่งซูเยว่กลับไปยังห้องของนาง
เวลาพลันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ซูซีหัวกำลังครุ่นคิดถึงเื่กิจการร้านอาหาร ก็มีข่าวลือเื่การถอนหมั้นเกิดขึ้นในสกุลซูอีกครา เหตุการณ์ต่อเนื่องนี้ทำให้ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีการพูดถึงเื่ราวต่าง ๆ นานา
เมื่อซูซีหัวรับรู้เื่นี้ นางอึ้งงันจนกล่าวอันใดไม่ออกครู่หนึ่ง ชาวเมืองหลวงอาจไม่เก่งในเื่อื่น แต่พลังในการนินทาก็ไม่แพ้คนสมัยใหม่เลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู คุณหนู แย่แล้วเ้าค่ะ” อิงเถาวิ่งพรวดเข้ามาในห้องพร้อมกับกล่าวอย่างตื่นใว่า “นายท่านรองจะหาคู่หมั้นให้กับคุณหนูใหญ่แล้วเ้าค่ะ”
คุณหนูใหญ่ของสกุลซูงั้นก็ซูเยว่น่ะสิ
ซูซีหัวพรวดพราดลุกขึ้นก่อนจะรีบถาม “พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?”
“อยู่ในห้องโถงเ้าค่ะ ผู้เฒ่าที่มาสู่ขอก็อยู่ด้วย”
เนื่องจากรีบร้อน ซูซีหัวจึงไม่สนใจคำว่าผู้เฒ่าจากปากของอิงเถา เดินไปยังห้องโถงทันที แล้วก็จำต้องตกตะลึง
ผู้เฒ่า? แม้แต่อายุอานามรุ่นปู่ยังทำได้อีกหรือ
ซูชิ่งเฉิงหน้าบานชวนพูดคุยอย่างภาคภูมิใจ “ผู้เฒ่าซุนเป็ผู้ที่ข้าเลือกสรรมาเป็พิเศษสำหรับเยว่เอ๋อร์ เพียงแค่ผ่านพิธีสู่ขอก็จะได้แต่งงานกันภายในสองวัน”
ซูเยว่หน้าซีดเผือด ฮูหยินใหญ่หายใจถี่ขึ้น “เ้า… อารอง เขา… ข้าไม่ได้… ”
ผู้เฒ่าซุนหัวเราะ “ข้าจะไม่ได้อย่างไรกัน สกุลซูของพวกเ้าก็ไม่ควรเรียกร้องสูงนัก ปฏิเสธคู่หมั้นมาหลายรายแล้ว ที่เมืองหลวงนี้ยังจะมีใครกล้ารับหญิงสาวจากสกุลของพวกเ้าอีกเล่า? ข้าแต่งงานกับนางนับเป็การทำบุญแล้ว”
ทำบุญงั้นหรือ?
ภายในห้องโถงเงียบงัน สกุลซูเคยรุ่งเรืองมาก่อน แม้แต่คนรับใช้ก็ยังได้รับการเอาใจ
เป็ถึงสกุลนักปราชญ์ั้แ่เมื่อใดกันที่ต้องมาทนโดนดูถูกจากคนแก่ผู้หนึ่ง?
เนื่องด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมายใน่ที่ผ่านมา ฮูหยินใหญ่อ้าปากค้าง ไร้คำโต้แย้งที่จะกล่าว เพียงแต่บีบผ้าเช็ดหน้าจนนิ้วซีดไร้สี
ซูซีหัวสายตามืดมนมิอาจยืนอยู่นอกประตูได้อีก จึงกล่าวเสียงดัง “อิงเถา เ้าได้กลิ่นเหม็นบ้างหรือไม่?”
อิงเถาเป็คนฉลาดรีบตอบรับทันใด “ได้กลิ่นเหม็นมากเลยเ้าค่ะ”
“เฮ้อ… คงมีคนตกลงไปในบ่อขี้แน่เลย”
“โอ้ย ตกลงในบ่อขี้คงจะมีกลิ่นเหม็นมากมิใช่หรือ? คนเช่นนี้ออกมา มิเป็ที่รังเกียจหรือไร?”
