บทที่ 46 เจิ้งเหยียนเหยียน
ภายในค่ายฝึกเสินเหมิน นอกจากเจ้าของค่ายคนเก่าแล้ว ยังมีอีกสองคนที่เก่งกาจที่สุด
หนึ่งในสองคนนี้ก็คือ เจิ้งไคไท่ เจ้าของค่ายรุ่นเยาว์ เขาเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์ที่สุดในรอบร้อยปี
ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือหญิงสาวผมเปียตรงหน้าผู้นี้
ผู้หญิงคนนี้คือ ‘เจิ้งเหยียนเหยียน’ พี่สาวแท้ ๆ ของเจิ้งไคไท่ และจริง ๆ แล้วความแข็งแกร่งของเจิ้งเหยียนเหยียนนั้นน่ากลัวกว่ามาก
“พี่สาว ทำไมพี่ถึงมาที่นี่ได้?”
เจิ้งไคไท่ยิ้มจาง ๆ ให้กับหญิงสาวตรงหน้าแล้วพูดขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้น คนอื่น ๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวก็พากันซุบซิบกับคนที่อยู่ข้าง ๆ
“ไม่รู้จักเจิ้งเหยียนเหยียนงั้นเหรอ? เธอคือจอมมารแห่งค่ายฝึกเสินเหมินของพวกเรานะ เก่งมากเลยละ!”
คนที่อยู่ข้าง ๆ พูดขึ้น ขณะนี้เจิ้งเหยียนเหยียนก็ก้าวเดินไปข้างหน้าพลางพูดว่า “คุยอะไรกันอยู่ ทำไมถึงได้ว่างกันขนาดนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้ ทุกคนก็รู้สึกหดหู่ แต่ก็ได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเจิ้งเหยียนเหยียน
“พี่เหยียน พวกเราไม่ได้ตั้งใจ พวกเราจะไปฝึกเดี๋ยวนี้แหละ!”
ทุกคนพากันจากไป เหลือเพียงเจิ้งไคไท่กับเจิ้งเหยียนเหยียนสองคนพี่น้อง
“ความแข็งแกร่งของนายพัฒนาขึ้นไม่เลวเลยนะ มาลองประลองกันหน่อยเป็นไง!”
เจิ้งเหยียนเหยียนตั้งท่าเตรียมพร้อม แล้วพูดกับเจิ้งไคไท่
เจิ้งไคไท่เกือบจะร้องไห้ “พี่สาว ไม่สู้ได้ไหม?”
“ไม่สู้ก็ได้ ไม่เป็นไร ฉันจะหาวิธีเพิ่มความสามารถในการต้านทานการโจมตีให้กับนายเอง”
ดวงตาสวยของเจิ้งเหยียนเหยียนเคลื่อนไหวเล็กน้อย มองไปข้างหน้าแล้วพูดขึ้น
ทันทีที่เจิ้งเหยียนเหยียนพูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้า
ในขณะนั้นเองเจิ้งไค่ไท่ก็กัดฟันพูดว่า “ก็ได้ พี่สาว เชิญลงมือได้เลย!”
เจิ้งไคไท่ลงมืออย่างไม่คิดชีวิต แม้แต่ตอนที่เซียวเฉินชี้แนะเขาก่อนหน้านี้ เขาก็ไม่รู้สึกแบบนี้
เจิ้งเหยียนเหยียนลงมือแล้ว กระบวนท่าของเธอเฉียบคมมาก แต่หลังจากผ่านไปสามสิบถึงห้าสิบกระบวนท่า เธอก็สามารถเอาชนะเจิ้งไคไท่ได้
“พี่สาว ผมไม่สู้กับพี่แล้ว พี่เก่งเกินไป!”
เดิมที เจิ้งไคไท่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจิ้งเหยียนเหยียนอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่คิดมาก
แต่เจิ้งเหยียนเหยียนกลับสนใจมาก “ไคไท่ ทำไมความแข็งแกร่งของนายถึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบนี้ล่ะ?”
เจิ้งไคไท่นึกถึงคำพูดของเซียวเฉินก่อนหน้านี้ จึงเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง
หลังจากที่เจิ้งไคไท่พูดจบ เจิ้งเหยียนเหยียนก็ไม่พูดอะไรอยู่พักใหญ่
“พี่สาว พี่เป็นอะไรไป?”
เมื่อเห็นเจิ้งเหยียนเหยียน เป็นเช่นนี้ เจิ้งไคไท่ก็เงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย
เจิ้งเหยียนเหยียนได้สติกลับคืนมาแล้วถามเจิ้งไค่ไท่ว่า “ไคไท่ หมายความว่าไอ้หมอนั่นเก่งขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ?”
ไม่ใช่ว่าเจิ้งไคไท่ไม่เชื่อ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันเกินจริงไปหน่อย
“ใช่แล้ว หัวหน้าของพวกเราแข็งแกร่งมาก!”
เจิ้งไคไท่ทำท่าทางประกอบคำพูดด้วยสีหน้าเคารพ
ส่วนทางด้านเจิ้งเหยียนเหยียนก็กลอกตาไปมา แล้วพูดกับเจิ้งไคไท่ว่า “ไคไท่ พรุ่งนี้ตอนที่นายไปทำงาน ฉันขอไปบริษัทกับนายด้วยนะ!”
เมื่อเจิ้งเหยียนเหยียนพูดจบ เจิ้งไค่ไท่ก็ตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว
“พี่สาว พี่ล้อเล่นใช่ไหม บริษัทของพวกเราไม่มีรปภ.ที่เป็นผู้หญิงนะ!”
“อีกอย่าง ถ้าหัวหน้ารู้เข้า ผมแย่แน่!”
เจิ้งไคไท่รู้จักเซียวเฉินดี ถ้าเซียวเฉินรู้เข้าเกรงว่าเขาคงจะโดนสั่งสอนแน่นอน
แต่เจิ้งเหยียนเหยียนกลับไม่พอใจ “เรื่องอะไรกัน นี่นายกำลังดูถูกผู้หญิงนะ? ผู้หญิงเป็นยังไง ผู้หญิงก็สามารถเป็นเสาหลักของครอบครัวได้เหมือนกัน!”
เจิ้งเหยียนเหยียนพูดพลางกำหมัดแน่น บนใบหน้าสวยเผยให้เห็นความตื่นเต้นและกระตือรือร้น
เมื่อเห็นเจิ้งเหยียนเหยียนเป็นเช่นนี้ เจิ้งไคไท่ก็รู้สึกจนปัญญา
แบบนี้เขาควรจะพูดอย่างไรดี เจิ้งไคไท่ รู้สึกเจ็บปวดหัวใจ
แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เจิ้งไคไท่ก็พูดขึ้นว่า “เอาจริง ๆ ตอนนี้พี่สาวอยากไปก็ดีเหมือนกัน”
เจิ้งไคไท่เกือบจะร้องไห้ออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ตอนไปทำงานเซียวเฉินจะพูดว่าอย่างไร
“งั้นก็ตกลง ไคไท่ นายฝึกต่อเถอะ พรุ่งนี้อย่าลืมมาเรียกฉันล่ะ!”
เจิ้งเหยียนเหยียนเลิกคิ้วขึ้นมองไปทางเขาแล้วพูด
แต่ทันทีที่เจิ้งเหยียนเหยียนพูดจบ เจิ้งไคไท่ก็รู้สึกหดหู่ใจ
“ครับ ผมรู้แล้ว”
พูดจบ เจิ้งไคไท่ก็เดินกลับไป
ในขณะเดียวกัน เซียวเฉินก็กำลังยุ่งอยู่
“ฮ่า ๆ พวกนี้ไม่เลวเลยนี่นา!”