อิงเถาตอบรับตามไม่ขาด่ ซูซีหัวเหยียดยิ้มเย็นก้าวเข้าสู่ห้องโถง จ้องมองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะจับจ้องไปที่ผู้เฒ่าซุนแล้วเอ่ยอย่างเจาะจง
“ย่อมมีกบตาบอด*[1] ที่มักคิดว่าตัวเองสูงส่ง”
อิงเถาพริ้มตา มองไปยังผู้เฒ่าซุนที่นิ่งเงียบ
การพูดคุยระหว่างนายบ่าวไม่ได้ลดระดับเสียงลงแม้แต่น้อยประกอบกับสายตาเ้าเล่ห์นั้น ผู้เฒ่าซุนจึงเหมือนถูกกระตุ้นให้โมโหขึ้นมา
“เ้ากล่าวถึงผู้ใด?”
“ผู้ใดที่ตอบรับก็คือผู้นั้น”
ซูซีหัวตอบกลับอย่างสบาย ๆ ก่อนจะเดินมายังหน้าฮูหยินใหญ่ แล้วค้อมศีรษะลงกล่าวเบา ๆ “ฮูหยินใหญ่ พ่อบ้าน้าพบท่านกับพี่หญิงใหญ่ กล่าวว่าจะหารือเื่สินสอดจากสกุลหวัง”
นางเงยหน้าขึ้น ประกายแสงในดวงตาที่สงบนิ่งนั้นส่องประกายวาววับ
ฮูหยินใหญ่ดูอยากจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับมิได้เอ่ยออกมา ซูเยว่รีบเข้ามาประคองแขนฮูหยินใหญ่ “ข้ากับฮูหยินใหญ่จะไปหารือกัน”
ซูเยว่เม้มริมฝีปาก นางรู้ดีว่าซูซีหัว้าให้ตนกับฮูหยินใหญ่ออกไปเพื่อไม่ให้อยู่ขัดขวาง เช่นนั้นการออกไปจึงไม่เป็ปัญหา
ฮูหยินใหญ่ลูบหน้าอกตนเอง แล้วจึงจากไปพร้อมซูเยว่
ในห้องโถงซูซีหัวหันกลับมาสายตาเลื่อนผ่านซูชิ่งเฉิงและผู้เฒ่าซุน ก่อนจะคลี่ยิ้มละไม
“ลุงรอง ท่านจะยกพี่หญิงใหญ่ให้แก่ท่านผู้นี้หรือเ้าคะ?”
ซูชิ่งเฉิงจ้องมองนางด้วยสายตาเ็า “ใช่ เ้ามีข้อคัดค้านหรือไร?”
“มีเ้าค่ะ เหตุใดจึงจะไม่มี?”
คำตอบรับอย่างเฉยเมยของซูซีหัวทำให้ซูชิ่งเฉิงค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะเยาะ “มีก็กลั้นไว้เสีย นั่นคือบุตรสาวของข้า”
ซูซีหัวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างเชื่องช้า “ที่แท้ลุงรองยังรู้ด้วยว่าพี่หญิงใหญ่คือบุตรสาวของท่าน”
่นี้นางรู้สึกหงุดหงิดอยู่พอดี แล้วมีคนมาให้ระบายความโมโหย่อมเป็ประโยชน์ต่อสุขภาพกายและจิตใจของนาง
คว้าเก้าอี้ขึ้นมาขว้างออกไปเสียงดังสนั่นจนซูชิ่งเฉิงและผู้เฒ่าซุนล้วนใกลัวรีบวิ่งหนีกระเจิงไปทันที
“ไปกั้นประตูให้ข้า!”
คนรับใช้นอกประตูสบตากัน เมื่อผู้เฒ่าซุนวิ่งมาถึงประตู พวกเขาก็รีบปิดประตูตามคำสั่งของคุณหนู
“อ๊ากกก! เปิดประตู! เปิดประตูสิ…”
ผู้เฒ่าซุนตบประตูดังสนั่น ส่วนซูชิ่งเฉิงก็เตะประตูด้วยเท้า
“ข้าเป็นายพวกเ้า จงเปิดประตูเสีย”
ซูซีหัวมองพวกเขาตื่นตระหนกด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะคว้าเก้าอี้ตัวอื่นแล้วเดินเข้าไปใกล้
ซูชิ่งเฉิงาเ็สาหัสยังไม่หายดี ส่วนผู้เฒ่าซุนก็เป็คนชราแล้ว เมื่อเห็นซูซีหัวเดินมาหาด้วยจิตสังหาร พวกเขาต่างหวาดกลัวจนสั่นเทา
“เ้า… เ้า…”
ผู้เฒ่าซุนสั่นเครือคิดคำใดไม่ออก ก่อนจะรีบหนีไปทางขวาอย่างขลาดกลัว ซูชิ่งเฉิงรีบตามไปทันที
ซูซีหัวเล็งเห็นโอกาสก็โยนเก้าอี้ใส่ส้นเท้าของทั้งสองคน เก้าอี้ตกลงด้านหลังของทั้งสอง ซูชิ่งเฉิงกับผู้เฒ่าซุนร้องครวญครางอย่างเ็ป
“อ๊ากกก…”
ซูซีหัวคำรามในลำคอ พลางกอดอกรอจนทั้งสองสงบลง
อิงเถาที่เฝ้ามองอยู่ข้าง ๆ นิ่งงัน “...”