แม้ว่าเซียวเฉินจะอยู่ที่บริษัท แต่เขาก็ได้รับข้อมูลมาหลายส่วนแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้ล้วนส่งมาที่แผนกของเขา พวกเขาหาคนมาหลายคน ดังนั้นเซียวเฉินจึงต้องตรวจสอบด้วยตัวเอง
“ให้พวกเขามาที่บริษัทโดยตรงเลย!”
เซียวเฉินแทบจะรอไม่ไหวแล้ว อยากจะทดสอบฝีมือของคนเหล่านี้
เพราะเซียวเฉินต้องการจัดตั้งทีมของตัวเอง ดังนั้นทั้งหมดนี้จึงขาดไม่ได้
เซียวเฉินรู้สึกได้ว่าอีกไม่นานสถานการณ์จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ แต่กลับไม่มีนักสู้คนไหนที่ใช้งานได้เลย
แต่ถ้ามีคนเหล่านี้ เซียวเฉินก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
บางทีไม่นาน สิ่งนี้ก็จะมาถึง
“ผมไม่อยากให้คนของผมต้องพ่ายแพ้ตั้งแต่กระบวนท่าแรก”
เซียวเฉินรู้ว่าสิ่งนั้นหมายความว่าอย่างไร
ดังนั้นตอนนี้ เพื่อให้คนเหล่านั้นมีชีวิตรอด เซียวเฉินจึงต้องให้พวกเขาเข้าร่วมการต่อสู้โดยเร็ว
และหลังจากที่เซียวเฉินประลองกับคนเหล่านี้ ไม่นานพวกเขาก็พ่ายแพ้
เมื่อเห็นดังนั้น สำหรับเซียวเฉินแล้ว พื้นฐานของคนเหล่านี้ไม่เลวเลย
“เป็นยังไงบ้าง พวกคุณมีความคิดเห็นอย่างไร?”
เซียวเฉินถามคนเหล่านั้น พวกเขาทั้งหมดได้รับการแนะนำจากเพื่อน ๆ ส่วนจะเข้าร่วมหรือไม่ เซียวเฉินก็พูดไม่ได้เต็มปาก
ขณะนั้นเองทุกคนก็มองหน้ากัน เมื่อเห็นดังนั้น พวกเขาก็พูดด้วยความตื่นเต้น
“พวกเราคิดกันแล้ว พวกเราจะเข้าร่วม”
ล้อเล่นอะไร เพื่อนของพวกเขาเข้าร่วมไปได้ไม่นาน ความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นมาก
ถ้าพวกเขาได้เข้าร่วมด้วย อีกหน่อยพวกเขาก็คงจะแข็งแกร่งขึ้นได้ถึงระดับนั้น
เฉียวอีฝานก็ดีใจมาก คนที่พวกเขานำมานั้นล้วนแต่มีความสามารถ
พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นคนที่มีศักยภาพ
คนแบบนี้แหละที่เฉียวอีฝา ชอบมากที่สุด
“แปลก เจิ้งไคไท่ ยังไม่มาอีกเหรอ?”
เซียวเฉินมองไปรอบ ๆ แล้วถามด้วยความสงสัย
คนอื่น ๆ มาครบหมดแล้ว แต่กลับไม่เห็นเจิ้งไคไท่
สิ่งนี้ทำให้เซียวเฉินเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ เกิดอะไรขึ้น หรือว่าเจิ้งไคไท่ไม่คิดจะทำแล้ว
“ถ้าเจิ้งไคไท่ยังไม่มาอีก ผมจะไปฝึกที่ค่ายฝึกเสินเหมิน!”
คำพูดของเซียวเฉินทำให้คนรอบข้างพากันสูดหายใจเข้าลึก ๆ
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ “หัวหน้า อย่าเลยครับ ผมมาแล้ว!”
เสียงนี้เป็นของเจิ้งไคไท่ และข้าง ๆ เขายังมีคนอีกคนหนึ่งตามมาด้วย