คุณหนูร้ายกาจนัก
ไม่ใช่สิต้องเป็คุณหนูเก่งกาจนัก ท่าทางนั้นน่าสยดสยองจนทำให้พวกเขาใกลัว!
หลังจากร้องครวญครางอยู่พักใหญ่ ซูชิ่งเฉิงกับผู้เฒ่าซุนจึงรู้ตัวว่ามิได้ถูกทำร้ายจริง ๆ เมื่อมองดูท่าทางของซูซีหัวก็พลันตระหนักได้ว่าโดนหลอก
ซูชิ่งเฉิงโกรธจนกระทืบพื้น “ซูซีหัว!”
“เรียกข้าทำไม?”
ซูซีหัวตอบกลับอย่างเอื่อยเฉื่อย จากนั้นก็แสร้งหาวเพื่อรอให้ทั้งสองสงบลง “ไม่ใช่ข้าอยากจะกล่าวเช่นนี้นะ แต่หากว่าลุงรองหวาดกลัวก็อย่าหาเื่ เื่พวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ท่านจะกระทำได้โดยมิสนใจใคร”
“ใคร… ใครหาเื่?”
ซูซีหัวก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ซูชิ่งเฉิงกับผู้เฒ่าซุนพร้อมใจถอยหลังไปทันที
ซูซีหัวเลิกคิ้วแล้วหัวเราะเยาะพลางกล่าวว่า “ทำตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้มิได้ ท่านบอกมาสิว่าท่านไม่ได้หาเื่หรือไร?”
“ข้า…” ซูชิ่งเฉิงสายตาเลื่อนลอย ครู่ใหญ่ก็เงียบไป ซูซีหัวส่ายหน้า
“ท่านนี่นะ อิงเถาเปิดประตูส่งแขกด้วย”
ผู้เฒ่าซุนที่ยังคงหวาดกลัวอยู่ในคราแรก แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ก็โมโหขึ้นมา “ส่งอะไรกัน? เขารับสินสอดของข้าไปแล้ว ไม่ให้คนแก่ข้าก็ควรคืนของให้ข้ามิใช่หรือ?”
“สินสอด?” ซูซีหัวถามด้วยน้ำเสียงเ็า “อารอง ท่านรับเงินจากเขามาเท่าใดกัน?”
“เอ่อ… ประมาณห้าร้อยตำลึงเงิน*[2]” ซูชิ่งเฉิงหดคอพลางตอบออกไป
“เพียงห้าร้อยตำลึงเงิน…?” เสียงของซูซีหัวดังขึ้น จากนั้นก็ตระหนักถึงบางสิ่งจึงถามต่อ “แล้วเงินนั้นเล่า?”
“เงินของข้าเล่า?” ผู้เฒ่าซุนถามตาม
ซูชิ่งเฉิงเบือนสายตาล่อกแล่กไปมา ครู่ใหญ่จึงกล่าวเบา ๆ “ถูก… ถูกข้าใช้หมดแล้ว”
ซูซีหัวสูดหายใจลึก “ใช้หมดแล้วหรือ?”
“ใช่...ใช้หมดแล้ว”
ผู้เฒ่าซุนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง “เงินหรือคน เ้าต้องให้ข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง!”
ซูซีหัวกำหมัดแน่น ยามนี้สกุลซูย่อมไม่มีเงินถึงห้าร้อยตำลึงเงินแน่
[1] กบตาบอด : เป็สำนวน หมายถึง คนโง่เขลา ไม่รู้จริง แต่กลับคิดว่าตัวเองฉลาด
[2] ตำลึงเงิน : สกุลในสมัยนั้น โดย 1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน / 1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง / 1 ก้วน = 1000 อีแปะ ซึ่งเป็เหรียญทองแดงผสม สรุปคือ 1000 อีแปะ = 1 ก้วน = 1 ตำลึงเงิน